Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

Innovation Grand Challenges (2)

Grand Challenge ที่ผมพูดถึงในฉบับที่แล้วคือโจทย์แบบ “หอคอย” เป้าหมายชัดวัดผลได้ตรงไปตรงมา (วัดความสูง วัดการรับน้ำหนัก) แต่มีทางไปได้หลายทางไม่จำกัด

Grand Challenge ที่ทีมของเราเริ่มจัดว่าด้วยการวิศวกรรมเซลล์สิ่งมีชีวิตให้ทำภารกิจบางอย่าง โจทย์แรกสุดสำหรับปีนี้ (2025) ว่าด้วยการผลิตโปรตีนที่มีสีจำเพาะตามที่ต้องการ (chromoprotein design)

มีทีมเข้าร่วมแข่งขันกว่าสิบสถาบันทั่วประเทศและได้ทุนสนับสนุนจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) การแข่งขันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อกลางปี และจะนำเสนอตัดสินผลสุดท้ายกันตอนเดือนพฤศจิกายนที่การประชุมใหญ่ประจำปีด้านชีววิทยาสังเคราะห์ของประเทศไทย

แต่ก่อนจะเล่ารายละเอียดงานของเรา บทความอีกหลายตอนต่อจากนี้ผมอยากจะย้อนเล่าที่บริบทแนวคิดเกี่ยวกับ Grand Challenge ด้านการค้นพบและการประดิษฐ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ แนวคิดลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งตลอดช่วงเวลากว่าห้าร้อยปีที่ผ่านมา

แต่ละครั้งก็ให้บทเรียนน่าสนใจมากมายต่อทั้งนักวิจัยและนักประดิษฐ์อย่างพวกเรา

โจทย์ Grand Challenge ว่าด้วยการออกแบบแบคทีเรียผลิตสี
Cr. ณฤภรณ์ โสดา

กว่า 700 ปีที่แล้วในศตวรรษที่ 13 นครรัฐ Florence ของอิตาลีกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นแห่งยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance)

มหาวิหาร Santa Maria del Fiore ถูกวางให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่สำแดงความยิ่งใหญ่ของเมือง มหาวิหารแห่งนี้มีลักษณะเด่นคือหลังคาที่เป็นโดมโค้งขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีใครสร้างได้มาก่อนตั้งแต่หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกเมื่อเกือบพันปีก่อนหน้านั้น

สภาแห่งเมือง Florence อนุมัติการก่อสร้างเริ่มต้นไม่นานก่อนสิ้นสุดศตวรรษที่ 13 แต่ผ่านไปได้เพียงหกปี Arnolfo di Cambio สถาปนิกใหญ่เจ้าของโครงการก็เสียชีวิต หลังจากนั้นโครงการก่อสร้างก็ล่าช้ามาเรื่อยด้วยปัญหาสารพัดอย่าง รวมทั้งช่วงกลางศตวรรษที่ 14 กาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ในยุโรป ชาวเมืองล้มตายกันไปกว่าสามในสี่รวมทั้งเหล่าช่างฝีมือที่ทำงานในวิหารแห่งนี้

ปลายศตวรรษที่ 14 ถึงต้นศตวรรษที่ 15 เมือง Florence กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ส่วนอภิมหาโปรเจ็กต์ Santa Maria del Fiore ที่ดำเนินมาอย่างเชื่องช้าเป็นเวลากว่าร้อยปีแล้วก็เสร็จไปเกือบหมด

ขาดก็แต่ส่วนหลังคาโดมโค้งสุดอลังการที่ถึงตอนนั้นก็ยังไม่มีใครรู้ว่าต้องสร้างยังไง

มหาวิหาร Santa Maria del Fiore ที่ใช้เวลาสร้างกว่าร้อยปีแต่ยังขาดส่วนหลังคาโค้ง
Cr. ณฤภรณ์ โสดา

ขอเล่าเกร็ดเสริมนิดหนึ่งว่าทำไมชาว Florence ถึงซีเรียสกับการสร้างหลังคาโดมโค้งขนาดนั้น

ถ้าใครคุ้นเคยกับภาพโบสถ์ยุโรปยุคกลางตอนปลายถึงต้นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาอาจจะมีภาพจำเป็นโบสถ์หลังคาแหลมๆ สูงๆ ที่เราเรียกกันว่าสไตล์ Gothic

อิตาลีในช่วงนั้นประกอบด้วยนครรัฐย่อยๆ ที่แข่งขันช่วงชิงความเป็นใหญ่ทั้งในด้านการทหาร เศรษฐกิจ และศิลปวิทยาการต่างๆ นครรัฐ Florence เองก็มีคู่แข่งสำคัญคือนครรัฐเพื่อนบ้านทางตะวันตกเฉียงเหนือที่ชื่อ Milan สองนครรัฐนี้ทำสงครามกันจริงจังช่วงท้ายๆ ศตวรรษที่ 14

Milan มีโบสถ์หลังคาแหลมทรง Gothic อยู่หลายแห่ง พวก Florence มองว่าการสร้างโบสถ์หลังคาโค้งเนี่ยแหละจะเป็นการโชว์ศักยภาพด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่เหนือกว่าของพวกเรา มันคือการบอกลาความตกต่ำล้าหลังของยุคกลางและฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ครั้งเก่าก่อนจากยุคจักรวรรดิโรมันกลับมา

แต่การสร้างหลังคาโค้งบน Santa Maria del Fiore ก็เป็นโจทย์สุดโหด

โดมโค้งนี้จะต้องกว้างถึง 46 เมตร สร้างบนฐานผนังโบสถ์เดิมที่สูงถึง 55 เมตรจากระดับพื้น ผนังที่ว่าเรียงรอบพื้นเป็นทรงแปดเหลี่ยม (octagon) แถมยังเป็นแปดเหลี่ยมที่ไม่สมมาตรอีกต่างหาก และด้วยความที่ผนังถูกสร้างไว้เสร็จนานแล้วโดยสถาปนิกและช่างรุ่นก่อน เราก็ไม่สามารถไปต่อเติมเสริมความแข็งแรงหรือปรับความหนาให้มันรับน้ำหนักเพิ่มจากเดิมอีกได้

ปี 1418 สภาเมือง Florence จึงประกาศโจทย์ “Grand Challenge” นี้ออกไป เฟ้นหาสุดยอดช่างฝีมือ สถาปนิก วิศวกร ที่จะอาสามาสร้างหลังคาโดมโค้งนี้ให้สำเร็จ ผู้สนใจจะต้องมานำเสนอแปลนการก่อสร้างพร้อมแบบจำลองต่อคณะกรรมการ ผู้ชนะจะได้รางวัลเป็นเหรียญทองคำ 200 florin (ประมาณ 46 บาท)

และที่สำคัญกว่านั้นคือชื่อเสียงที่จะอยู่ไปชั่วลูกชั่วหลานในฐานะผู้สร้างหลังคามหาวิหารที่เด่นเป็นสง่าใจกลาง Florence

เมือง Florence ประกาศจะให้รางวัลกับผู้ที่สร้างโดมโค้งสำเร็จ
Cr. ณฤภรณ์ โสดา

ยอดฝีมือจากทุกสารทิศอาสากันเข้ามานำเสนอแผน

ตำนานเล่าว่ามีตั้งแต่ไอเดียทื่อๆ อย่างสร้างเสาขนาดยักษ์ค้ำโดมไว้ตรงกลาง

ไปจนถึงไอเดียแปลกๆ อย่างการใช้หินฟองน้ำที่น้ำหนักเบาเป็นวัสดุก่อสร้าง หรือการเอามูลดินมาเป็นโครงค้ำยันตอนก่อสร้างแล้วฝังเงินเหรียญเอาไว้ล่อให้ชาวเมืองมาคุ้ยมูลดินออกไปให้ฟรีๆ ฯลฯ

ผู้ชนะโครงการครั้งนี้ชื่อ Filippo Brunelleschi เป็นชาว Florence โดยกำเนิด พื้นฐานเดิมเป็นช่างทองและประติมากร แต่ก็มีความสนใจด้านอื่นที่หลากหลายรวมทั้งเรื่องกลไก ระบบล้อ เกียร์ รอก คาน ฯลฯ

Brunelleschi ในวัยหนุ่มยี่สิบกลางๆ โด่งดังมาจากผลงานเข้าประกวดประติมากรรมสำริดที่ประตูโบสถ์ Baptistery of Florence ช่วงปี 1401 แม้จะได้เข้าถึงรอบสุดท้ายแต่ก็ไปแพ้คู่แข่งคนสำคัญอย่าง Lorenzo Ghiberti

หลังจากนั้น Brunelleschi ก็หันหลังให้วงการประติมากรรมไปเอาดีทางสถาปัตยกรรมแทน เขาย้ายจาก Florence ไปฝังตัวอยู่ที่ Rome เป็นสิบปี ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาซากอารยธรรมโบราณสมัยจักรวรรดิโรมัน ซึมซับเทคนิคและแรงบันดาลใจจากภูมิปัญญายุคเก่าก่อนที่หายสาบสูญไปร่วมพันปีช่วงยุคกลาง มีตั้งแต่เทคนิคเรียงอิฐ ทำคอนกรีต ไปจนถึงการวาดแบบสามมิติแบบ perspective

ตอนที่ Florence ประกาศหาคนมาสร้างหลังคาโดม Brunelleschi ในวัยสี่สิบต้นเข้าไปเสนอไอเดียใหม่เป็นโดมสองชั้นซ้อนกัน ใช้โครงสร้างภายในรับน้ำหนักและกระจายแรงกดโดยไม่ต้องมีเสาหรือโครงสร้างค้ำยัน

ไอเดียนี้พิสดารกว่าที่ใครๆ ในยุคนั้นเคยได้เห็นมา

พอถามถึงรายละเอียดลึกๆ Brunelleschi ก็อุบไว้ไม่ยอมบอกอ้างกว่ากลัวโดนลอก

(ตำนานเล่าว่าเขาท้าให้คณะกรรมการตั้งไข่ไก่บนโต๊ะ พอไม่มีใครตั้งได้เขาก็ “เฉลย” ด้วยการทุบไข่ด้านหนึ่งให้แตกเป็นฐานตั้ง พอกรรมการโวยวายว่า “เฮ้ย เล่นง่ายๆ แบบนี้พวกชั้นก็ทำได้” Brunelleschi ก็เปรียบเทียบว่า “เนี่ย ถ้าผมเฉลยวิธีทำหลังคาโบสถ์ไปพวกท่านก็ทำตามได้ง่ายๆ เหมือนกัน”)

Filippo Brunelleschi ศึกษาและรื้อฟื้นความรู้ด้านสถาปัตยกรรมจากครั้งจักรวรรดิโรมัน
Cr. ณฤภรณ์ โสดา

Brunelleschi ได้รับอนุมัติให้สร้างหลังคาโค้งบน Santa Maria del Fiore ในปี 1420 ตลอดช่วงสิบกว่าปีของการก่อสร้างเขาได้สำแดงอัจฉริยภาพทั้งด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรม ดูแลรายละเอียดตั้งแต่โครงสร้างการรับน้ำหนัก เทคนิคการวัดระยะหาจุดสมดุล การเรียงอิฐให้ยึดเกาะสม่ำเสมอ ตาข่ายนิรภัยสำหรับคนงานก่อสร้าง ไปจนถึงการสร้างเครนขนาดยักษ์ (castello) สำหรับขนวัสดุก่อสร้างขึ้นที่สูง และระบบเกียร์ถอยหลัง (reverse gear) ที่ยกสัมภาระหนักหลายร้อยกิโลกรัมทั้งขึ้นและลงได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนทางเดินสัตว์ลากจูงเพียงแค่สับสวิตช์บังคับทิศหมุน

ระหว่างช่วงเวลานั้น Brunelleschi รับงานออกแบบก่อสร้างโรงพยาบาลและโบสถ์ที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่งใน Florence เขายังเป็นนักประดิษฐ์คนแรกของโลกตะวันตกที่ได้ขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรด้านอุตสาหกรรมในผลงานเครนและเรือสำหรับขนส่งหินอ่อนจากภูเขา Carrara ทางตอนเหนือของ Florence

Brunelleschi ใช้เวลา 16 ปีสร้างหลังคาโค้งที่หนักกว่า 36,000 ตัน ประกอบจากอิฐกว่าสี่ล้านก้อน

หลังคาแห่ง Santa Maria del Fiore ยังคงเป็นโดมศิลาโค้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกจวบจนถึงทุกวันนี้

ปี 1436 สันตะปาปา Pope Eugene IV ทำพิธีเปิดตัวมหาวิหาร Santa Maria del Fiore อย่างเป็นทางการ รวมเวลาก่อสร้างทั้งหมด 140 ปี

นักประวัติศาสตร์หลายท่านยกย่องว่าความสำเร็จของโดมโค้งบนมหาวิหาร Santa Maria del Fiore คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการเริ่มต้นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ส่วน Filippo Brunelleschi คือวิศวกรคนแรกของแห่งยุค (“The first engineer of the Renaissance”)

Brunelleschi เสียชีวิตในปี 1446 ด้วยวัยเกือบเจ็ดสิบปี ก่อน Leonardo da Vinci และ Christopher Columbus เกิดประมาณ 5-6 ปี

ศตวรรษที่ 15-17 ยุโรปเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาเต็มตัว ตามมาด้วยยุคแห่งการสำรวจ (Age of Exploration) และการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) ต่อด้วยการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ในศตวรรษที่ 18 มีอีกหลายตัวอย่างของ “Grand Challenges” ที่น่าสนใจจากห้วงเวลานี้

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นผมจะขอพาข้ามมาดูฝั่งโลกตะวันออกสองร้อยกว่าปีหลังการแข่งขันสร้างโดมแห่งเมือง Florence เรื่องราวการประลองฝีมือของนักดาราศาสตร์จากโลกตะวันตกและโลกตะวันออกในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี (Kangxi) แห่งราชวงค์ชิง (Qing Dynasty)

ติดตามต่อตอนหน้าครับ

Brunelleschi ออกแบบและสร้างเครื่องมือสนับสนุนการประกอบหลังคาโบสถ์
Cr. ณฤภรณ์ โสดา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิ่งใหม่หลังเลิก MoU ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน