bg-single

แผน ‘เวียดนาม’ รับมือ ‘คาจิกิ’

07.09.2025

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

ผ่านไปแล้ว “คาจิกิ” พายุลูกที่ 13 ที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกและทวีความรุนแรงเป็นพายุไต้ฝุ่นพร้อมโชว์อิทธิฤทธิ์เมื่อขึ้นฝั่งเมืองวิญ ตอนเหนือของเวียดนามด้วยความเร็วลมสูงสุด 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แต่รัฐบาลเวียดนามวางแผนรับมือพายุลูกนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนลดความสูญเสียลงอย่างมากเมื่อเทียบกับครั้งที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ยางิ” ถล่มในปีที่แล้ว

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ยางิ” พัดเข้าทางตอนเหนือของเวียดนามเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2567 ด้วยความเร็วลมสูงสุด 195 กม./ชม. มีผู้เสียชีวิตราว 300 คน บ้านเรือนที่นาและทรัพย์สินเสียหายรวมแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท

ขณะที่ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ถล่มเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้เวียดนามน้อยมาก มีผู้เสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บราว 13 คน บ้านเรือนพังและน้ำท่วมเสียหาย 765 หลัง ไร่นาจมน้ำประมาณ 1 แสนไร่

ก่อนเป็นไต้ฝุ่น “คาจิกิ” พายุลูกนี้เริ่มก่อตัวจากดีเปรสชั่นบริเวณใกล้เกาะลูซอน ของฟิลิปปินส์ มีความเร็วลมสูงสุด 55 กม./ชม. แล้วเคลื่อนตัวเข้าสู่ทะเลจีนใต้ในช่วงบ่ายของวันที่ 22 สิงหาคม ใช้เวลาเพียง 12 ชั่วโมง สามารถทวีกำลังเป็นพายุโซนร้อนความเร็วลมสูงสุดที่จุดศูนย์กลาง 65 กม./ชม.

เวลา 19.00 น. วันที่ 23 สิงหาคม “คาจิกิ” ทวีกำลังเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง มีความเร็วลมสูงสุดที่จุดศูนย์กลาง 93 กม./ชม. และอีก 12 ชั่วโมงต่อมาเพิ่มพลังเป็นพายุไต้ฝุ่นมุ่งหน้าสู่เมืองวิญ อยู่ในอ่าวตังเกี๋ย

การที่ “คาจิกิ” สามารถทวีกำลังจากพายุดีเปรสชั่นลูกเล็กๆ จนเป็นไต้ฝุ่นในเวลาอันสั้นนั้นเป็นภาวะโลกเดือด อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกร้อนขึ้นอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดความชื้นมากขึ้นเป็นตัวเร่งให้พายุเพิ่มกำลังแรงอย่างรวดเร็ว (rapid intensification)

รัฐบาลเวียดนามติดตามไต้ฝุ่นคาจิกิชนิดไม่กะพริบตา

และเชื่อว่าพายุลูกนี้จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงพอๆ กับ “ยางิ”

พื้นที่ที่คาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบจากอิทธิฤทธิ์ของ “คาจิกิ” มี 6 จังหวัดทางตอนบนของเวียดนาม อาจจะเกิดน้ำท่วมและดินถล่มอย่างเฉียบพลัน

เมื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบทุกมิติแล้ว “ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์” นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ออกคำสั่งไปยังรัฐมนตรี ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือภัยพิบัติ ให้เร่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง ตั้งศูนย์เฝ้าระวังประชาชนที่ประสบภัย ยังสั่งให้กำลังทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ กว่า 3 แสนนาย เตรียมความพร้อมรับมือและช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ทันท่วงที

รัฐบาลสั่งปิดสนามบิน 2 แห่งในเมืองตันห์หว้าและกว๋างบิ่ง บริเวณตอนกลางของเวียดนาม รถไฟหยุดวิ่ง เรียกเรือประมงทุกลำกลับเข้าฝั่ง

คำสั่งของนายกฯ เวียดนามส่งผลให้มีการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอันตรายจากไต้ฝุ่นคาจิกิเกือบ 6 แสนคน โดยเฉพาะในจังหวัดตันห์หว้า กว๋างจิ เว้ และดานัง โรงเรียนปิดอพยพนักเรียนครูออกจากพื้นที่

สถานทูตสหรัฐประจำกรุงฮานอย ออกข้อแนะนำประชาชนรับมือกับพายุคาจิกิว่า ให้เฝ้าติดตามสื่อท้องถิ่นและพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด ติดตามข้อมูลจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติเวียดนาม ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและหลีกเลี่ยงการเดินหรือขับรถเข้าไปในพื้นที่น้ำท่วม

คืนวันที่ 24 สิงหาคม พายุคาจิกิทวีกำลังแรงเป็นไต้ฝุ่น ก่อให้เกิดคลื่นสูงกว่า 2 เมตรซัดกระหน่ำชายฝั่งเมืองวิญตลอดทั้งคืน น้ำทะเลทะลักล้นเข้าสู่บ้านเรือน ถนนหนทางที่ใกล้ชายฝั่ง ร้านค้าและบ้านเรือนประชาชนวางแนวกระสอบทรายรับมือไว้ก่อนแล้ว ทำให้เกิดความสูญเสียไม่มากนัก

ชาวบ้านบอกกับสื่อว่า ไม่เคยได้ยินไต้ฝุ่นลูกใหญ่อย่างนี้ถล่มใส่เมืองวิญมาก่อน ชาวเมืองวิญส่วนใหญ่อพยพครอบครัวออกจากชายฝั่งไปอยู่ในสนามกีฬาของจังหวัดซึ่งจัดทำเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว

ระหว่างพายุเข้าฝั่ง มีฝนตกหนักกระแสลมแรงกระชากต้นไม้ล้มกว่า 1 หมื่นต้น เสาไฟฟ้าหักโค่น 330 ต้น ภายใน 6 ชั่วโมงวัดปริมาณน้ำฝนได้ 150 มิลลิเมตร หรือ 6 นิ้ว น้ำเอ่อท่วมเมือง การจราจรเป็นอัมพาต ระบบสื่อสารล่ม

คาจิกิยังโชว์อิทธิฤทธิ์กระหน่ำใส่เกาะไหหลำของจีน เจ้าหน้าที่อพยพผู้คนออกจากเขตอันตรายเพราะมีฝนตกหนัก น้ำท่วมสูง บางแห่งปริมาณน้ำฝนวัดได้ราว 400 มม.

พายุคาจิกิอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชั่น เมื่อมาถึงแขวงไชยะบุรี ประเทศลาว และเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ภาคเหนือของไทย ลดกำลังเหลือเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ อย่างไรก็ตาม มีฝนตกหนักในหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ มีฝนตกต่อเนื่องและเกิดน้ำท่วมขังหลายจุด

แม้ว่าพายุคาจิกิจะสลายตัวไปแล้ว แต่ฝนที่ตกในพื้นที่ทางตอนเหนือของเมียนมาจะทำให้เกิดน้ำสะสมบนภูเขาสูงและไหลลงสู่แหล่งน้ำด้านล่าง ถ้าไม่เตรียมป้องกันโอกาสที่ระดับน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงจะสูงขึ้น ไหลทะลักล้นเข้าสู่ตัวเมือง

อาจทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำรอยเหมือนอดีต

ก่อนไต้ฝุ่นคาจิกิพัดกระหน่ำฝั่งเวียดนามและบ้านเราเพียง 3 วัน อีกซีกโลกฝั่งตะวันออกของสหรัฐมีพายุเฮอร์ริเคนถล่มใส่ เฮอร์ริเคนลูกนี้ถือเป็นฤดูแรกของฤดูกาลเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก ก่อตัวขึ้นแถวๆ ชายฝั่งของทวีปแอฟริกาตะวันตก ทวีกำลังเป็นพายุเมื่อมาถึงหมู่เกาะในแคริบเบียน ความเร็วลมมากกว่า 75 กม./ชม.

ศูนย์เฮอร์ริเคนแห่งชาติสหรัฐตั้งชื่อพายุลูกนี้ว่า “เอริน”

“เอริน” พัฒนาอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 7 วันกลายเป็นเฮอร์ริเคนระดับที่ 1 หลังจากนั้นอีก 24 ชั่วโมง พลังเอรินเพิ่มเข้าสู่ระดับที่ 5 เป็นขีดสูงสุด 260 กม./ชม. อิทธิฤทธิ์ของเฮอร์ริเคนลูกนี้แผ่กว้างวัดจากจุดศูนย์กลางพายุกินพื้นที่ถึง 852 กม. สมมุติง่ายๆ ถ้าเกิดพายุที่กรุงเทพมหานครอิทธิฤทธิ์จะแผ่ไปถึงเชียงราย

นักวิทยาศาสตร์นำข้อมูล “เอริน” มาวิเคราะห์เพราะเชื่อว่าเป็นพายุเฮอร์ริเคนที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา และที่น่าพิศวง เพราะปกติแล้วในช่วงต้นฤดูกาลของเฮอร์ริเคน การทวีความรุนแรงไม่เคยเร็วกินระยะเวลาสั้นๆ เหมือน “เอริน”

เฮอร์ริเคนที่รุนแรงที่สุดมักเกิดขึ้นในช่วงปลายปี หลังวันที่ 1 กันยายนเป็นต้นไป แต่เอรินยกระดับความรุนแรงจากระดับ 1 เป็นระดับ 5 ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น และใช้เวลาพัฒนาสั้นมากเมื่อเทียบกับเฮอร์ริเคนอื่นๆ ถึง 90 เท่า

อะไรทำให้เฮอร์ริเคนเอรินมีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว? เป็นคำถามของนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เหตุที่ตั้งคำถามนี้ เพราะระยะเวลาพัฒนาเฮอร์ริเคนที่รวดเร็วนั่นหมายถึงสัญญาณอันตรายที่จะเกิดกับชุมชนผู้คนยิ่งเพิ่มสูง การเตรียมความพร้อมรับมือต้องทันกับสถานการณ์ พายุเพิ่มความรุนแรงขึ้นในเวลาสั้นๆ ระยะเวลาในการเตรียมตัวยิ่งน้อยลง

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีข้อน่าสังเกตว่าพายุเฮอร์ริเคนในแอตแลนติกทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว

ศูนย์เฮอร์ริเคนแห่งชาติสหรัฐอธิบายไว้ว่า การทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วนั้น หมายถึงความเร็วของกระแสลมเพิ่มขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงไม่น้อยกว่า 56.3 กม./ชม. “เอริน” มีกระแสลมเพิ่มขึ้นเป็น 120 กม./ชม. ในห้วงเวลา 24 ชั่วโมง

ในปี 2567 เฮอร์ริเคนเฮมิลตัน เป็นพายุที่ทวีความรุนแรงเร็วที่สุดจากดีเปรสชั่นลูกเล็กๆ กลายเป็นเฮอร์ริเคนระดับ 5 เป็นระดับสูงสุด

ถัดมาเฮอร์ริเคนเบริล ทำลายสถิติพายุในแอตแลนติกเท่าที่เคยเกิดพายุช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม

ถ้าย้อนอดีตกลับไปเมื่อ 20 ปี พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา พัดกระหน่ำใส่รัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกาในเดือนสิงหาคม มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,800 คน และเกิดน้ำท่วมใหญ่บ้านเรือนเกือบ 3 แสนหลังพังยับ หรือไม่ก็จมใต้น้ำ มูลค่าความเสียหายมากว่า 125,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นภัยพิบัติที่ชาวอเมริกันช็อกกันทั้งประเทศ

ความเร็วลมของเฮอร์ริเคนแคทรีนาอยู่ที่ 225 กม./ชม. มีคลื่นสูงราว 8.5 เมตรพัดใส่ชายฝั่ง ส่วนอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในอ่าวเม็กซิโก จุดก่อตัวของเฮอร์ริเคนแคทรีนาอยู่ที่ 31องศาเซลเซียส

ในการรวบรวมข้อมูลเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้พายุเฮอร์ริเคนทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วพบว่า ความร้อนบนผิวน้ำทะเลคือเชื้อเพลิงชั้นดี อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นมากเท่าไร ระดับความรุนแรงของพายุก็มากขึ้นเท่านั้น

เป็นที่รู้กันทั้งโลกว่า สาเหตุโลกเดือด อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นเพราะฝีมือมนุษย์นั่นแหละ

มนุษย์เป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และกลุ่มก๊าซฟลูออริเนต ซึ่งมาจากสารทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ถังดับเพลิง กระบวนการผลิตอะลูมิเนียม อุตสาหกรรมยางรถยนต์ โรงงานฉนวนไฟฟ้า

ก๊าซเรือนกระจกเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดภาวะโลกเดือด เพราะเมื่อก๊าซพิษลอยขึ้นไปสะสมในชั้นบรรยากาศโลก ทำให้อุณหภูมิทั้งบนผิวโลกและน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น

การสะสมก๊าซพิษในชั้นบรรยากาศโลก ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดแต่เกิดมาตั้งแต่มีโรงงานอุตสาหกรรม การเติบโตของชุมชน การขยายตัวของประชากร การใช้ทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างฟุ่มเฟือยขาดการยั้งคิด รวมระยะก๊าซพิษสะสมไม่น้อยกว่า 100 ปี

เพราะฉะนั้นสถิติอุณหภูมิร้อนที่สุดบนโลกใบนี้จึงเพิ่มต่อเนื่องทุกปี ปี 2568 คือปีนี้ร้อนที่สุดเท่าที่มีบันทึกมา

เดือนพฤษภาคม 2568 อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกราว 1 ใน 4 พุ่งกระฉูด หรือที่เรียกว่า ซูเปอร์มารีนฮีตเวฟ ทำลายสถิติที่บันทึกไว้ มหาสมุทรแอตแลนติกปีนี้มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ยิ่งอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น พายุก็ได้พลังแรงขึ้นเพราะน้ำที่ร้อนจะเกิดการระเหยมีความชื้นสูง พายุดึงน้ำไว้ได้มากกว่าปกติ นำไปสู่ความแรงของพายุและปริมาณน้ำฝนที่ตกมากตกนานและตกแช่ไว้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งนานขึ้น

หันไปดูอีกเหตุการณ์ กรณีฝนถล่มในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนต่อเนื่องถึงสิงหาคมนี้ ทำให้เกิดน้ำท่วมสูงอย่างฉับพลัน บางจุดเป็นดินโคลน คร่าชีวิตไปแล้วเฉียดๆ 800 คน

รัฐบาลปากีสถานยอมรับว่าเป็นหน้ามรสุมและฝนตกหนักนั้นเป็นเพราะเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าระบบเตือนภัยสุดห่วย การอพยพเป็นไปอย่างเชื่องช้าจนทำให้เกิดความสูญเสียร้ายแรง

กล่าวโดยสรุปพายุไต้ฝุ่นคาจิกิซัดเวียดนาม พายุเฮอร์ริเคนเอรินถล่มสหรัฐ และพายุฝนกระหน่ำใส่ปากีสถานในครั้งนี้ แม้จะเกิดคนละมุมโลก แต่เหตุทำให้พายุทวีความรุนแรงมาจากสาเหตุเดียวกันคือภาวะโลกเดือด

และนี่เป็นอีกสัญญาณเตือนให้ชาวโลกเรียนรู้ว่าการรับมือกับพายุต้องเร็วฉับพลันเท่าทันสถานการณ์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย