Mononoke the Movie : Phantom in the Rain กับโลกของเด็กแปดขวบ
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
การ์ตูนที่รักเคยเขียนถึงหนังการ์ตูนญี่ปุ่นฉายทางโทรทัศน์เรื่องโมโนโนเกะ (Mononoke) นี้เมื่อ พ.ศ.2558 ความยาว 2 ตอนจบ ประกอบด้วยหนังสองชุดคือ Ayakashi : Samurai Horror Tales Anthology series (2006) และ Mononoke anime television series (2007) ผลิตโดยโตเอะแอนิเมชั่น
หนังทีวีดูสนุก เหตุหนึ่งเพราะแต่ละตอนไม่ยาว แต่ละคดีก็ไม่ยาวมากแม้ว่าจะมากกว่าสองตอนจบเสียเป็นส่วนใหญ่ ติดตามเรื่องได้ไม่ยาก
ผู้กำกับฯ เคนจิ นาคามูระ สร้างใหม่เป็นหนังไตรภาค เน็ตฟลิกซ์สตรีมไปแล้วสองภาค เห็นว่าภาคที่สามยังสร้างไม่เสร็จ
ที่ดูไปภาคแรกหนังยาวมากกว่าชั่วโมงครึ่ง เนื้อเรื่องซับซ้อนบทพูดรวดเร็วแบบนอนสต๊อป ภาพเคลื่อนไหวเร็วยิ่งกว่า ดูไม่เข้าใจและสนุกน้อยกว่าหนังทีวี
พอดูภาคสองความยาวชั่วโมงเศษสั้นกว่าตอนแรกมาก ตัวละครหลักเป็นที่คุ้นชื่อคุ้นตาแล้ว แม้บทพูดจะยังรวดเร็วสีสันยังฉับไวแต่เนื้อเรื่องเข้าใจง่ายกว่าและดูสนุกกว่าตอนแรก
ที่จริงดูภาคสองก่อนภาคแรกน่าจะดีกว่า ดูง่าย สนุก สั้น จำชื่อตัวละครหลักๆ ได้แม่นยำแล้วค่อยกลับไปดูภาคแรกอีกที

เป็นหนังไล่ผี พระเอกเป็นหมอยา เดินทางไปทั่วเพื่อไล่ผี บางทีมิใช่แค่ไล่แต่สังหาร พระเอกมีดาบสังหารภูตซึ่งจะชักออกจากฝักมิได้หากไม่สามารถตอบคำถามสามข้อได้ก่อน คือรูปร่าง ความจริง และเหตุผล เมื่อใดที่เขาล่วงรู้รูปร่างของปีศาจ ค้นหาความจริงที่เกิดขึ้นในสถานที่แห่งนั้น และรู้เหตุผลของปีศาจ เขาจึงจะชักดาบฟาดฟันอาคมของปีศาจแหลกสลายไปพร้อมตัวมันได้
ฉากสนุกที่สุดหลังจากผ่านฉากพูดกันมากมายแล้วคือฉากปราบผีพร้อมแสงสีเสียงและดนตรีประกอบเร้าใจนี่เอง
หนังสร้างใหม่ทั้งสองภาคที่สตรีมอยู่ตอนนี้เหตุเกิดในสถานที่เดียวกันคือโอกุ เป็นที่อยู่ของนางใน 2,000 คน สนม 8 คน และพระมเหสี อีกทั้งนางกำนัลจำนวนหนึ่ง เป็นเขตหวงห้ามสำหรับบุรุษ เป็นสถานที่ของสตรีของพระจักรพรรดิ แน่นอนว่าต้องสวยงามมาก
แล้วก็สวยงามจริงๆ ที่ว่าสวยงามมากมิใช่ใบหน้าของสตรี เป็นว่านางใน 2,000 คนที่เห็นนั้นผู้สร้างให้ส่วนหัวเป็นเพียงวงรีสีดำที่มีวังน้ำวนสีขาวแปะอยู่บนใบหน้าเท่านั้น น่าจะหมายถึงพวกเธอมิใช่ปัจเจก ไม่มีตัวตน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโอกุ ชีวิตถูกดูดกลืนเข้าไปแล้ว ใช้ชีวิตเหมือนกันทุกวันเช้าถึงค่ำ กิน อยู่ หลับ นอน และรอพระจักรพรรดิเรียกปรนนิบัติ
สตรีที่มีใบหน้ามีเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งสำคัญหรือตัวละครที่เข้ามาใหม่ยังไม่ถูกดูดกลืนเท่านั้น
ที่ว่าสวยงามคืองานด้านภาพ ตลอดทั้งเรื่องเป็นภาพวาดลายเส้นสองมิติแต่มีระยะชัดลึกตามรูปทรงเรขาคณิตบนกระดาษที่มีลวดลายในตัวคล้ายๆ กระดาษสาบ้านเรา
เราจึงได้เห็นการเคลื่อนไหวของรูปวาดทั้งหมดทั้งที่เป็นคน ผี หรือวัตถุสิ่งของแม้กระทั่งโอ่งน้ำ กระถางธูปยักษ์ ฝาห้อง เคลื่อนที่ไปบนกระดาษตลอดเวลา
พูดง่ายๆ ว่าหนังทั้งเรื่องโปร่งแสงมองทะลุไปที่ฉากหลังได้ และถ้าเราโฟกัสเฉพาะที่ลายกระดาษบนฉากหลังโลกทั้งใบจะเคลื่อนที่ไป

ฌอง เพียเจต์ เขียนไว้ใน Jean Piaget & Barbel Inhelder. The Psychology of the Child, 1966. “Drawing” นี่เป็นภาพวาดของเด็ก 8-9 ขวบ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือเด็ก 8-9 ขวบมองโลกอย่างที่เห็นในหนังเรื่องนี้
กล่าวคือโลกประกอบด้วยรูปทรงเรขาคณิต (Geometry) และภาพตัดขวาง (Topography) ของสรรพสิ่ง ก่อนหน้า 8 ขวบวัตถุสองชิ้นอาจซ้อนทับกันได้โดยเด็กมองเห็นความโปร่งใสทั้งหมด เมื่อ 8 ขวบแล้วจึงมีระยะชัดลึก วัตถุที่อยู่ไกลกว่ามีขนาดเล็กกว่า และถ้าเราเอียงเหยือกซึ่งวัตถุทุกชิ้นจะมีแกนกลาง (axis) ระดับน้ำในเหยือกจะไม่เอียงตามแกนกลางของเหยือกแต่อยู่ในแนวราบขนานพื้นโลกเหมือนเดิม
เขียนเช่นนี้มิใช่แปลว่าสายตาลูกของเราผิดปกติ สายตาเขาปกติแล้วมองเห็นเหมือนเราแต่การรับรู้กรอบแนวคิด (Conceptualization) ของโลกจะเป็นดั่งที่เห็นในใจ (mental image) นอกจากนี้โลกถูกสร้างขึ้นด้วยเวลา (Temporal) ที่เคลื่อนที่ไป หรือพูดอีกอย่างคือโลกเคลื่อนที่ไปบนเวลาเหมือนที่เราเห็นโลกของโมโนโนเกะเคลื่อนที่ไปบนกระดาษสา
แม้แต่ภาพนางในที่มีแต่หัวไม่มีหน้า การวาดภาพคนในลักษณะนี้ไม่ต่างจากเด็ก 4 ขวบเริ่มวาดภาพ คนที่มีแต่หัวกลมๆ และเส้นกลางลำตัวกับแขนขาไม่มีอื่น (Tadpole Man) เราจะเห็นลักษณะเดียวกันนี้กับหุ่นเรดาร์จับผีมีปีกของคนขายยาที่ตั้งเรียงๆ กันไป ไม่เพียงไม่มีใบหน้าหรือมีใบหน้าที่จำกัดแม้แต่การเคลื่อนไหวก็จำกัด
นางในและเรดาร์จับผีมีกรอบแนวคิดเด็ก 4 ขวบแบบเดียวกัน

ภาคแรกปีศาจสายฝน (Phantom in the Rain) หญิงชาวบ้านสองคนมารับคัดเลือกเข้าทำงานในโอกุเพื่อรับใช้นางใน หากมีความสามารถอาจจะได้เลื่อนขั้นในตำแหน่งต่างๆ เช่น เป็นผู้ดูแลพระโอรส เป็นอาลักษณ์ เป็นหัวหน้าโอกุ แม้กระทั่งเป็นนางในเสียเอง หรือพระสนม หรือทรงพระครรภ์อันจะเป็นเรื่องราวสำคัญในภาคสองเปลวไฟแห่งความคั่งแค้น (The Ashes of Rage) ซึ่งย้ำอีกทีว่าสนุกมาก
อาสะและคาเมะเป็นเด็กสาวสองคนที่มารับการคัดเลือก อาสะผมทอง สุขุม สุภาพ เรียบร้อย มีการศึกษา คาเมะผมดำ พูดจาเหมือนชาวบ้าน เตรียมขนมกลิ่นหอมมาเป็นของกำนัลหลายสำรับ เวลาเปิดฝาทีหนึ่งกลิ่นหอมกรุ่นน่ากินลอยออกมาเป็นผลึกหกเหลี่ยมสีสันสวยงาม ความรับรู้กลิ่นเป็นวัตถุนี้ถดถอยลงไปมากกว่า 4 ขวบเสียอีก


ข้อแม้ของการเข้าโอกุคือต้องสละของที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป ความหมายคือสละชีวิตให้แก่โอกุ ชีวิตมีเพื่อโอกุเท่านั้น
ดังนั้น อาสะและคาเมะต้องโยนของที่สำคัญที่สุดในชีวิตลงในบ่อน้ำลึกตรงหน้า ภาพวาดชวนให้คิดถึงบ่อน้ำดูดวิญญาณ
คาเมะโยนหวีลงไป ชีวิตของเธอไม่เหมือนเดิมอีกเลย
อาสะพูดว่า “ดิฉันไม่มีของสำคัญจะสละ”
เอาล่ะซี!
