bg-single

ขนส่งมวลชน ‘ไทย’ ต่ำชั้น (3)

05.10.2025

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

นครซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเมืองที่มีความพร้อมด้านการเดินทางในเมือง (Urban Mobility Readiness Index 2024) อันดับที่ 9 ของโลก

ถ้าหากนำมาเปรียบเทียบกับกรุงเทพมหานครแล้ว จะเห็นถึงแนวคิดวิสัยทัศน์ที่แตกต่างของผู้บริหารเมืองทั้งสองแห่งอย่างมาก

ทั้งๆ ที่นครซูริกกับ กทม.มีรถรางซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว

แต่ทุกวันนี้นครซูริกยังคงใช้รถรางและพัฒนาการขนส่งสาธารณะด้วยระบบรางอย่างต่อเนื่อง ตรงกันข้ามกับกรุงเทพฯ ทุบทิ้งรถราง

เมื่อปี 2431 นครซูริกเปิดใช้บริการรถรางหรือที่เรียกว่า Tram ก่อนกรุงเทพฯ เพียง 5 ปี โครงข่ายรถรางของนครซูริก ได้รับความนิยมอย่างมากถือว่าเป็นการขนส่งมวลชนสำคัญ ทุกวันนี้ชาวซูริกซึ่งมีราว 450,000 คนใช้บริการรถราง รถเมล์ และเรือ เกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์

ค่าโดยสารรถรางเป็นตั๋วร่วมในโซนที่กำหนดไว้จะมีทั้งตั๋ว 24 ชั่วโมง ราคา 8.80 สวิสฟรังก์ หรือราว 352 บาท ตั๋ว 30 นาที 2.70 ฟรังก์ (108 บาท) สำหรับเราๆ ดูจะแพงไปหน่อย แต่ชาวซูริกบอกว่าถูกมากเพราะเงินเดือนของคนที่นั่นเฉลี่ยแล้วเกือบ 3 แสนบาท

เวลานี้รถรางของซูริกมีทั้งหมด 20 สายแบ่งออกเป็น 7 โซนโครงข่ายเชื่อมระหว่างเมืองที่ให้ความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างมาก สายแรกๆ วิ่งใจกลางเมืองเชื่อมจุดสำคัญๆ ตั้งแต่สถานีรถไฟซูริกหรือเฮาส์บาห์นฮอฟ ศูนย์การค้า ย่านธุรกิจ เช่น พาราเดพลาสซ์

ส่วนสายเชื่อมระหว่างเมืองเป็นรถรางเบารูปแบบทันสมัยอย่างสาย 20 ชื่อลิมแมตตัลบาห์น (The Limmattalbahn) บริการระหว่างซูริกกับเมืองออลสเตตเต็น และเมืองคิววานเก็น-สปรีเต็นเบค ช่วยลดปัญหาการจราจรในหุบเขาลิมแมตต์ได้อย่างมาก

เมื่อปีที่แล้ว ผู้บริหารนครซูริกเห็นชอบกับแนวคิดขยายระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รองรับผู้โดยสารได้มากขึ้นรวดเร็วกว่าเดิม ด้วยการอนุมัติงบประมาณเกือบ 3 พันล้านฟรังก์ (ราว 12,000 ล้านบาท) สร้างระบบแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Z?riMobil

ชาวซูริกใช้แพลตฟอร์ม Z?riMobil สำหรับเดินทางภายในเมืองได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นรถราง เรือ รถไฟใต้ดิน หรือจะเช่ารถยนต์ จักรยานไฟฟ้า สกูตเตอร์หรือจะเรียกแท็กซี่ได้อย่างรวดเร็วในแพลตฟอร์มเดียว

รถรางวิ่งผ่านใจกลางนครซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในระบบขนส่งมวลชนที่ผู้บริหารนครซูริกนำมาใช้บริการขนส่งผู้โดยสารมาตั้งแต่ 137 ปีที่แล้ว ปัจจุบันยังบริการและพัฒนาขยายเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รถรางในกรุงเทพฯ เปิดใช้เมื่อปี 2436 หลังซูริก 5 ปี แต่ล้มเลิกโครงการไปเมื่อ 57 ปีก่อน (ที่มาภาพ : iamexpat.ch)

ทีนี้กลับมาดูระบบรถรางของบ้านเรา

ในบันทึกประวัติศาสตร์ที่หนังสือศิลปวัฒนธรรมนำมาเผยแพร่ ระบุว่า กรุงเทพฯ เปิดใช้บริการรถรางเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2436 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือว่ากรุงเทพฯ ทันสมัยมากมีรถรางไฟฟ้าแห่งแรกในเอเชีย จากเดิมที่เคยใช้ม้าและลาเป็นยานพาหนะ

ในขณะนั้นกรุงเทพฯ หรือบางกอกมีพลเมืองประมาณ 900,000 คน มีรถราง 7 สายด้วยกัน โดยวิ่งไปยังจุดต่างๆ ดังนี้ 1. บางคอแหลม 2. สามเสน 3. ดุสิต 4. บางซื่อ 5. หัวลําโพง 6. สีลม 7. ปทุมวัน แต่ละขบวนสามารถขนส่งผู้โดยสารได้ทั้งหมด 60 คน นั่ง 36 คนยืน 24 คน

รถรางใน กทม.เปิดบริการเพียง 75 ปี ก็เป็นอันล้มพับและรื้อรางออกสร้างถนนแทนด้วยข้ออ้างมีผู้ใช้บริการน้อยวิ่งช้ากีดขวางการพัฒนาเมือง กิจการขาดทุนเพราะไม่สามารถสู้กับระบบขนส่งอื่นๆ เช่น รถเมล์ แท็กซี่ ที่สะดวกและรวดเร็วกว่า

เมื่อรถรางหายไป กรุงเทพฯ ปริมาณรถยนต์เพิ่มเป็นทวีคูณ เกิดปัญหารถติด มลพิษทางอากาศพุ่งสูงจนผู้บริหาร กทม.ในยุคต่อมาต้องหันกลับไปพลิกฟื้นโครงการสร้างระบบขนส่งทางรางขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการขนส่งทางรางที่จะต้องลงทุนมหาศาลแต่ละสายใช้งบฯ หลายหมื่นล้านบาทและเก็บค่าตั๋วโดยสารแพงสุดโหดเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของชาวกรุงเทพฯ

ตรงกันข้าม นครซูริกพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าระบบรางจะช่วยลดปัญหาการจราจร แก้ปัญหาอากาศเป็นพิษ และช่วยชาวเมืองประหยัดค่าใช้จ่าย ดูได้จากแผนยุทธศาสตร์พัฒนาโครงข่าย ปี 2573 มีการขยายเส้นทางรางเชื่อมต่อกับวงแหวนรอบนอกที่เป็นเมืองรอง อย่างเช่น เออริกอน, ออลสเตตเต็น และแต่ละเส้นทางของระบบรางยังเชื่อมกับรถบัสโดยสาร ทางเท้า ทางจักรยานเพื่อให้ชาวเมืองสามารถขึ้นรถราง รถบัสแล้วเดินหรือปั่นจักรยานไปทำงาน กลับบ้านได้ง่ายเร็วสะดวกปลอดภัย

ผู้บริหารนครซูริกไม่ใช่มองอนาคตแค่เพียงปี 2573 แต่ยังมีอีกแผนคือพัฒนาโครงข่ายขนส่งมวลชน ยาวไปถึงปี 2593 หรืออีก 25 ปีข้างหน้า

ความมุ่งมั่นของผู้บริหารนครซูริกในการจัดบริการขนส่งสาธารณะเพื่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้ทำให้ “นครซูริก” คว้าอันดับความพร้อมด้านการเดินทางในเมืองหรือ UMR เป็นอันดับ 9 ของโลก

วิสัยทัศน์ของผู้บริหารกรุงเทพฯ กับนครซูริก ในเรื่องของระบบขนส่งมวลชน จึงต่างกันชัดเจน

รถไฟรางสายลิมแมตตัลบาห์น (The Limmattalbahn) วิ่งบริการระหว่างนครซูริกกับเมืองออลสเตตเต็น และเมืองคิววานเก็น-สปรีเต็นเบค ช่วยลดปัญหาการจราจรในหุบเขาลิมแมตต์ได้มาก (ที่มาภาพ : ฮอฟ 1980)

อันดับที่ 10 กรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษ มีระบบการขนส่งมวลชนที่ถือว่าสมบูรณ์ครบถ้วนมากทีเดียว เพราะมีทั้งรถไฟใต้ดิน รถราง รถไฟเชื่อมเมือง รถไฟสายยาว และรถเมล์ นอกจากนี้ยังมีทางจักรยานให้นักปั่นใช้บริการได้เกือบทั้งเมือง

กล่าวสำหรับทางจักรยานนั้น หลังจากที่ผู้บริหารของกรุงลอนดอนยกระดับทางจักรยานให้มีมากเส้นทาง ปรับผิวจราจรให้ปั่นได้สะดวกขึ้น ปรากฏว่าชาวลอนดอนหันมานิยมปั่นจักรยานเพิ่มขึ้นและตั้งเป้าว่า ผู้คนที่อยู่ใกล้รัศมี 400 เมตรของเส้นทางจักรยานจะหันมาใช้จักรยานอย่างน้อยๆ 40 เปอร์เซ็นต์

ผู้บริหารลอนดอนยังมองเห็นแนวทางการบรรเทาปัญหามลพิษในอากาศด้วยวิธีลดภาษีให้กับผู้ซื้อรถอีวี และเสนอให้มีที่จอดรถฟรีสำหรับผู้ขับอีวีหรือลดราคาลง อีกทั้งเพิ่มจุดชาร์จแบตเตอรี่อีวีให้ได้ 6 หมื่นจุดภายใน 5 ปีข้างหน้า

ส่วนรถไฟสายอลิซาเบธ (Elizabeth Line) ของอังกฤษวิ่งเชื่อมระหว่างกรุงลอนดอนกับเมืองต่างๆ ในพื้นที่ที่เรียกว่า เกรตเตอร์ลอนดอน ใช้เวลาในการก่อสร้างนาน 11 ปีและหมดเงินงบประมาณไปมากถึง 19,000 ล้านปอนด์ แต่เมื่อเปิดบริการ 3 ปีที่แล้ว ปรากฏว่ามีผู้คนใช้บริการอย่างเนืองแน่น ปีละกว่า 243 ล้านเที่ยว

อลิซาเบธไลน์วิ่งผ่านสนามบินฮีธโรว์ เข้าสู่กรุงลอนดอน ที่สถานีเพดดิงตัน รวม 41 สถานี มีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดินลอนดอน และสถานีรถไฟรางเบาด็อกแลนด์ สถานีรถไฟแห่งชาติใช้เวลาวิ่งจากสนามบินฮีธโรว์ถึงสถานีเพดดิงตัน 35 นาทีช่วยลดปัญหาการจราจรคับคั่ง

ถ้าเปรียบเทียบระหว่างรถไฟสายอลิซาเบธกับรถไฟสายแอร์พอร์ตลิงก์บ้านเราก็น่าจะได้ วิ่งเชื่อมสนามบินกับใจกลางเมืองเหมือนกัน

ข้อเสียของแอร์พอร์ตลิงก์ คือไม่มีที่จอดรถรองรับเพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณสถานีสุวรรณภูมิ สถานีลาดกระบัง สถานีทับช้าง หรือสถานีหัวหมาก การรถไฟฯ ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ ควรวางแผนก่อนก่อสร้างให้มีที่จอดและจร (park and ride) เพื่อให้ผู้โดยสารที่อยู่ชานเมืองขับรถมาจอดที่สถานีเหล่านี้

ก่อนขึ้นแอร์พอร์ตลิงก์เข้าในเมือง ถ้าทำที่จอดและจร จะช่วยให้การจราจรคล่องตัวขึ้นและลดฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ได้มากกว่าที่เป็นไปในเวลานี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย