ปชป.-รทสช.-พปชร. ระส่ำ เปลี่ยนผู้นำ-ย้ายขั้ว ‘ภูมิใจไทย’ เนื้อหอม สุดสุด
บทความในประเทศ
ปชป.-รทสช.-พปชร. ระส่ำ
เปลี่ยนผู้นำ-ย้ายขั้ว
‘ภูมิใจไทย’ เนื้อหอม สุดสุด
ท่ามกลางการฟอร์มทีมจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ของ “นายกฯ หนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลงมติโหวตเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย
มีอีกหนึ่งประเด็นร้อนทางการเมืองที่ร้อนแรงและน่าจับตามองไม่แพ้กัน
นั่นคือ สถานการณ์ของ 3 พรรคการเมือง ที่มีแนวโน้มเกิดความไม่แน่นอน แกนนำและ ส.ส.บางส่วนทยอยออกจากพรรค
ไม่ว่าจะเป็นพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค, รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นหัวหน้าพรรค
และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งล่าสุด นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เพิ่งประกาศขอลาออกจากการทำหน้าที่หัวหน้าพรรค เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา
นายเฉลิมชัยระบุเหตุผลการลาออกว่า มาจาก “เหตุผลด้านสุขภาพ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งอาจทำให้พรรคเกิดความเสียหาย และขอมอบให้ นายประมวล พงศ์ถาวราเดช รองหัวหน้าพรรค รักษาการหัวหน้าแทน”
แน่นอนว่าการที่ผู้นำทัพตัดสินใจลาออกจากเก้าอี้ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ ย่อมหนีไม่พ้นข้อสงสัยว่าเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นภายในพรรคหรือไม่ รวมทั้งเกิดข้อห่วงกังวลว่าหลังจากนี้พรรคประชาธิปัตย์จะแพแตก ทำให้ ส.ส.เลือดสีฟ้า ทยอยไหลออกจากพรรคไปหรือไม่
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาชี้แจงสาเหตุของการแยกทางครั้งนี้ โดยยืนยันว่านายเฉลิมชัยมีปัญหาด้านสุขภาพอาจจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่ได้เกิดจากปัญหาความขัดแย้งภายในกับนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค ปชป. แต่อย่างใด ทั้งนี้ ตามข้อบังคับของพรรค ต้องมีการจัดประชุมใหญ่เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ขึ้นมาภายใน 60 วัน โดยคาดว่าจะนัดประชุมช่วงเดือนตุลาคมนี้
สำหรับรายชื่อคนที่จะมาเป็นผู้นำทัพ ปชป.คนใหม่ กระแสที่ค่อนข้างมาแรงและได้รับเสียงเชียร์มากที่สุด ณ เวลานี้ คือ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” โดยอดีตคนค่ายสีฟ้า ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นโดยเชื่อมั่นว่ามีความเหมาะสม มีศักยภาพมากพอที่จะสามารถช่วยฟื้นฟูพรรค และนำทัพ ปชป.ต่อสู้สนามการเลือกตั้งรอบหน้าได้
ฉะนั้น คงต้องรอดูว่าท้ายที่สุด “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะคัมแบ็กมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อกอบกู้วิกฤตและเรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมาอีกครั้งหรือไม่
ขณะที่พรรคพลังประชารัฐดูเหมือนว่าสถานการณ์ตอนนี้จะนิ่งสุด
โดยเฉพาะนับตั้งแต่ปรากฏภาพ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค รับบทเชฟ ลงมือทำข้าวหน้าไก่สูตรอร่อย เลี้ยง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ร่วมรับประทานมื้อเที่ยงกันชื่นมื่น ก่อนที่จะร่วมลงมติโหวตสนับสนุน “อนุทิน” นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
กระทั่งในที่สุดได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดย ส.ส.และแกนนำพรรคคนสำคัญๆ ยังคงอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แม้สยบข่าวลือเท “ลุงป้อม” ยกก๊วน ส.ส.ย้ายซบเข้าพรรคภูมิใจไทยก็ตาม
แต่กระนั้นก็มีการจับตากลุ่มของนายสันติ พร้อมพัฒน์ อย่างไม่วางตา เพราะมีกระแสข่าวว่าหลังจากนี้อาจจะมีการยกก๊วนเข้าซบพรรคภูมิใจไทยก็ได้
ฟากพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เปรียบเสมือนเป็นดีเอ็นเอของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องยอมรับขณะนี้พรรคเกิดความระส่ำหนัก และเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องเมื่อ “เสี่ยเฮ้ง” นายสุชาติ ชมกลิ่น” นำก๊วน ส.ส.แสดงจุดยืนแยกทางออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ
ยิ่งไปกว่านั้น ในการลงมติโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่า ส.ส.ทั้งกลุ่ม “นายสุชาติ ชมกลิ่น” และ ส.ส.กลุ่ม “เลขาขิง ” นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค รทสช. ต่างลงมติสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล
ทั้งนี้ มีรายงานภายหลังการโหวตเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้พรรคแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช. โหวตงดออกเสียง
กลุ่มของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค รทสช. โหวตสนับสนุนนายอนุทิน เพื่อรักษาจุดยืนอนุรักษนิยมเอาไว้ โดยไม่ต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี
และกลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ โหวตสนับสนุนนายอนุทิน โดยเปิดตัวร่วมรัฐบาล
ภายในพรรค รทสช. มีการหารือทิศทางการทำงานและเตรียมตัวเลือกตั้ง โดยมีการเสนอให้ปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค เพื่อให้ทำงานคล่องตัวขึ้น โดยมีการพูดคุยกันหลายครั้ง แต่สัดส่วนกรรมการบริหารซึ่งเป็นกลุ่มของนายพีระพันธุ์ ที่มีมากกว่ากลุ่มของนายเอกนัฏ ไม่ยอมให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรค
และยืนยันจะทำงานพรรคในทิศทางเดิม เพราะเชื่อว่าพรรคมีคะแนนนิยมเหลืออยู่
มีรายงานเพิ่มว่า ภายหลังเกิดกระแสความขัดแย้งภายในพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างหนัก ในการประชุมพรรคเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคและนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ได้มีการโต้เถียงกันอย่างหนัก โดยนายเอกนัฏได้ประกาศกลางวงประชุมขอลาออกจากคณะกรรมการบริหารพรรค
กระทั่งเมื่อค่ำวันที่ 16 กันยายน ปรากฏภาพอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมรับประทานอาหารที่ร้านอาหารย่านถนนพระราม 6 พร้อมกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ นายชุมพล จุลใส นายนพพร อุสิทธิ์ หรือนายกโต้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยนายสุพล จุลใส นายวิชัย สุดสวาสดิ์ ส.ส.ชุมพร และทีมงานพลังชุมพร โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น
ก่อนที่ช่วงเช้าวันที่ 17 กันยายน นายชุมพล จุลใส ขนทีม “พลังชุมพร” 50 ชีวิต สมัครสมาชิกพรรค ภท.
นอกจากนี้ วันเดียวกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคอย่างเป็นทางการแล้ว รวมถึงนายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ก็ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ขณะที่นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี ในฐานะโฆษกพรรค รทสช. ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งโฆษกพรรคเช่นกัน
หากสถานการณ์การเมืองไทม์ไลน์ของรัฐบาลเป็นไปตามข้อตกลง คือ ยุบสภาภายใน 4 เดือน ความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งสนามใหญ่จะเกิดขึ้นในปี 2569 พรรคการเมืองจำเป็นต้องเร่งจัดทัพ วางกลยุทธ์ และแนวทางการต่อสู้การเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อเรียกคะแนนนิยม และฟื้นศรัทธาให้กับพี่น้องประชาชนที่ยังรักและสนับสนุนพรรค
แน่นอนว่าภาวะระส่ำระสายและแตกตัวออกจากพรรคเดิมอาจจะไม่ใช่แค่ 3 พรรค น่าจะมีพรรคอื่นๆ ด้วย
และมีโอกาสสูงที่ภาวะ “ไผ่แยกกอ” นี้จะแตกไปรวมกันที่พรรคภูมิใจไทยที่กำลังขาขึ้นและเนื้อหอมสุดสุด
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
