bg-single

ภัยคุกคาม ระบอบการปกครอง

06.10.2025

เหยี่ยวถลาลม

ภัยคุกคาม

ระบอบการปกครอง

ถ้ากล่าวคำว่า “คนแก่” ขึ้นมาใน พ.ศ.นี้ก็น่าจะนึกถึงคนรุ่นเบบี้บูมที่อายุตั้งแต่ 60-80 ปีซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าแก่แล้ว เพียงแต่ปัจจุบันเรียกกันเสียใหม่ว่า “ผู้สูงวัย”

สูงวัยไม่ได้เป็นปัญหาประการใด ถ้าเข้าใจวัฏจักรชีวิตซึ่งครั้งหนึ่งเบบี้บูมก็เคยเป็น “คนรุ่นใหม่” ผ่านการเรียนรู้ เจริญเต็มวัยจนวันนี้ใกล้จุดหมายปลายทางแล้ว

วงจรนี้เหมือนดวงอาทิตย์ขึ้น-ลง ธรรมชาติข้อนี้เมื่อถึงเวลาทุกคนจะเข้าใจโดยไม่ต้องมีใครสอน

ส่วนที่จะเป็นปัญหาสำหรับผู้สูงวัยจำนวนหนึ่งก็คือแม้อายุจะมากขึ้น เคลื่อนไหวอะไรก็ไม่สะดวกคล่องแคล่วเหมือนเดิม แต่ก็ยังติดยึดอยู่ในวังวนแห่งอำนาจ มุ่งมั่นจะรักษาทุกสิ่งรอบตัวให้คงเดิม ยังคงเชื่อและต้องการโลกใบเก่าที่มั่นคงสถาพร ไม่ชอบให้ใครมาปรับเปลี่ยน

พฤติการณ์แบบนั้นเรียกว่า “อนุรักษนิยม” โดยความหมายกว้างๆ ก็คือกลุ่มคนที่มุ่งปกปักรักษาสิ่งเก่าๆ เอาไว้ให้เหมือนเดิม เช่น พิธีกรรม คำสั่งสอน ความเชื่อ อำนาจที่ชี้นำ สถานะทางสังคม ฐานะทางชนชั้น ลำดับอาวุโส ฯลฯ แต่เมื่อยัดเยียดให้กับคนรุ่นหลังก็จะเกิดความอึดอัดขัดแย้งกัน

ถ้าเป็นความขัดแย้งทางการเมืองจะเรื่องใหญ่เนื่องจากต่างก็ยึดมั่นถือมั่นในแนวคิดและแนวทางของตนอาจถึงขั้นเป็น “ศัตรู” และทำลายกัน

“ประชาธิปไตย” เป็นอุดมการณ์ทางการเมือง

“คนรุ่นใหม่” เมื่อเก้าสิบกว่าปีก่อนหลงใหลประชาธิปไตย ถูก “คนรุ่นเก่า” ต่อต้านขัดขวาง รบกันเองบาดเจ็บล้มตายระเนระนาด

ถึงแม้ “ประชาธิปไตย” แจ้งเกิดได้ในปี พ.ศ.2475 แต่เจริญเติบโตมั่นคงไม่ได้ ต้องจำแลงแปลงกายเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ทิ้งแก่น คงเปลือก

ดังจะเห็นได้จาก 2 พฤติการณ์ทางการเมือง

1. รัฐประหาร

รวบอำนาจแล้วเขียนกติกาวาง “กับดัก” บังคับพลเมืองเดินตามทางที่ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก

2. ยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมือง

ห้ามไม่ให้ลงเลือกตั้ง 5 ปี 10 ปี หรือบางทีก็ “ตลอดชีวิต”

คำถามสำคัญคือ

เหตุใด ทั้ง 2 พฤติการณ์นี้จึงไม่เคยถูกใคร “ตีความ” ว่าเป็น “การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย”

ทั้งที่ “รัฐประหาร” ผิดกฎหมายและมีโทษทางอาญาถึงขั้น “ประหารชีวิต”

โลกทัศน์ที่ผิดเพี้ยนนั้นดำรงอยู่ได้ด้วย “ผู้สูงวัย”

เมื่อถึงวันที่มี “โลกทัศน์ใหม่” ปรากฏตัว เริ่มจากนาม “อนาคตใหม่” ก่อน

เปลี่ยนเป็น “ก้าวไกล”

กระทั่งกลายเป็น “ประชาชน”

พรรคการเมืองก้าวหน้า ทันสมัย มั่นคงที่จะต่อสู้ในระบบรัฐสภาอย่างเปิดเผยนี้ถูกคนรุ่นก่อนและฝ่ายอนุรักษนิยมสกัดกั้นอย่างเข้มข้นและรุนแรง

เริ่มจากเหตุการณ์ที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ให้พรรคอนาคตใหม่กู้เงินเพื่อนำไปใช้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562

“เงินกู้” ก็คือเงินกู้ นักบัญชีไม่มีผิดพลาด ไม่มีทางที่จะถูก “ตีความ” เป็นอย่างอื่น

แต่ความมหัศจรรย์ได้ปรากฏขึ้น

เงินที่ “ให้กู้” ไปนั้นพลันถูกตีความเป็น “เงินบริจาค”

พอตีความว่าเป็น “เงินบริจาค” จำนวนเงินที่ให้กู้นั้นก็ “เกินเพดาน” จากกฎหมายพรรคการเมืองกำหนด

เมื่อสลักล็อกหลุด “กิโยติน” ก็ร่วงลงสับฉับ คอขาดทันที!

เหนือชั้นไปอีกขั้นคือการชี้ว่า “เป็นภัยต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย”

ดาวฤกษ์ของการเมืองใหม่ “ธนาธร” พร้อมกรรมการบริหารพรรครวม 16 คน ถูกสั่งตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี ขณะที่ธนาธรอายุ 42 ปี ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค อายุ 41 และ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช อายุ 32 ปี

“อนาคตใหม่” ที่กล้าจุดไฟแห่งความหวังถูก “ยุบพรรค” ช็อกคนรุ่นใหม่

แต่คงไม่จบเกมหรือปิดฉาก “โลกทัศน์” ที่ขัดกันลงได้ง่ายๆ

“อนาคตใหม่” เปลี่ยนเป็น “ก้าวไกล”

“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” กับ “ชัยธวัช ตุลาธน” จัดทีมเดินบนเส้นทางประชาธิปไตยที่โล่งแจ้งเปิดเผยต่อไป

ความหวังของ “ก้าวไกล” จดจ่อที่สนามเลือกตั้งทั่วไปปี 2566

และแล้วสิ่งที่ฝ่ายอนุรักษนิยมคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง ได้ที่นั่ง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด กลายเป็นพรรคอันดับ 1 ที่มีความชอบธรรมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ภายใต้กติกาที่บิดเบี้ยว ในอึดใจเดียวก็เกิด 2 เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง

1. เพื่อไทยบอกเลิกพันธสัญญาที่จะสนับสนุนก้าวไกลให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

2. พรรคก้าวไกลถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “นโยบายที่เสนอให้แก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112”

ถึงแม้ว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นงานของสภานิติบัญญัติ และยังห่างไกลจากความเป็นไปได้ ยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เข้าสู่กระบวนการของรัฐสภา แต่ก็จบเกมทันทีเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ “ยุบพรรคก้าวไกล”

“ใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49”!

“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ว่าที่นายกรัฐมนตรีในวัย 43-44 ขณะนั้นพร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี

ภายใต้ยุคที่ต่อเนื่องจากรัฐประหารปี 2557 หลังเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2562 พรรคอนาคตใหม่ถูกวินิจฉัยว่า “เป็นภัย” ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย

หลังเลือกตั้งครั้งที่สองในปี 2566 วินิจฉัยว่า “ใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ” ให้ยุบพรรคก้าวไกล

พลเรือนจำนวนหยิบมือจากพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล ไม่มีทั้งกำลังรบ ไม่ต้องเคลื่อนพลและระดมสรรพอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลก็สามารถเป็น “ภัย” ต่อระบอบการปกครอง และเป็น “ผู้ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” ได้

การเมืองช่างน่าเบื่อ นักการเมืองก็เน่า ฉ้อฉลโกงกิน จ้องใช้งบประมาณเอื้อธุรกิจรับเหมา หรือหากินจากเมกะโปรเจ็กต์ เป็นเรื่องจริง มีอยู่จริง แต่ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นภัย ไม่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง ทุกคนทุกพรรคสบายดี

ต่างกับพรรคการเมืองโลกทัศน์ใหม่ “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” ที่ถูกสอยติดๆ กันสองครั้งสองคราด้วยข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงราวกับประเทศนี้ไม่ได้อยู่ในระบอบที่มีเสรีภาพ ไม่ใช่เวทีของเสรีชน

ประชาธิปไตยไทยเป็นระบอบการปกครองที่ชวนให้พิศวงงงงวย!?!!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด