จ๋า-ธนนนท์ นิรามิษ คู่ชีวิตนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อม ‘ชาร์จพลัง-ซัพพอร์ต’ ผู้นำ ปท.
รายงานพิเศษ
จ๋า-ธนนนท์ นิรามิษ
คู่ชีวิตนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล
พร้อม ‘ชาร์จพลัง-ซัพพอร์ต’ ผู้นำ ปท.
จ๋า-ธนนนท์ นิรามิษ สตรีที่ไม่เคยเลือกข้างการเมือง แต่ตอนนี้ต้องเลือกขั้วการเมืองหัวขบวนฝ่ายอนุรักษนิยมคนใหม่ และต้องปฏิบัติหน้าที่ภรรยานายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ที่ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล
หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สปอตไลต์ทุกดวงส่องไปที่ “คุณจ๋า-ธนนนท์ นิรามิษ” สาวสวยเมืองระนอง วัย 40 นิดๆ คู่ชีวิตคนปัจจุบันของนายกฯ คนที่ 32 สาวสวยลุคหวานที่มีเสน่ห์โดยเฉพาะรอยยิ้ม
ในช่วงที่นายอนุทิน บารมีแก่กล้า ผงาดในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เจ้าของรหัส มท.1 “ประชาชาติธุรกิจ” เคยคุยกับ “คุณจ๋า” ที่ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ผู้มีบทบาททั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของอนุทิน
“คุณจ๋า-ธนนนท์” มีเส้นทางชีวิตที่ก้าวเดินจากลูกสาวคนสุดท้องนักธุรกิจเมืองระนอง สู่การเป็นหวานใจนักการเมืองดัง ผู้เป็นตัวแปรทางการเมือง เจ้าของกิจการบริษัทรับเหมาระดับประเทศ โดยคุณจ๋าต้องปรับตัวท่ามกลางแวดวงสังคมไฮโซ และธุรกิจส่วนตัวของเธอ
นายอนุทิน แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินล่าสุด ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีทรัพย์สิน 3,924 ล้านบาท
ขณะที่ จ๋า-ธนนนท์ คู่สมรส (มิได้จดทะเบียน) แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่า 56 ล้านบาท

แม่ค้าสาวสวย
ลูกเถ้าแก่เมืองระนอง
จ๋า-ธนนนท์ เป็นลูกสาวคนสุดท้อง ของครอบครัวนักธุรกิจค้าขายอะไหล่รถยนต์ในจังหวัดระนอง มีพี่สาว 3 คน คุณแม่ชื่อ “จี้จิ้น” คุณพ่อชื่อ “เห้ง” หรือรู้จักกันในชื่อโกเห้ง บ้านเปิดร้านอะไหล่จึงนำชื่อของทั้งสองคนมาตั้งในการทำธุรกิจ “จิ้นเห้งอะไหล่” หรือ “จิ้นเห้งกระจกรถยนต์”
การศึกษาของเธอตั้งแต่เล็ก ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดระนอง จนชั้น ม.4 สอบเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ระดับชั้นปริญญาตรี สอบติดคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีดีกรีเป็นดรัมเมเยอร์ธรรมศาสตร์
หลังจบปริญญาตรี เธอกลับไปช่วยธุรกิจครอบครัว แต่ทำได้อยู่ไม่นานจนช่วงปี 2550 มีไอเดียเปิดไลน์ธุรกิจใหม่ในครอบครัว โดยลองทำร้านอาหารและคาเฟ่ “Jajaa Coffee – จ่าจ้า คอฟฟี่” กลางเมืองระนอง หน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดระนอง
“เปิดร้านจ่าจ้า คอฟฟี่ ที่ระนอง 17 ปีก่อน เพราะเมื่อก่อนจังหวัดระนองเป็นเมืองเล็กๆ เงียบๆ ไม่มีห้างเหมือนทุกวันนี้ ที่สำคัญไม่มีร้านอาหารบรรยากาศชิลๆ ที่จะเป็นแหล่งนัดรวมตัวในเมือง จึงเป็นจุดเริ่มต้นมาทำร้านอาหารและกาแฟ”
คุณจ๋าเล่าว่า ตอนทำร้านช่วงแรก แม่คิดว่าจะทำร้านเล็กๆ ขายกาแฟแก้วละ 5 บาท 10 บาท แบบกาแฟถุงโบราณ แต่ส่วนตัวที่เคยอยู่กรุงเทพฯ ไปตระเวนชิมและเห็นร้านคาเฟ่มาเยอะ จึงนำโมเดลกลับมาเปิดที่บ้านเกิด ขายอาหาร กาแฟสดในห้องแอร์แห่งแรกๆ ของจังหวัด
สำหรับการเริ่มธุรกิจช่วงแรกยอมรับว่ายาก เพราะครอบครัวไม่มีประสบการณ์ร้านอาหารเลยขายแต่อะไหล่รถยนต์ จึงเริ่มต้นธุรกิจนี้จากศูนย์ ซึ่งหากคิดว่าอยากขายอะไรก็ได้แต่มันไม่ใช่
จึงเริ่มศึกษาวิถีชีวิตกลุ่มลูกค้าคนพื้นที่ พร้อมกับฝึกทักษะและเรียนรู้การทำอาหารและกาแฟ
“ไม่ใช่อยากขายอะไรก็ขายได้ เราต้องรู้ว่าลูกค้าอยากซื้ออะไร เพื่อที่จะขายได้”
17 ปีผ่านไป คุณจ๋าบอกว่าร้าน Jajaa Coffee ที่ระนองเริ่มเป็นที่รู้จัก วันนี้จึงต่อยอดขยายธุรกิจมาเปิดกรุงเทพฯ แต่ปรับชื่อเป็น จาริสต้าร์ JARISTAA ตั้งอยู่ชั้นล่างอาคารพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร ซึ่งจากที่ดำเนินการมาไม่ถึงปี ถือว่าได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี
เจ้าของร้าน JARISTAA สาวสวย เผยถึงจุดมุ่งหมายการทำธุรกิจว่า อยากขยายสาขา ขยายแบรนด์ ไปพร้อมกับให้ร้านเล็กๆ แห่งนี้เป็นพื้นที่ซึ่งจะเป็นแรงกระเพื่อมเล็กๆ ให้คนหันมาช่วยกันสนับสนุนสินค้าจากชุมชนต่างๆ ซึ่งวัตถุดิบเมนูส่วนใหญ่ของร้านนำมาจากท้องถิ่นต่างๆ เช่น เมล็ดกาแฟ ใช้ของภาคเหนือ
รวมถึง เมล็ดกาหยู (เม็ดมะม่วงหิมพานต์) นำมาจากภาคใต้

ต้นรักนักการเมืองใหญ่
กับสาวแดนใต้
เมื่อถูกถาม “มองคำว่านักการเมือง ยังไง” ธนนนท์ยอมรับว่า เมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่ชอบ ไม่สนใจเรื่องการเมืองเลย ใครเป็นรัฐมนตรีก็ยังไม่รู้ พร้อมบอกอย่างตรงไปตรงมา ว่าได้รับการสอนมาว่าเราเป็นนักธุรกิจและแม่ค้า ไม่ควรเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่งทุกคนคือลูกค้า ฉะนั้น
ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่เลือกฝั่ง นี่จึงทำให้ตั้งแต่เด็กไม่สนใจการเมือง แม้ภาคใต้จะมีนักการเมืองชื่อดังเยอะก็ตาม
ส่วนการรู้จักผู้ชายที่ชื่ออนุทินนั้น เริ่มเมื่อราวประมาณ 5 ปี ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งท่านมีโอกาสเดินทางไปราชการจังหวัดระนอง และไปรับประทานอาหารที่ร้าน Jajaa Coffee ซึ่งนั่นเป็นการพบกันครั้งแรก แต่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันต่อ
หลังจากนั้นรองนายกฯ มาราชการครั้งที่ 2 จังหวัดขอความร่วมมือให้ไปช่วยต้อนรับคณะรองนายกฯ ที่สนามบิน ช่วงแรกก็ไม่อยากไปแต่ด้วยความที่เกรงใจเพราะคณะรองนายกฯ จะมากินข้าวที่ร้านจึงตกลง นั่นถือเป็นการพบกันอีกครั้ง แต่ในรูปแบบเป็นทางการ
“แรกๆ เห็นรู้สึกตกใจ ว่าคนนี้เหมือนคุณพ่อมาก (หัวเราะ) วันนี้ทุกคนที่เห็นก็พูดแบบนั้น เพราะรูปทรงใบหน้าท่านอนุทิน ละม้ายคล้ายคุณพ่อมาก” คุณจ๋า เล่าถึงความรู้สึกที่ได้เห็น อนุทิน ครั้งแรก
พร้อมอธิบายเพิ่มเติม ตอนแรกส่วนตัวไม่ได้รู้สึกปิ๊งในมุมความรัก เพราะเห็นว่าท่านเป็นผู้ใหญ่น่าเคารพ และเมตตาตน เพราะแวะเวียนมาอุดหนุนบ่อยๆ ซึ่งความประทับใจแรกที่จำได้คือ ตอนไปต้อนรับที่สนามบิน ท่านอนุทินจำได้ พร้อมกับสอบถามถึงคุณแม่ จึงเป็นจุดทำให้รู้สึกประทับใจแรก ว่าบุคคลระดับรองนายกฯ จำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้
แต่หลังจากที่ไปต้อนรับครั้งนั้น ก็ไม่ได้มีการพูดคุยติดต่อกัน จนวันหนึ่งเผอิญเพื่อนท่านอนุทิน ซึ่งเป็นเจ้านายเพื่อนตน ทำให้จากนั้นมีโอกาสพูดคุยกัน และคุยกันมาเรื่อยๆ รวมถึงแวะเวียนมาบ้านบ่อยๆ จนได้ทำความรู้จักกันเพิ่มขึ้น จากวันนั้นจนปัจจุบันกว่า 5 ปีแล้ว จากช่วงแรกๆ รู้สึกกล้าๆ กลัวๆ แต่พอทำความรู้จักกันมากขึ้น ได้เห็นถึงมุมน่ารักๆ จึงทำให้เปิดใจ
พร้อมเผยว่ามุขที่นักการเมืองใหญ่ชื่ออนุทิน ใช้จีบคือ “เข้าทางคุณแม่ค่ะ คุณแม่ไฟเขียว”
คุณจ๋าบอกว่า เมื่อรู้จักผู้ชายคนนี้มากขึ้น สิ่งที่ทำให้ประทับใจไปอีกคือ เขาเป็นคนให้ความสำคัญและรักครอบครัวมากๆ เห็นได้จากทุกวันนี้แม้งานยุ่งแต่มักจะหาเวลาไปพบคุณพ่อคุณแม่ ลูกๆ หลานๆ เป็นประจำ

พื้นที่ปลอดภัย ผู้นำระดับชาติ
เบื้องหลังผู้ชายที่ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล หลังฉากการเมือง คุณจ๋าบอกว่า หน้ากล้องหลังกล้องไม่ต่างกัน เป็นคนอบอุ่น อารมณ์ขัน กวนๆ ขณะที่เวลางานเป็นคนละเอียด แต่ให้เกียรติคนข้างๆ ที่ร่วมงานทุกคนเสมอ พร้อมกับคอยสนับสนุนอยู่ตลอด
ส่วนการใช้ชีวิตในบ้านหลังพ้นเวลางานการเมือง มักแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวชัดเจน ไม่นำความเครียดหรือความกดดันเรื่องงานกลับเข้าไปในบ้าน แม้จะเจอสถานการณ์การเมืองหนักแค่ไหน
ส่วนตัวมองว่าท่านอนุทิน คิดว่าบ้านคือมุมพักผ่อนอย่างแท้จริง จะไม่นำเรื่องงานที่ไม่สบายใจไปลงที่บ้านซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหา
“แต่เวลาหากท่านไม่สบายใจ สังเกตได้ว่ากลับบ้านมักจะเล่นดนตรี แซกโซโฟน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ชื่นชอบทำให้รีแล็กซ์”
พร้อมย้ำว่าคู่ชีวิตไม่ค่อยแสดงความเครียดให้เห็นที่บ้าน
แต่ในฐานะหลังบ้าน ก็จะต้องช่วยทำให้บรรยากาศภายในบ้านเป็นที่ที่กลับมาแล้วได้ชาร์จพลัง เพื่อนำไปสู้กับงานใหม่วันถัดไปได้ ไม่สร้างภาระทางจิตใจให้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นเวลาว่างมักชวนกันออกไปใช้ชีวิตเหมือนคนปกติกันสองคน เช่น ดูหนัง กินข้าวสตรีตฟู้ด ซึ่งเมนูโปรดของคุณอนุทินคือ ก๋วยเตี๋ยว ต้มเลือดหมู โจ๊ก
ส่วนการเป็นหลังบ้านนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ จ๋า-ธนนนท์ ยอมรับว่าหากจะบอกว่าไม่กดดันเลยคงไม่ใช่ แต่ก็ไม่ได้มากจนเกินไป ซึ่งได้นำความกดดันมาเป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเอง เพื่อให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น แต่การใช้ชีวิตทั่วไปยังคงปกติเหมือนเดิม ส่วนงานทางการเมืองก็มีโอกาสช่วยในภารกิจของแม่บ้านบ้าง
“การเป็นหลังบ้านของผู้นำระดับประเทศ ความสำคัญที่สุดคือกำลังใจ อย่างน้อยเราเป็นเซฟโซนพื้นที่ปลอดภัย เวลาเขา (อนุทิน) กลับมาจากทำงานเหนื่อยๆ เราก็คอยซัพพอร์ต บางทีการที่เราเงียบที่สุดเป็นผู้ฟังที่ดี อาจจะดีที่สุดก็ได้”
คู่ชีวิตผู้นำระดับประเทศ ทิ้งท้ายว่า วันนี้ยังต้องเรียนรู้พัฒนาตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเริ่มต้นกับคำว่าการเมืองจากศูนย์ แต่วันนี้ก็เริ่มชินแล้ว

