บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
นิติสงคราม, ยุบสภา
และเลือกรัฐบาล
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสองปีหลังเลือกตั้ง 2566 ประเทศไทยกำลังจะมีนายกรัฐมนตรีแล้ว 3 คน ถึงแม้การโหวตนายกฯ ใหม่จะยังไม่เกิดเพราะเพื่อไทยเดินเกมยุบสภา แต่ในที่สุดการโหวตนายกฯ ใหม่ก็จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และนั่นแปลว่าคุณอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้เป็นนายกฯ และคุณภูมิธรรม เวชยชัย เสี่ยงจะโดนคดี
ล่าสุด มีกระแสข่าว สำนักงานองคมนตรีระบุว่าคำทูลเกล้าฯ ยุบสภาของคุณภูมิธรรมผิดระเบียบ เหตุผลคือกฤษฎีกาอ้างว่ารัฐบาลรักษาการทูลเกล้าฯ ยุบสภาไม่ได้ การเลือกนายกฯ จึงมีปัญหาแค่ประธานสภาจะเอาเรื่องเข้าที่ประชุมวันไหนเท่านั้น ส่วนแผนของเพื่อไทยในการสกัดไม่ให้เลือกนายกฯ น่าจะปิดฉากลงทันที
ทั้งหมดนี้เป็นปรากฏการณ์ “นิติสงคราม” แน่ๆ และทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานว่า “นิติสงคราม” คือภัยคุกคามระบบการเมืองไทยจนตำแหน่งนายกฯ ของประเทศไม่มีความหมายอะไรเลย
แน่นอนว่าความเห็นเรื่องคุณภูมิธรรมทูลเกล้าฯ ยุบสภาได้หรือไม่นั้นมีนักกฎหมายที่เห็นต่างกัน แต่ความเห็นว่าการทูลเกล้าฯ เป็นอำนาจตามตำแหน่ง (Ministership) มีน้ำหนักแน่ๆ การระบุว่ารักษาการนายกฯ ทูลเกล้าฯ ไม่ได้โดยอ้างความเห็นกฤษฎีกาจึงทำให้อำนาจรัฐบาลลดลงโดยปริยาย
คุณภูมิธรรมและพรรคเพื่อไทยทำไม่ถูกที่ยื่นยุบสภาเพื่อสกัดไม่ให้สภาเลือกนายกฯ เพราะสภาคือตัวแทนปวงชนซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดทางการเมือง ฝ่ายบริหารจึงไม่มีสิทธิ์ยุบสภาเพื่อให้สภาเลือกนายกฯ ไม่ได้ แต่การบอกว่าคุณภูมิธรรมไม่มีอำนาจทูลเกล้าฯ ยุบสภานั้นก็ไม่ถูกด้วยเช่นเดียวกัน
ถ้าคุณภูมิธรรมจะมีความผิด ความผิดนั้นก็เป็นความผิดทางการเมืองที่ฝ่ายบริหารเดิมใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติเลือกผู้นำฝ่ายบริหารคนใหม่
แต่เรื่องนี้ไม่ควรเป็นความผิดทางกฎหมายจนถึงขั้นมีการขู่จะดำเนินคดี 112 หรือ 157 กับคุณภูมิธรรมอย่างที่ทำกัน
ตรงกันข้ามกับหลายกรณีที่ “นิติสงคราม” ถูกใช้เพื่อ “ลงโทษ” เวลานักการเมืองหรือพรรคการเมืองทำอะไรไม่ถูกใจชนชั้นนำ “นิติสงคราม” ในกรณีนี้ถูกใช้เพื่อหยุดยั้งแผนของเพื่อไทยในการสกัดการเลือกนายกฯ หรือในทางกลับกันคือทำให้การเลือกนายกฯ เดินหน้า ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย
นักวิชาการพูดกันมานานแล้วว่า “นิติสงคราม” คืออาวุธที่ชนชั้นนำไทยกลุ่มที่เรียกว่า “รัฐพันลึก” ใช้เพื่อกำจัดนักการเมืองฝ่ายซึ่งไม่ใช่พวกเดียวกับชนชั้นนำ แต่ความเป็นพวกเดียวกับชนชั้นนำไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่อง “อุดมการณ์” เท่ากับการเป็น “เครือข่าย” เดียวกับชนชั้นนำในแต่ละช่วงเวลา
พรรคการเมืองเป็นเครือข่ายเดียวกับชนชั้นนำได้หรือไม่ คำตอบคือได้ แต่คำถามที่ยากขึ้นในการเป็นเครือข่ายเดียวกับชนชั้นนำนั้น พรรคการเมืองเลือกอะไรได้แค่ไหน เลือกอะไรได้หรือไม่ และจะปฏิเสธอะไรได้หรือไม่ในเวลาที่ชนชั้นนำไม่ต้องการเป็นพวกเดียวกับพรรคการเมืองอีกต่อไป
พรรคเพื่อไทยเป็นตัวอย่างชัดๆ ว่าการเป็นเครือข่ายชนชั้นนำนั้นไม่ใช่เรื่องที่พรรคการเมืองควบคุมได้เลย เพราะเพื่อไทยและพรรคในเครือถูกยุบพรรคไป 3 ครั้ง แต่ปี 2566 กลับได้เสียงโหวตจาก ส.ว.จนกลับมาเป็นรัฐบาลได้ แต่ในที่สุดคุณแพทองธาร ชินวัตร ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนจากตำแหน่งนายกฯ อยู่ดี
หลังจากคุณแพทองธารโดนคดี พรรคเพื่อไทยก็เหมือนบ่ายหน้าเข้าสู่มรสุมแห่งนิติสงครามที่ถาโถมไม่มีวันจบ ป.ป.ช.เตรียมดำเนินคดีคุณแพทองธารหลังศาลรัฐธรรมนูญถอดจากตำแหน่งนายกฯ ส่วนคุณภูมิธรรมยื่นยุบสภาแต่ถูกบอกว่ายื่นไม่ได้จนอาจมีคดีเพิ่มโดยโทษถึงขั้นติดคุกเลย
ถ้าถามว่าพรรคเพื่อไทยทำทุกอย่างให้ชนชั้นนำหรือ “รัฐพันลึก” มั่นใจในความภักดีหรือไม่
คำตอบคือทำแน่ๆ และทำราวคนกลัวหัวหดจนไม่เหลือภาพความเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเบี้ยวแก้รัฐธรรมนูญ, ไม่นิรโทษคดี 112 ฯลฯ แต่ก็ไม่ช่วยให้รัฐพันลึกไว้ใจอย่างยั่งยืน
ล่าสุด มีรายงานข่าวว่าสำนักงานองคมนตรีไม่ยอมรับหนังสือยื่นยุบสภาของคุณภูมิธรรมอีก และหลังจากนี้จะมีคนเอาประเด็นนี้ไปยื่นเอาผิดคุณภูมิธรรมแน่ ส่วนประธานสภาก็เอาเรื่องยื่นยุบสภาเป็นข้ออ้างไม่ประชุมเลือกนายกฯ นิติสงครามจึงกระทบแม้กระทั่งการได้นายกฯ ใหม่แทนนายกฯ เดิม
หัวใจของนิติสงครามคือการตัดสินเอาผิดในเรื่องซึ่งไม่ชัดว่าผิดจนนักการเมืองไม่รู้ว่าผิดจริงๆ ตัวอย่างเช่น คุณแพทองธารโดนเอาผิดคดีคลิปจากการทำเรื่องงี่เง่าซึ่งเธอคงไม่รู้ว่าผิด และถึงผิดก็ไม่ควรถูกลงโทษขั้นที่จะนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตอย่างแน่นอน
เมื่อใดที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐพันลึกกับพรรคการเมืองไม่ลงตัว พรรคการเมืองมีโอกาสจะถูกนิติสงครามลงโทษได้เสมอ ระบบการเมืองที่มีนิติสงครามเป็นองค์ประกอบจึงเป็นระบบการเมืองที่พร้อมจะถูกรัฐพันลึกทำลายได้ตลอดเวลา
ขณะที่ทหารต้องใช้ปืนยึดอำนาจแล้วรัฐประหารเพื่อสร้างสภาวะยกเว้น (State of Exception) นิติสงครามคืออำนาจนอกระบบที่ถูกฝังเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองจนกลายเป็นความปกติเสมือนที่อันตรายไม่ต่างกับการรัฐประหารด้วยซ้ำไป
คนไทยมักเข้าใจผิดๆ ว่าการเมืองมีศูนย์กลางอยู่ที่การต่อสู้ระหว่าง ส้ม/ แดง/ น้ำเงิน
แต่ที่จริงศูนย์กลางของจักรวาลการเมืองไทยวันนี้อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐพันลึกกับส้ม/ แดง/ น้ำเงิน ซึ่งไม่มีใครหยั่งรู้ทิศทางได้
และผลลัพธ์ของการจัดความสัมพันธ์เรื่องนี้ไม่ได้คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเผชิญ
การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตคุณอนุทินเป็นนายกฯ เป็นอีก 1 หมุดหมายว่าการเมืองไทยไม่เหมือนเดิม และหัวใจของความเปลี่ยนแปลงนั้นคือบทบาทของรัฐพันลึกในการเป็นพันธมิตรกับแต่ละกลุ่มแต่ละพรรคในแต่ละห้วงเวลา
ความเชื่อของพรรคประชาชนคือถ้าไม่โหวตคุณอนุทิน พรรคเพื่อไทยก็จะทำทุกทางเพื่อให้คะแนนโหวตไหลไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนอำนาจนอกระบบ ประเด็นจริงทั้งในแง่หลักการและข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ เพราะไม่กี่วันก่อนคำแถลงพรรคประชาชนนั้นมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ
สรุปแบบสั้นๆ บุคคลสำคัญของพรรคการเมืองหนึ่งได้ตกลงโหวตให้ “อัศวินม้าขาว” แล้ว แต่ปัญหาคือ “อัศวินม้าขาว” ขอเป็นนายกฯ 1 ปี และตั้งคณะรัฐมนตรีจาก “คนนอก” โดยไม่มีคนของพรรคการเมืองเลย ดีลนี้จึงไม่เกิด และลูกน้องของบุคคลสำคัญนั้นก็ทักว่า move นี้เร็วเกินไป
การโหวตอนุทินเพื่อสกัด “อำนาจนอกระบบ” แบบนี้มีเหตุผลโดยตัวเอง แต่ “นิติสงคราม” ซึ่งขัดขวางการยุบสภาเพื่อเปิดทางให้เกิดการเลือกนายกฯ เพื่อโหวตอนุทินก็เป็น “อำนาจนอกระบบ” อีกแบบหนึ่ง การเมืองไทยวันนี้จึงมี “อำนาจนอกระบบ” หรือ “นิติสงคราม” ฝังแน่นอย่างไม่เคยเป็น
ความไม่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยเป็นปัญหาหลักของพรรคเพื่อไทย แต่การเอาคุณทักษิณกับพรรคเพื่อไทยออกจากการเมืองไทยก็ไม่เคยเกิดขึ้นโดยไม่คำนึงถึงอันตรายของการไม่ยึดมั่นหลักประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน
ภายใต้การโหวตนายกฯ ใหม่คืออีกครั้งที่ “นิติสงคราม” เข้ามาแทรกแซงการเมืองในรูปแบบใหม่จนหลายคนอาจไม่ระวัง โดยเฉพาะพรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคเดียวที่มีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาพรรค์นี้มากกว่าทุกพรรคการเมือง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
