bg-single

จาก คดีคลิปหลุดแพทองธาร ถึง ทักษิณ ชั้น 14 นิติสงครามเร่งปิดเกม ‘ชินวัตร’ ? ความไม่แน่นอนเป็นนิรันดร์

05.09.2025

บทความในประเทศ

จาก คดีคลิปหลุดแพทองธาร

ถึง ทักษิณ ชั้น 14

นิติสงครามเร่งปิดเกม ‘ชินวัตร’ ?

ความไม่แน่นอนเป็นนิรันดร์

ตระกูลชินวัตรโดนนิติสงครามตามหลอกหลอนเล่นงานอีกครั้ง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 : 3 ตัดสินให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ

เหตุฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

นับเป็นการปิดฉากเส้นทางการเมืองของแพทองธาร ลูกสาว สทร. ทักษิณ ชินวัตร ทำให้พรรคเพื่อไทยตกที่นั่งลำบาก สูญเสียอำนาจนำในการบริหารประเทศอีกครั้ง

แพทองธารกลายเป็นนายกฯ คนที่ 5 ในรอบ 17 ปี ต่อจาก สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเศรษฐา ทวีสิน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง

ซึ่งทั้ง 5 คนล้วนได้รับการสนับสนุนจากผู้นำทางจิตวิญญาณอย่างทักษิณ

แน่นอนว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ถูกใจนางแบก-นายแบก พรรคเพื่อไทย ที่เชื่อว่าเข้าทางฮุน เซน เต็มประตู หลังฟันธงว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ ภายใน 3 เดือน

รวมไปถึงนักวิชาการด้านกฎหมาย ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายใต้บทญัตติตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มรดกของคณะรัฐประหาร ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เพราะมองว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คนมีอำนาจล้นฟ้าเกินขอบเขต สามารถชี้ชะตาความอยู่รอดของนายกฯ และรัฐบาล เปลี่ยนฉากทัศน์การเมืองไทยให้เป็นไปตามทิศทางที่ต้องการของกลุ่มอำนาจนอกระบบ

กล่าวคือ องค์กรอิสระถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างเครือข่ายตระกูลชินวัตรมาอย่างต่อเนื่อง ทักษิณเจอวิบากกรรมนิติสงครามรุมเร้า จนบารมีเริ่มถดถอยหมดสภาพ และอาจสะเทือน “ดีลลับ” ที่ทำไว้กับผู้มีอำนาจอีกด้วย

ทันทีที่แพทองธารพ้นเก้าอี้ พรรคเพื่อไทยก็ระส่ำระสายหนัก เพราะไม่สามารถกุมความได้เปรียบในการต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้ทักษิณตกอยู่ในสภาพถูกนับแปด ต้องดิ้นเฮือกสุดท้ายเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและเครือข่ายเอาไว้ให้นานที่สุด แม้ว่าสถานการณ์อาจดูเหมือนไม่เข้าทางพรรคเพื่อไทยสักเท่าไร

แต่ถึงกระนั้น ทักษิณก็คงไม่ยอมศิโรราบให้กับขั้วสีน้ำเงิน และครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ แห่งพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน พร้อมเปิดเกมโต้กลับได้ทุกเมื่อ

โดยมีไพ่ใบสุดท้ายในมือคือยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสินใจ เข้าคูหาเลือกตั้งกันใหม่ หากพรรคประชาชนตัดสินใจโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ

บทสรุปของการเมืองไทย จึงหนีไม่พ้นศึก 3 ก๊ก แดง-น้ำเงิน-ส้ม แย่งชิงเสียง ส.ส.เพื่อจัดตั้งรัฐบาลกันฝุ่นตลบ ชิงดำตำแหน่งนายกฯ คนที่ 32 ดุเดือดเข้มข้น ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับ ศ.พิเศษ ชัยเกษม นิติสิริ โดยมีพรรคประชาชนเป็นตัวแปรสำคัญ

ท่ามกลางความเปราะบางและจุดสุ่มเสี่ยง บีบการเมืองไทยเข้าสู่ทางตัน รัฐบาลกลายเป็นเป็ดง่อย ไร้เสถียรภาพ

หลังจากสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยตกเป็นรองขั้วน้ำเงินและส้ม นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ เลือกทิ้งไพ่ใบสุดท้ายคือยุบสภา โดยยื่นทูลเกล้าฯ ไปตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยกำลังบิดเบี้ยว ไม่เป็นไปตามที่ควร

“ผมในฐานะปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ได้พิจารณาและรวบรวมความคิดเห็นต่างๆ มาชัดเจนแล้ว คิดว่าควรจะต้องมีการกราบบังคมทูลถวายสถานการณ์ต่างๆ ให้พระองค์ทราบ และคิดว่าจะได้แก้ไขปัญหานี้ จึงตัดสินใจที่จะยื่นทูลเกล้าฯ ไปตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน”

“ซึ่งก็ต้องรอตามกระบวนการประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากเป็นอย่างนี้พรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยก็ต้องไปพิจารณา” นายภูมิธรรมกล่าว

แต่กระนั้นก็ยังมีข้อถกเถียงทั้งในการเมือง และแวดวงนักกฎหมายว่าสามารถยุบสภาได้หรือไม่

อีกหนึ่งกรณีที่ต้องจับตาคือคดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ ป่วยทิพย์หรือป่วยจริง โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้ทักษิณมาฟังคำสั่งคดี วันที่ 9 กันยายน หลังเสร็จสิ้นกระบวนการไต่สวน โดยมี ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ขึ้นเบิกความเป็นปากสุดท้ายในฐานะพยานของฝ่ายจำเลย

ทั้งนี้ หลายฝ่ายประเมินว่าคดีชั้น 14 มีความเสี่ยงมากกว่าคดี 112 เพราะคำตัดสินของศาลฎีกาฯ อาจเป็นจุดชี้วัดทิศทางการเมืองครั้งสำคัญ สะเทือนไปยังตระกูลชินวัตร และพิสูจน์ความจริงว่า “ดีลลับ” หมดอายุแล้วหรือไม่

หากผลออกมาในทางบวกว่ากระบวนการบังคับโทษเป็นไปตามกฎหมาย ย่อมไม่ส่งผลต่อตัวทักษิณ

หากผลออกมาในทางลบ ก็ต้องดูว่าศาลฎีกาฯ จะมีคำสั่งบังคับโทษที่เกี่ยวข้องกับบุคคลใดบ้าง เพื่อให้ร่วมรับผิดชอบตามกฎหมาย

ที่สำคัญ ก็จะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของตระกูลชินวัตรเสื่อมมนต์ขลัง ตอกย้ำข้อครหาว่าใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนหลบเลี่ยงกระบวนการยุติธรรม

ก่อนหน้านี้ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของทักษิณ ยืนยันว่าอดีตนายกฯ ไม่ได้กังวลอะไร เนื่องจากปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมายตั้งแต่แรก

“ท่านไม่สามารถเลือกเองได้อยู่แล้วว่าจะไปอย่างไร หรือท่านป่วย ท่านก็ไม่สามารถที่จะออกจากโรงพยาบาลได้”

“ท่านทักษิณยืนยันว่าจะเข้าฟังคำสั่งคดีชั้น 14 อย่างแน่นอน บุคคลที่ชอบคิดว่าท่านจะหนี หรือเอาผลประโยชน์เข้าครอบครัว ผมคงไม่กราบวิงวอนบุคคลเหล่านี้ให้เลิกคิด เพราะเป็นไปได้ยาก”

“อยากฝากบุคคลในสังคมให้ใช้สติปัญญาในการรับฟังบุคคลกลุ่มนี้ด้วย ที่ผ่านมาก็พิสูจน์อยู่แล้วว่าท่านไม่ได้หลบหนีและสู้คดีดังกล่าวมาโดยตลอด” ทนายความของทักษิณระบุ

ด้านมุมมองของ ช่อ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ที่ให้สัมภาษณ์ทางช่องยูทูบมติชนทีวี เชื่อว่าคำตัดสินของศาลฎีกาฯ อาจจะออกมาไม่เป็นคุณกับตัวทักษิณ

“คุณทักษิณคิดไปเองเรื่องดีลหรือเปล่า ที่เรียกว่าล่มหรือไม่ล่ม แต่จริงๆ แล้วเป็นข่าวปล่อย ดีลมันเคยมีอยู่จริงหรือเปล่า”

“เวลาที่ฝากชีวิตไว้กับดีล คุณก็รู้แล้วใช่ไหมว่า เวลาที่คุณถูกหลอกให้ละทิ้งประชาชน เพื่อไปรับดีลของชนชั้นนำ เมื่อถึงเวลาคุณโดนหักดีล มันก็ไม่เหลืออะไรเลย”

“ไม่ว่าคำวินิจฉัยคดีคุณแพทองธารจะออกมาเป็นอย่างไร จากแนวทางการไต่สวนที่ได้ปรากฏต่อสาธารณะ ก็ชัดเจนมากว่าไม่มีทางที่จะเป็นคุณกับคุณทักษิณ”

“เพียงแต่จะออกมาทางไหน มีผลมากขนาดไหน ต้องกลับไปติดคุก หรือติดกำไลอีเอ็มหรืออย่างไรเท่านั้นเอง” พรรณิการ์เผย

สอดคล้องกับมุมมองของ ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.เกียวโต ที่เชื่อว่าคำตัดสินคดีชั้น 14 อาจจะมีธงไว้แล้วเช่นกัน เชื่อมโยงกับสถานการณ์ของแพทองธาร ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ

“ผมไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรนะ เกี่ยวกับเรื่องการมีธง แต่ผมคิดว่าใครก็ตามที่จะกำหนดธงนั้นได้ คงจะต้องดูสถานการณ์การตอบสนองของสาธารณชนต่อกรณีแพทองธาร เพื่อที่ใช้ในการวางธงครั้งหน้า ผมคิดว่ามันมีธง”

“การที่คุณทักษิณได้อภิสิทธิ์ชั้น 14 มันก็ต้องเป็นคนที่เป็นอีลีต แล้วก็เป็นอีลีตคนเดียวกันที่ให้คุณทักษิณกลับมา อาจจะเป็นกลุ่มเดียวกัน ที่ให้คุณทักษิณกลับบ้าน”

“แล้วอีลีตกลุ่มใหญ่ๆ ก็เป็นคนที่ให้อภิสิทธิ์กับคุณทักษิณในการอยู่ในเรือนจำแบบสบายๆ ได้ไปอยู่ในโรงพยาบาล มันคือคนกลุ่มข้างบนทั้งหมด สำหรับผมมันเลยกลายเป็นดราม่า มันก็ขึ้นอยู่กับธงแล้ว” ศ.ดร.ปวินฉายภาพชะตากรรมของทักษิณที่สุ่มเสี่ยงติดกับดักนิติสงครามอีกครั้ง

ดังนั้น คำตัดสินของศาลฎีกาฯ วันที่ 9 กันยายน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทักษิณ ที่นับวันยิ่งเสื่อมมนต์ขลังไร้บารมี และอาจเป็นตัวชี้ขาดได้ว่าตระกูลชินวัตรถึงเวลาวางมือทางการเมืองแล้วหรือยัง?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ