bg-single

ทำไมมาเคียเวลลี ถึงคิดว่าปกครองให้คนกลัว ดีกว่าปกครองให้คนรัก

01.10.2025

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit

“ปกครองให้คนรักดีกว่าปกครองให้คนกลัว หรือว่าปกครองให้กลัวดีกว่าปกครองให้รัก?”

(Is it better to be loved rather than feared, or vice versa?)

นี่คือคำถามที่ “นิคโคโล มาเคียเวลลี” (Niccolò Machiavelli) นักปรัชญาการเมืองชาวอิตาลี เปิดประเด็นเอาไว้ในบทที่ 17 ของหนังสือ The Prince ซึ่งมีชื่อบทว่า Cruelty and compassion. Whether it’s better to be feared or loved (ความโหดร้ายกับความเมตตาปรานี ระหว่างการเป็นผู้ที่น่าหวาดกลัวกับผู้ที่คนรักนั้นอันไหนดีกว่า)

โดยมาเคียเวลลีตอบคำถามนี้ว่าอันที่จริงแล้ว “ผู้ปกครองควรทำให้ประชาชนทั้งรักและกลัวไปพร้อมๆ กัน” (The answer is that one would prefer to be both.)

แต่เนื่องจากเป็นเรื่องยากมากที่จะทำสำเร็จได้ ดังนั้น หากไม่สามารถทำให้ประชาชนทั้งรักและกลัวผู้ปกครองได้ในทีเดียว อย่างน้อยการเลือกสร้างและรักษาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอาไว้ก็ยังดีกว่

และนั่นคือสิ่งที่ผู้ปกครองจำเป็นต้องทำ

แล้วระหว่างปกครองให้คน “รัก” กับปกครองให้คน “กลัว” อันไหนดีกว่า?

มาเคียเวลลีคิดว่าปกครองให้คนกลัวดีกว่า ซึ่งไม่ได้หมายถึงกลัวเหมือนเห็นผี แต่คือการที่ประชาชนเคารพยำเกรงผู้ปกครอง ทำให้ต้องระมัดระวังในการประพฤติปฏิบัติตัวและเกรงอกเกรงใจไม่กล้าล้ำเส้นเล่นหัว

ใน The Prince สำนวนของทิม พาร์กส์ (Tim Parks) บรรยายข้อความนี้ว่า “Fear means fear of punishment, and that’s something people never forget.” จะเห็นว่าความกลัวเกิดจากการที่ผู้ปกครองแสดงความเด็ดขาดในการใช้อำนาจสั่งการ ทำให้ผู้ใต้ปกครองกลัวถูกลงโทษ การที่ผู้ปกครองให้คุณให้โทษแก่ประชาชนจนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่ว ส่งผลให้ใครๆ ต่างรู้สึกหวาดกลัวอย่างไม่มีวันลืม

ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ปกครองคนหนึ่งบังคับใช้กฎหมายบางมาตราอย่างเข้มงวดและรุนแรง ซึ่งต่อให้คนทั่วไปไม่โดนด้วย แต่ก็เป็นเหมือนการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ทำให้ท้ายที่สุดประชาชนไม่กล้าละเมิดกฎหมายข้อนั้นแม้ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนั้นเพียงใดก็ตาม

การที่คนกลัวถูกลงโทษก็ทำให้เขากลัวผู้ปกครองนั้นไปในบัดดล

แน่นอนว่าในมุมของผู้ที่อยู่ใต้ปกครองย่อมไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้แน่ๆ

แต่มาเคียเวลลีเสนอแนวทางนี้แก่ผู้ปกครองโดยชี้ว่าวิธีนี้ใช้ได้ผล

การปกครองให้คนกลัวดีกว่าปกครองให้คนรักนั้นไม่ได้หมายความว่าถูกต้องดีงามทางศีลธรรม แต่หมายถึงใช้การได้สำเร็จในทางปฏิบัติ ซึ่งเมื่อเทียบกับการทำให้คนรักแล้วก็ได้ผลกว่า

เหตุผลที่มาเคียเวลลีคิดว่าดีกว่าก็เพราะเขามองมนุษย์ส่วนใหญ่ในแง่ร้าย โดยคิดว่าผู้คนมักอกตัญญู ไม่รู้คุณคน ไว้วางใจไม่ได้ (ungrateful and unreliable) มนุษย์เต็มไปด้วยการโกหก ละโมบ โลภมาก หิวเงิน และเมื่อประสบภยันตรายก็จะหนีหายไป เหลียวมองทางหนีทีไล่แล้วเผ่นแน่บ

ต่างกับตอนที่มือของผู้นำยังกำอำนาจอยู่ ยามนั้นผู้คนจะห้อมล้อมเอาอกเอาใจ อยู่เคียงข้าง และดีกับผู้ปกครองทุกอย่าง ตราบใดก็ตามที่ผู้ปกครองมีสถานะอำนาจมั่นคง เมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย เมื่อนั้นผู้ใต้ปกครองก็จะอยู่ข้างคนมีอำนาจเสมอ พร้อมหลั่งเลือดเพื่อนาย มอบกายถวายสมบัติที่พอจะมีให้ ไม่เว้นแม้กระทั่งอุทิศชีวิตของตนและบุตรหลานในกิจการงานใดๆ

ทว่า พอลมเปลี่ยนทิศเมื่อไหร่พวกเขาก็แปรเปลี่ยน ถึงเวลานั้นผู้ปกครองที่เรียกร้องต้องการความช่วยเหลือก็จะพบว่าเหล่าประชาพากันเบือนหน้าหนี

การที่มาเคียเวลลีมองมนุษย์ในแง่ร้าย โลเล เอาแน่เอานอนไม่ได้ จึงนำมาสู่การตักเตือนให้ผู้ปกครองระมัดระวังไม่หวังพึ่งพาปวงชนให้หนุนหลัง ไม่ควรอิงอำนาจของตนไว้กับความรักของประชาชนแต่เพียงอย่างเดียว เพราะความรักเป็นสิ่งที่แปรเปลี่ยนง่าย จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่ผู้นำจะเอาหลังของตนไปพิงกับสิ่งที่หาความมั่นคงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้มาเคียเวลลีจึงกล่าวว่า “ถ้าจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วล่ะก็ การปกครองให้คนกลัวก็ปลอดภัยกว่ามาก หากเทียบกับการปกครองให้คนรัก” (If you have to choose, it’s much safer to be feared than loved.)

อันนำมาสู่คำแนะนำที่ว่า “ผู้ปกครองที่วางใจทั้งหมดลงไปกับคำมั่นสัญญาและไม่เตรียมทางหนีทีไล่อื่นๆ เอาไว้ก็จะต้องประสบกับความพ่ายแพ้”

(The ruler who has relied entirely on their promises and taken no other precautions is lost.)

มาเคียเวลลีกล่าวต่ออีกว่า “มิตรภาพมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย” (Friendship that comes at a price) เวลาที่ผู้ปกครองได้รับความรักจากมวลประชานั้นก็ไม่ใช่เพราะพวกเขาชื่นชมจิตใจและความสำเร็จของผู้ปกครอง

แต่มาจากการที่ผู้คนได้รับผลประโยชน์ต่างหาก

เพราะฉะนั้นมิตรภาพจึงไม่ใช่สมบัติของผู้ปกครองที่ควรผูกชีวิตยึดติดเอาไว้ มันดูคล้ายกับว่ามี แต่จริงๆ แล้วไม่ได้มีอยู่

การที่มาเคียเวลลีคิดว่ามนุษย์นั้นลืมบุญคุณได้ง่าย แต่กลับจำฝังใจเมื่อใครพรากสิ่งใดไปจากตน จึงทำให้เขาไม่วางใจในความรัก และเชื่อว่าปวงประชาสามารถหักนายของตนลงได้โดยง่ายเมื่อโมงยามของอันตรายกล้ำกรายมาถึงตัว

ซ้ำร้ายผู้คนทั้งหลายยังมักทำให้ผู้ซึ่งเป็นที่รักเกิดความผิดหวังเสียใจได้ง่ายกว่าผู้ที่เขากลัว เวลาที่เราอยู่กับคนที่รัก เราก็ไม่ระวังว่าจะทำให้เขาเสียใจหรือเปล่า ต่างกับตอนที่อยู่กับคนที่เรากลัว เราจะระมัดระวังตัวมาก และใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่ว่าจะปฏิบัติตัวกับคนที่เรากลัวอย่างไร ลึกๆ แล้วมนุษย์จึงคิดถึงแต่ตัวเอง และหวั่นเกรงภัยอันตราย ฉะนั้น จึงอยู่กับร่องกับรอยเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย ตรงข้ามกับยามสบายอกสบายใจ มนุษย์จะผ่อนคลายและปล่อยเนื้อปล่อยกายสบายอุรา

อย่างไรก็ตาม ปกครองให้คนกลัวเกรงได้แต่ต้องไม่ให้คนเกลียด มาเคียเวลลีเน้นย้ำว่าให้ประชาชนกลัวได้แต่อย่าให้กลายเป็นความเกลียดชัง

ดังนั้น ถ้าทำให้รักไม่ได้ ก็ต้องทำให้ยังคงกลัวอยู่ แต่ระวังห้ามไม่ไห้เขาเกลียดเด็ดขาด ด้วยการไม่ไปยุ่งกับทรัพย์สินของประชาชน หลีกเลี่ยงการยึดข้าวของ และไม่แตะต้องผู้หญิงของเขา อยู่ให้ห่างจากการไปเอาสมบัติที่เขาหวงแหนมาเป็นของตัว

เพราะธาตุแท้ของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความโลภ ดังวาทะอันลือเลื่องของมาเคียเวลลีที่ว่า

“คนเราจะลืมความตายของพ่อตัวเองได้เร็วยิ่งกว่าเวลาที่เขาสูญเสียมรดกทรัพย์สินจนสิ้นหาย”

(A man will sooner forget the death of his father than the loss of his inheritance.)

จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จึงทำให้มาเคียเวลลีสรุปว่าหากจำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง การปกครองให้คนกลัวจึงปลอดภัยต่อตัวผู้ปกครองมากกว่าปกครองให้คนรัก

ที่สำคัญก็คือความรักนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ปกครอง เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนตัดสินใจว่ารักใครชอบใคร เมื่อนั้นอำนาจก็อยู่ที่ประชาชน หาได้อยู่ที่ผู้ปกครองไม่ เพราะการจะรักใครนั้นแต่ละคนเป็นผู้เลือก ทุกคนจึงมีเสรีภาพ ไม่มีใครไปห้ามใจของใครได้

ตรงกันข้ามกับความกลัว ซึ่งผู้ปกครองเป็นคนควบคุมกำหนดเองว่าจะทำให้กลัวหรือไม่ โดยที่ปวงประชาไม่สามารถเลือกและบิดพลิ้วได้

การที่ผู้ปกครองเป็นคนคุมเกมจึงสะท้อนว่าเขาคือผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง ในขณะที่หากประชาชนได้คุมเกมก็แปลว่า

ผู้ปกครองตกอยู่ภายใต้อำนาจของประชาชน


หมายเหตุ ผมเขียนบทความชุด “นิคโคโล มาเคียเวลลี บิดาแห่งปรัชญาการเมืองสมัยใหม่” เอาไว้หลายตอน ผู้สนใจสามารถอ่านย้อนหลังได้ตามลิงก์เหล่านี้

1. 555 ปีมาเคียเวลลี ผู้สร้างคัมภีร์ปีศาจสำหรับครองอำนาจทางการเมือง https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_759720

2. คำแนะนำของมาเคียเวลลีว่าด้วยการเลือกข้างทางการเมือง (1) https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_854873

3. คำแนะนำของมาเคียเวลลีว่าด้วยการเลือกข้างทางการเมือง (จบ) https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_855418

4. ผู้นำจำเป็นต้องรู้เรื่องการทหารหรือไม่ ในทัศนะของมาเคียเวลลี https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_857603

5. มุมมองของมาเคียเวลลีเรื่องคนทรยศ https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_858677

6. มาเคียเวลลีกับวิธีแบ่งแยกแล้วปกครอง https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_859301



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง