bg-single

OFOS NEXTFRAME 13 ศึกษาปรัชญาผ่านการทดลองทำหนัง VS ศึกษาการทำหนังผ่านการทำหนังทดลอง

22.09.2025

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

www.facebook.com/bintokrit

OFOS NEXTFRAME 13

ศึกษาปรัชญาผ่านการทดลองทำหนัง

VS

ศึกษาการทำหนังผ่านการทำหนังทดลอง

“ปรัชญานำเสนอความจริงเพื่อให้เข้าถึงความลวง ภาพยนตร์นำเสนอความลวงเพื่อเข้าถึงความจริง”

นี่เป็นประโยคเปิดคาบเรียนแรกของผมในวิชา “ปรัชญาและภาพยนตร์” เพื่อเชื้อเชิญนักศึกษาให้เก็บถ้อยคำนี้กลับไปขบคิด และร่วมเดินทางเข้าสู่พรมแดนพิศวงแห่งหนึ่งที่ซึ่งภาพยนตร์และปรัชญาได้มาบรรจบกัน

หลายคนคงงุนงงว่าข้อความดังกล่าวหมายความว่าอย่างไรกันแน่

แต่แทนที่จะอาศัยภาษาพูดหรือเขียนมาอธิบายความหมายนี้ ผมกลับคิดว่าเป็นการดีกว่าถ้าพวกเขาเข้าใจแนวคิดดังกล่าวด้วยการสัมผัสประสบการณ์ตรงจากการลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพียงนั่งตรึกตรองอยู่ในหัวแต่เพียงอย่างเดียว

ดังนั้น การมีพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ผจญภัยในสนามจริงสำหรับเพาะบ่มและลองผิดลองถูก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเข้าถึงความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้

จากจุดเริ่มต้นที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ผมกระตุ้นนักศึกษาในห้องให้รวมทีมกันไปสมัครเข้าร่วม “โครงการค่ายพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตภาพยนตร์ทดลองสำหรับนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษา” หรือในชื่อสั้นๆ ว่า “OFOS NEXTFRAME 13” ระหว่างวันที่ 12-15 กันยายน ณ โรงแรมฮอไรซั่น วิลเลจ แอนด์ รีสอร์ท อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ THACCA OFOS สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์แห่งประเทศไทย TOSAA และมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการทำค่ายภาพยนตร์สำหรับนักเรียน และสำหรับนิสิต นักศึกษา

โดยกระจายไปจัดตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ แยกตามประเภทของภาพยนตร์ (genre) ที่ค่ายนั้นมุ่งเน้นโดยเฉพาะ

นักศึกษาวิชาปรัชญาและภาพยนตร์ที่ผมเปิดในภาคการศึกษานี้ ในหลักสูตรปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ของศูนย์ลำปาง วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้รวมตัวกันเป็น 1 ทีมภายใต้ชื่อว่า “Philosophical Film” ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 10 คน ประกอบไปด้วยนักศึกษาชั้นปีที่ 2, 3 และ 4 ได้แก่ ชุติมณฑน์ กุงวงศ์, นัธทวัฒน์ งามเลิศวิบูลย์, สุภัคสิริ พรรณรัตน์, เศรษฐพงค์ หอยสังข์ทอง, สุภรดา วงศ์รัตน์วิจิตต์, ทยา หลินมา, วรรณวรางค์ ลุนิทรานนท์, กฤตพล พรหมจักร, ณัฐวุฒิ มณีเทพ และณภัทร หอศิลป์ สมัครเข้าร่วมโครงการ

โดยนำเสนอภาพยนตร์สั้นเรื่อง “กระจก” (Mirror) ซึ่งเป็นเรื่องราวของ “ภู” นักเดินทางหนุ่มที่ตั้งคำถามต่อชีวิตของตนเองและพยายามค้นหาความหมายของชีวิต วันหนึ่งเขาได้พบกับ “คนในกระจก” และเกิดบทสนทนาระหว่างตัวเขากับคนในกระจกนั้น

บทสนทนาต่างๆ ได้พาตัวเขาให้ถลำลึกลงไปสู่สถานการณ์ท้าทายที่ภูจำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะทำตามเสียงจากคนในกระจกหรือไม่

ผลปรากฏว่าได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมในค่ายเพื่อลุยสนามจริงซึ่งเป็นการทำหนังครั้งแรกในชีวิตของพวกเขา

นอกจากทีม Philosophical Film แล้ว ในค่ายยังมีทีมอื่นๆ อีก 9 ทีม คือ MADsมาก, Tum Tim Film, Mickey Film, Topround, Columbia Picjei, จิตกำและหมัด, หนังยางโปรดักชั่น, SparkHouse และ Archive Film ซึ่งมาจากหลากหลายสถาบัน

ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

ทุกคนจะเข้ามากินนอนอยู่ในค่ายเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน เพื่อผลิตหนังสั้นแนว “ภาพยนตร์ทดลอง” (Experimental Film) ของแต่ละทีมออกมา ภายใต้การกำกับดูแลและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากทีมงานของสตูดิโอคำม่วน

และผู้กำกับชั้นแนวหน้าของประเทศและระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น “เจ้ย” อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จากเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ”

“มะเดี่ยว” ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผอ.หลักสูตร OFOS ผู้กำกับฯ เรื่อง “รักแห่งสยาม”

และ “เบิ้ล” นนทวัฒน์ นำเบญจพล เจ้าของผลงานเรื่อง “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง”

สิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากหลักสูตร 4 วัน 3 คืนนี้คือแนวคิดการทำภาพยนตร์ทดลอง วิธีการเล่าเรื่องแบบต่างๆ สไตล์กับภาพยนตร์ กรณีศึกษาจากภาพยนตร์ทดลองในอดีต การพัฒนาบทภาพยนตร์ การวางแผนการถ่ายทำ การออกแบบงานสร้าง การทำ scene list และ breakdown เพื่อเตรียมพร้อมก่อนออกกอง การนำเสนอโปรเจ็กต์ (pitching) การสำรวจโลเกชั่น การเก็บฟุตเทจ การตัดต่อและผสมเสียง การจัดฉาย การทำโปสเตอร์ภาพยนตร์ การทำหน้าปกคลิป

รวมทั้งการตอบคำถามจากคณะกรรมการในวันสุดท้ายหลังฉายภาพยนตร์จบ

เนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดนี้คือการย่อหลักสูตรภาพยนตร์ ซึ่งปกติแล้วใช้เวลาเรียนอย่างยาวนานถึง 4 ปี เข้ามาอยู่ภายในเวลาเพียงแค่ 4 วัน ทำให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนอย่างเช่นนักศึกษาในหลักสูตรปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ หรือหลักสูตรอื่นที่ไม่ใช่นิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชน ได้มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการผลิตและเผยแพร่ภาพยนตร์แบบเร่งรัดภายในระยะเวลาอันสั้น

โดยมีผู้คร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์เป็นพี่เลี้ยงดูแลอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน

นับเป็นโชคดี และเป็นโอกาสทองของผู้เรียนที่หาได้ยากยิ่ง

หลังจากผ่านการฝึกฝนอบรมและลงมือปฏิบัติจริงมา 3 วัน ในวันสุดท้ายทางค่ายได้จัดสถานที่ให้กลายเป็นโรงฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่ โดยมีหนังสั้นทั้ง 10 เรื่องออกเผยแพร่สู่สายตาผู้ชม ได้แก่ (1) Letter from Congo (2) Blind & Mute (3) One, Another (4) Contained Within (5) Ashes Being (6) Mirror (7) ภาพหลอน (8) Narrow Fragile Jar (9) กาลสะท้อน และ (10) มันอยู่ในตู้

หนังสั้นเหล่านี้มีคุณภาพดีน่าทึ่งมาก

หลายเรื่องคลอดออกมาใกล้เคียงกับที่นำเสนอไว้ในวันแรก ขณะที่บางเรื่องก็เปลี่ยนแปลงมากมายจนกลายไปเป็นอีกแบบหนึ่งซึ่งต่างจากที่วางแผนเอาไว้

บางเรื่องแสดงให้เห็นชั้นเชิงลีลาและความลุ่มลึก

บางเรื่องเหนือชั้น ละเอียด ประณีต และสมบูรณ์จนก้าวพ้นไปจากการทำหนังส่งอาจารย์ แต่ขึ้นไปสู่ระดับของมืออาชีพอย่างแท้จริง

เป็นไปได้สูงว่าหลายคนในค่ายนี้สามารถเติบใหญ่ไปเป็นกำลังสำคัญของแวดวงภาพยนตร์ไทย ตลอดจนสร้างชื่อให้กับทั้งตัวเองและประเทศไทยได้ในอนาคต

ขณะที่บางคนก็อาจไม่ได้ประกอบอาชีพในสายงานภาพยนตร์ แต่ครั้งหนึ่งผลงานของพวกเขาก็ฝากรอยเท้าเอาไว้ในโลกศิลปะได้อย่างน่าจดจำ

ส่วนนักศึกษาในห้องเรียนของผม ซึ่งน่าจะเป็นทีมเดียวที่ไม่เคยมีประสบการณ์สร้างภาพยนตร์มาก่อนเลย

พวกเขามีแต่ความรู้ทางปรัชญา การเมือง เศรษฐศาสตร์ แต่แทบไม่มีชั้นเชิงลีลาและเทคนิควิธีการทางภาพยนตร์

ทว่า กลับจับพลัดจับผลูเข้ามาทำหนังเรื่องแรกของตัวเองท่ามกลางนักเรียนภาพยนตร์ที่อุดมไปด้วยเทคนิควิธีการเล่าเรื่องอันแพรวพราว ประสบการณ์ในค่ายของพวกเขาจึงเป็น “การศึกษาปรัชญาผ่านการทดลองทำหนัง”

ในขณะที่ทีมอื่นๆ นั้นเป็น “การศึกษาแนวทางทำหนังผ่านการทำหนังทดลอง”

จุดเริ่มต้นของแต่ละทีมที่ไม่เหมือนกันได้นำมาสู่การเดินทางที่แตกต่างกัน และพาพวกเขาให้ผจญภัยไปในเส้นทางของตัวเอง

ไม่ต่างอะไรกับภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ที่เมื่อปล่อยออกไปแล้วก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง

และเดินทางไปตามเส้นทางของมันเองเช่นกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง