bg-single

บทเรียนจากกองเพลิง : ศรีลังกา, บังกลาเทศ, อินโดฯ และเนปาล

24.09.2025

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

บทเรียนจากกองเพลิง

: ศรีลังกา, บังกลาเทศ, อินโดฯ และเนปาล

ลองนึกภาพถนนใหญ่ในกรุงธากาหรือโคลัมโบที่ร้อนแรงไปด้วยเสียงตะโกนของคนหนุ่มสาว ธงโบกสะบัดเหนือศีรษะ ฝูงชนโกรธแค้นจนแทบจะทลายทุกกำแพงที่ขวางหน้า

ภาพเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในอดีตหรือในรายการสารคดี แต่เกิดขึ้นจริงในเอเชียใต้เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ปี 2024 บังกลาเทศลุกเป็นไฟด้วยการประท้วงที่เริ่มจากประเด็นเล็กๆ เรื่องโควต้านักศึกษามหาวิทยาลัย

แต่ลุกลามจนกลายเป็นการท้าทายรัฐบาลทั้งระบบ

ก่อนหน้านั้นสองปี รัฐบาลศรีลังกาถูกประชาชนโหมกระหน่ำจนผู้นำสูงสุดต้องหนีออกนอกประเทศ

มองเผินๆ อาจคิดว่าเป็นวิกฤตที่ต่างคนต่างเผชิญด้วยปัจจัยของแต่ละประเทศ

แต่เมื่อเอามาวางคู่กัน-และย้อนดูประวัติศาสตร์ของเนปาลกับอินโดนีเซีย-จะเห็น “แพตเทิร์น” ซ้ำๆ ที่น่าขนลุก

เพราะสาเหตุลึกๆ มีรากเหง้าที่เหมือนกัน

ไม่ใช่แค่ไฟลามทุ่ง แต่คือเชื้อไฟสะสม

ทุกการประท้วงใหญ่ไม่เคยเริ่มจากศูนย์ มันเกิดจากความไม่พอใจที่ก่อตัวทีละน้อยเหมือนน้ำในหม้อที่เดือดช้าๆ จนวันหนึ่งฝาปิดก็ระเบิด

เริ่มต้นจากเรื่องปากท้องอันโยงกับเศรษฐกิจที่พังพินาศ

ศรีลังกาคือกรณีศึกษาคลาสสิก

อาการที่มาจากการสั่งสมของหนี้สินจนกลายเป็นกองพะเนิน

เงินทุนสำรองร่อยหรอ เงินเฟ้อพุ่ง ของใช้จำเป็น เช่น น้ำมัน อาหาร ยา กลายเป็นของหายาก

รัฐบาลไม่มีแม้กระทั่งเงินตราต่างประเทศเพื่อซื้อข้าวสารมาเลี้ยงคนทั้งประเทศ

บังกลาเทศ แม้ไม่ถึงขั้น “เจ๊ง” แบบศรีลังกา แต่เงินเฟ้อที่กระโจนขึ้นไม่หยุด กับทุนสำรองที่ลดฮวบ

ผลที่ตามมาคือ แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาที่ประชาชนที่ต้องเผชิญค่าครองชีพสูงลิบ แต่รายได้ไม่ขยับตาม

เศรษฐกิจพังไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขในรายงาน IMF แต่มันคือ “ความหวัง” ของคนที่หายไปพร้อมกับเงินในกระเป๋า

สาเหตุที่ตามมาคือการผูกขาดอำนาจและคอร์รัปชั่น

ที่ศรีลังกา ครอบครัวราชปักษากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการโกงกินและการยึดกุมประเทศไว้ในกำมือ

ทุกตำแหน่งสำคัญถูกครอบครองโดยพี่น้องและเครือญาติ

ยุคนั้น พอเอ่ยถึงบังกลาเทศ ก็จะเห็นภาพพรรค Awami League ที่ครองอำนาจยาวนานที่เต็มไปด้วยการฉ้อฉลทุจริต การเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง และการปกครองแบบผูกขาด

ประชาชนไม่ได้โกรธแค้นเพียงแค่เพราะเศรษฐกิจพัง แต่ยิ่งรับไม่ได้ที่รู้ว่าความล้มเหลวนี้เกิดจาก “คนกลุ่มเล็กๆ” ที่เสวยสุขบนความทุกข์ของคนส่วนใหญ่

สาเหตุที่โยงใยกันคืออำนาจนิยมกับการปราบปราม

ทุกครั้งที่รัฐบาลคิดว่า “ใช้กำลังแล้วเรื่องจะจบ” มันกลับตรงกันข้าม

บังกลาเทศ : การปราบนักศึกษาด้วยกำลังจนเกิด “สังหารหมู่เดือนกรกฎาคม” กลายเป็นเชื้อไฟให้การเคลื่อนไหวบานปลายเป็นการโค่นรัฐบาล

ศรีลังกา : การประกาศภาวะฉุกเฉิน การใช้ตำรวจและทหารไล่สลายการชุมนุม กลับยิ่งทำให้ประชาชนฮึดสู้อย่างไม่เกรงกลัว

ประวัติศาสตร์ตะโกนบอกเราเสมอว่าเสียงของประชาชนไม่มีวันถูกปิดปากด้วยกระบองหรือกระสุน

อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่ผู้มีอำนาจปฏิเสธที่จะยอมรับคือกระแสเรียกร้องและความคาดหวังของคนรุ่นใหม่

ทั้งๆ ที่พวกเขาและเธอคือหัวใจของการเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เด่นชัดที่สุดในกระบวนการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงคือ “เยาวชน” ที่กลายเป็นฟันเฟืองหลักของการลุกฮือ

เพราะคนรุ่นนี้รู้สึกว่าอนาคตถูกปล้นไปแล้ว

ด้วยพลังของสมาร์ตโฟนและสื่อสังคมออนไลน์ คนหนุ่มสาวสามารถจัดตั้งได้เร็วกว่าพรรคการเมืองใดๆ

พวกเขาสร้างภาษา วัฒนธรรม และสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงคนทั่วประเทศเข้าด้วยกัน

เนปาลจึงเป็นกรณีตัวอย่างชัดว่า มาตรการควบคุมสื่อดิจิทัลสามารถจุดไฟการลุกฮือได้ทันที

อินโดนีเซีย : “17+8 Demands” กับเงาอดีตซูฮาร์โต อันเป็นต้นตอของความโกรธ

สิงหาคม 2025 รัฐบาลของประธานาธิบดีประโบโว ซูบิอันโต เดินหน้ามาตรการขึ้นภาษีที่ดินและทรัพย์สิน บางพื้นที่สูงถึง 250%

ประชาชนรู้สึกว่าเป็นการผลักภาระเศรษฐกิจไปยังคนชั้นกลางและคนจน ขณะที่นักการเมืองยังคงรับเบี้ยเลี้ยงและสิทธิพิเศษมหาศาล

การเคลื่อนไหว การชุมนุมขยายเป็นขบวนการใหญ่ที่มีข้อเรียกร้องชัดเจน เรียกว่า “17+8 Demands” แบ่งเป็น

17 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน (เช่น ลดภาษี ยุติสิทธิพิเศษ)

8 ข้อเรียกร้องระยะยาว (เช่น ปฏิรูปสถาบัน ลดอำนาจทหาร)

หากย้อนกลับไปลองเปรียบเทียบกับอดีตก็จะพอเห็นบทเรียนที่ผู้มีอำนาจปฏิเสธที่จะเรียนรู้

อินโดนีเซีย ปี 1998 (Reformasi) : นักศึกษาคือแนวหน้าในการโค่นซูฮาร์โตที่ครองอำนาจกว่า 30 ปี การยึดอาคารรัฐสภาคือภาพจำที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์

เนปาล ปี 2024 : จุดเริ่มต้นจากการแบนโซเชียลมีเดีย แต่ขยายวงเป็นการต่อต้านคอร์รัปชั่น การบริหารผิดพลาด และการรวมศูนย์อำนาจ

เยาวชนยังสร้างสัญลักษณ์ใหม่ๆ เช่น การโบกธง “One Piece” ซึ่งกลายเป็นภาพสะท้อนของความเป็นรุ่นดิจิทัลที่เชื่อมโลกจริงกับโลกออนไลน์

พลังของคนหนุ่มสาวไม่ได้แค่ก่อให้เกิดม็อบ แต่มันคือพลังในการ “นิยามความหมายของการประท้วง” ใหม่ทั้งหมด

เหล่านี้คือสัญญาณเตือนที่ผู้ปกครองไม่อาจจะละเลยเป็นอันขาด

หากมองภาพรวมจากบังกลาเทศ ศรีลังกา เนปาล และอินโดนีเซีย จะเห็นสัญญาณที่เหมือนกันราวกับมาจากพิมพ์เขียวฉบับเดียวกัน

เศรษฐกิจวิกฤต : เมื่อข้าวปลาอาหารแพงขึ้นทันตา ข้าวของขาดตลาด ประชาชนรู้สึกว่า “อยู่ไม่ได้” อีกต่อไป

อำนาจนิยมรุนแรงขึ้น : รัฐบาลเริ่มเล่นงานสื่อ ปิดปากฝ่ายตรงข้าม ใช้ศาลหรือกองทัพเป็นเครื่องมือ-คือรัฐบาลที่กำลังหมดความชอบธรรม

เยาวชนหมดหวัง : คนรุ่นใหม่ที่เรียนจบแล้วไม่มีงานทำ หรือเห็นแต่ระบบเส้นสาย จะไม่ยอมทนอีกต่อไป

สถาบันประชาธิปไตยล้มเหลว : เมื่อประชาชนเชื่อว่ามีการโกงการเลือกตั้ง หรือเสียงของพวกเขาไม่มีค่า

ถนนคือทางออกเดียวที่เหลือ

ถามว่าทางรอดของผู้มีอำนาจคืออะไร

คำตอบคือต้องแก้ที่โครงสร้าง ไม่ใช่แค่แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปเพื่อแก้วิกฤตเฉพาะหน้า

หากผู้นำประเทศใดยังคิดว่า “เอาอยู่” บทเรียนจากประเทศเหล่านี้คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า-ไม่มีใครเอาอยู่ได้ถ้าไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอ

ต้องปฏิรูปเศรษฐกิจจริงจัง เลิกกู้หนี้แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง คุมเงินเฟ้อให้ได้ และจัดการงบประมาณให้โปร่งใส

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำอย่างจริงจังคือคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน ปกป้องเสรีภาพการพูด การชุมนุม และจัดการเลือกตั้งที่ยุติธรรม

หากรัฐบาลยังบิดเบือนกติกาของเกม ประชาชนจะบิดเกมกลับด้วยพลังถนน

ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นการจริงใจและจริงจังกับการยื่นอนาคตแก่คนรุ่นใหม่

นั่นหมายถึงการมีงานทำ ปฏิรูปการศึกษา สร้างโอกาสที่เป็นธรรม

นั่นคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการให้ได้มาซึ่ง “สันติภาพทางสังคม”

ที่สำคัญคือจะต้องสร้างความเชื่อมั่น อันหมายถึงการตระหนักว่าความไว้วางใจไม่สามารถซื้อด้วยเงิน หรือสร้างด้วยโฆษณาชวนเชื่อ

มันเกิดจากการรับผิดชอบ โปร่งใส และฟังเสียงจริงๆ ของประชาชน

ดังนั้น บทเรียนจากกองเพลิงแห่งความแค้นเคืองของประชาชนจากประเทศต่างๆ เหล่านี้คือ

บังกลาเทศและศรีลังกาสอนเราว่า ไม่มีรัฐบาลใดแข็งแรงเกินกว่าความโกรธของประชาชน

เนปาลและอินโดนีเซียยืนยันว่า วงจรนี้จะหมุนซ้ำทุกครั้งที่ผู้นำลืมบทเรียนเก่า

คำถามที่เหลือจึงไม่ใช่ว่า “มันจะเกิดขึ้นหรือไม่”

แต่มันคือ-ใครจะเป็นรายต่อไป?

ถามเสร็จก็ต้องหันมามองรอบๆ ตัวเรา

อาจจะได้คำตอบที่ดังยิ่งกว่านาฬิกาปลุก 100 เรือนดังขึ้นพร้อมๆ …ในบ้านเราเอง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด