อนาคตประชาธิปไตย ใน วิถีเอเชีย (The future of Asian Democracy)
บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
อนาคตประชาธิปไตย ใน วิถีเอเชีย
(The future of Asian Democracy)
สองชายหนุ่มมารับผมที่สนามบินอินชอน เกาหลีใต้ คนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ อีกคนพูดได้แต่ภาษาเกาหลี แต่ทั้งคู่ดูเหมือนจะรู้จักผม แม้ว่าเราจะไม่เคยเจอกันมาก่อน
รถเพิ่งเคลื่อนออกจากสนามบิน คนขับที่พูดภาษาเกาหลีเท่านั้นก็หันมาหาผม เปิดโทรศัพท์ให้ดูวิดีโอคลิปหนึ่งด้วยสีหน้าภูมิใจ แม้ไม่มีซับไตเติล ผมก็จำได้ทันทีว่าเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ตอนที่อดีตประธานาธิบดียุนประกาศกฎอัยการศึก ภาพนั้นคือทหารกำลังพยายามบุกเข้าไปในอาคารราชการ จะเป็นศาลาว่าการหรือรัฐสภา ผมบอกไม่ได้แน่ชัด แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าเป็นอาคารไหน
สิ่งสำคัญคือชายเสื้อฟ้าคนหนึ่งที่กำลังขัดขืนอยู่กลางวงชุลมุน และชายคนนั้นก็คือคนขับรถของผมเอง
เขาเล่า ผ่านการช่วยแปลของเพื่อนที่นั่งข้างๆ ว่าเขาเป็นหนึ่งในประชาชนกลุ่มแรกที่วิ่งเข้าไปยืนขวาง ปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจทหาร
ฟังแล้วผมรู้สึกเหมือนได้เข้าห้องเรียนว่าด้วยประชาธิปไตยเกาหลีร่วมสมัยที่มีชีวิตจริงๆ เพราะตลอดหลายเดือน ผมติดตามข่าววิกฤตนั้นมาตลอด
อ่านบทวิเคราะห์ และพูดคุยกับเพื่อนชาวเกาหลี โดยเฉพาะศาสตราจารย์ชินแห่ง APARC มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่อธิบายให้ผมฟังถึงรากเหง้าของ “ประชานิยม” และ “ความแตกแยก” ในการเมืองเกาหลีใต้
แต่เมื่อได้ฟังจากปากของคนที่ยังมีรอยฟกช้ำจากคืนวันนั้น ทำให้ผมสัมผัสถึง “ชีพจรของความกล้าหาญ” ที่สื่อและตำรามอบให้ไม่ได้
ระหว่างรถแล่นบนทางด่วน คำถามสารพัดก็พรั่งพรูออกมาจากปากผม เหมือนชิ้นส่วนปริศนาที่พยายามต่อให้สมบูรณ์
“ทำไมกองทัพถึงไม่บุกเข้ามาในอาคาร ทำไมตำรวจไม่จับกุมพวกคุณ หรือเพราะมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงว่าอย่ายิงประชาชน หรือเพราะในวัฒนธรรมการจัดการม็อบของเกาหลีใต้ไม่ใช้ความรุนแรง หรือเพราะบทลงโทษทางกฎหมายที่เข้มงวดจนใครก็ไม่กล้าเสี่ยง?”
คำตอบที่ได้มากระท่อนกระแท่น แต่เพียงพอให้ผมเห็นความจริงข้อหนึ่ง ประชาธิปไตยเกาหลีไม่ได้ยืนหยัดเพราะกฎหมายหรือผู้นำเพียงอย่างเดียว
หากยืนหยัดเพราะประชาชนธรรมดาเลือกจะยืนตรงข้ามกับอำนาจที่เกินขอบเขต

วันนี้ผมนั่งเขียนต้นฉบับนี้อยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งกลางเมียงดง
รอบตัวเต็มไปด้วยแสงไฟนีออนและความคึกคักของการค้า แต่ใต้ผิวเมืองนี้คือความทรงจำ ตั้งแต่กวางจูปี 1980 แสงเทียนปี 2016 จนถึงการยืนหยัดต้านกฎอัยการศึกในปี 2024 ประชาธิปไตยเกาหลีใต้ไม่เคยถูกหยิบยื่นมาอย่างอ่อนโยน หากแต่ถูกช่วงชิงมาครั้งแล้วครั้งเล่าโดยประชาชนที่ปฏิเสธจะหลบตา
และพรุ่งนี้ ผมจะขึ้นเวทีใน พิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยแห่งชาติเกาหลี (National Museum of Korean Democracy) สถานที่ที่ไม่ได้มีไว้เพียงเก็บภาพถ่ายหรือจัดแสดงเอกสาร แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่ความทรงจำร่วมของประชาชนเกาหลีใต้ ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องราวการปราบปราม การลุกฮือ การสูญเสีย และการเยียวยา
แม้กระบวนการค้นหาความจริงและการปรองดองจะไม่สมบูรณ์เหมือนในตำราเรียน แต่ก็นำมาซึ่งสิ่งที่ล้ำค่ากว่า มันทำให้ประชาธิปไตยกลายเป็นมากกว่าระบอบการปกครอง หากกลายเป็นวิถีชีวิตที่ชาวเกาหลีมีความผูกพันทางศีลธรรมและวัฒนธรรมอยู่ด้วย
ในประเทศนี้ การจดจำความสูญเสียไม่ใช่เพียงเพื่อไว้อาลัย แต่เพื่อสืบทอดความรับผิดชอบ ว่าการปกป้องประชาธิปไตยคือภารกิจของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถเสื้อฟ้าในวิดีโอ หรือคนหนุ่มสาวที่จุดเทียนในควังฮวามุน
และนี่คือสามข้อฝากที่ผมจะนำขึ้นเวทีวันพรุ่งนี้ และฝากให้ผู้อ่านมติชนสุดสัปดาห์ ได้เห็นโหมโรงก่อนด้วย
First : Asia must step up.
“Our region holds the largest bloc of democracies in the world. At a time when global rules and norms are in retreat, we cannot afford to wait.”
เอเชียไม่สามารถเป็นเพียงผู้ตามในโลกที่กติกาสากลกำลังถอยร่น ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมจากภายนอก แต่คือพลังของเอเชียที่สามารถตั้งมาตรฐานใหม่ด้านสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมได้
Second : Democrats must deliver.
“Citizens will not defend democracy if democracy does not deliver.”
ประชาชนจะไม่ปกป้องประชาธิปไตย หากมันไม่สามารถส่งมอบผลลัพธ์จริง ลดความเหลื่อมล้ำ ต่อต้านคอร์รัปชั่น และทำให้ความยุติธรรมเข้าถึงได้ หากล้มเหลว ประชาชนที่เหนื่อยล้าอาจหันไปเชื่อคำสัญญาของอำนาจนิยม
Third : Youth must decide.
“The future of democracy in Asia lies with the young. Not in cynicism but in contribution.”
อนาคตของประชาธิปไตยอยู่ในมือคนหนุ่มสาว ไม่ใช่ในความเสียดสี แต่คือการมีส่วนร่วม อำนาจนิยมไม่จำเป็นต้องใช้รถถังอีกแล้ว พวกเขาใช้ความเหนื่อยล้าเป็นอาวุธ ผ่านการประชุมปลอม การเลือกตั้งกลวงเปล่า ระเบียบราชการไร้จุดจบ และข่าวลวงที่ท่วมท้น Fatigue by design
“When you grow tired, they grow strong. When you withdraw, they win by default. So do not give them that victory.”
เมื่อเราล้า เขาก็เข้มแข็ง เมื่อเราถอย เขาก็ชนะโดยปริยาย อย่าให้ชัยชนะนั้นตกไปอยู่ในมือเผด็จการ
ประชาธิปไตยคือวิถีชีวิตที่ผูกพันกับศีลธรรมและศักดิ์ศรีของทุกคน ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในคูหาเลือกตั้ง แต่ในห้องเรียน ในที่ทำงาน และในโลกดิจิทัล ในทุกครั้งที่เราเลือกความเคารพแทนการเหยียดหยาม และความกล้าแทนความเงียบ
ดังนั้น ข้อฝากถึงเยาวชนเอเชียคือ
เลือกการมีส่วนร่วมแทนการถากถาง
เลือกการลงมือแทนการยืนดู
นี่คือเสียงจากเมียงดง ที่ผมหวังว่าจะสะท้อนก้องในใจทั้งคนเกาหลี คนไทย และคนเอเชีย ว่าประชาธิปไตยมิใช่สิ่งที่ใครหยิบยื่นมา หากคือสิ่งที่เราต้องลุกขึ้นสร้าง ยืนยัน และส่งต่อด้วยตัวเราเอง ในช่วงที่ประชาธิปไตยถดถอยทั่วโลก
ถ้าพรุ่งนี้ผ่านไปด้วยดีมีอะไรน่าสนใจเยอะจะเอามาเล่าอีกทีหนึ่งครับ
