คติของมาเคียเวลลี ที่ว่า ‘ดึงเงินคนอื่นมาแจกเขา’ ‘อย่าดึงเงินเราไปแจกคนอื่น’
Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
แนวคิดหนึ่งของนิคโคโล มาเคียเวลลี (Niccolo Machiavelli) ที่ไม่ค่อยได้รับการพูดถึงมากนัก แต่เป็นเรื่องสำคัญที่มักพบเห็นอยู่ตลอดเวลาในแวดวงการเมืองและกิจการสาธารณะก็คือนโยบายการจ่ายแจก จัดสรร และกระจายงบประมาณ
เพราะวิธีการจัดการทรัพยากรส่วนรวมอย่างชาญฉลาดมีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุนอำนาจบารมีของผู้ปกครอง รวมทั้งยังประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์ได้ด้วย
ใน The Prince (เจ้าผู้ปกครอง) บทที่ 16 Generosity and meanness (ความใจกว้างและใจแคบ) มาเคียเวลลีอธิบายว่าการที่ผู้ปกครองแสดงให้ประชาชนเห็นเป็นที่ประจักษ์ว่ามีความใจกว้างนั้นเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องระวัง
เนื่องจากว่าแม้ความใจกว้างเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งซึ่งน่ายกย่องก็จริง ทว่า ก็สุ่มเสี่ยงและทำลายผู้ปกครองได้
และมันไม่ได้นำชื่อเสียงมาให้เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถนำ “ชื่อเสีย” กลับมาว่าใจแคบได้เช่นกัน ความใจแคบจึงเป็นผลด้านกลับของใจกว้าง
ใจกว้างหมายถึงนิสัยการใช้จ่ายแบบมือเติบหรือใจป้ำเรื่องเงินๆ ทองๆ โดยไม่ประมาณตน แม้ว่าการหว่านเงินลงไปสู่ผู้คนจะสร้างอำนาจบารมีแก่ตัวผู้นำได้ก็ตาม แต่ก็เป็นอันตรายต่อผู้นำด้วย
เนื่องจากการใจป้ำทำให้ต้องควักกระเป๋าอยู่ไม่ขาด แต่ไม่มีใครสามารถแจกจ่ายตลอดไปโดยไม่มีวันหมด จึงไม่ควรทำตัวป๋ากับทุกๆ คนในทุกๆ เรื่อง
เพราะวันใดที่ผู้นำไม่ใจป้ำอีกต่อไปก็ย่อมถูกติฉินนินทาว่าขี้เหนียว
ด้วยเหตุนี้ความใจแคบจึงเป็นชื่อเสียที่ตามมาโดยปริยายจากนิสัยใจกว้าง
ดังนั้น ผู้นำจึงไม่ควรพะวงกับการรักษาหน้า จนทำให้สุรุ่ยสุร่ายเอาทรัพย์สินส่วนตัวไปช่วยเหลือแจกจ่ายคนอื่น
ผู้ปกครองที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือย่อมมีโอกาสหาเงินมาช่วยชาวบ้านได้ง่ายและมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากมีช่องทางในการเรียกเก็บภาษีเพิ่มงบประมาณ แต่ถ้าผู้ปกครองมีพฤติกรรมใจกว้างก็มีภาระมาก ยิ่งชอบแจกเอาใจประชาชนเท่าไรก็ยิ่งมีรายจ่ายมาก และจำเป็นต้องมีงบประมาณมาก ซึ่งบีบบังคับให้ต้องรีดภาษีมากตามไปด้วย จึงทำให้ประชาชนเริ่มเกลียดชัง กระทั่งวันใดที่ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายแจกได้อีก ผู้คนก็ไม่เคารพเขาอีกต่อไป
ดังนั้น ผู้ที่ใจกว้างเกินไปจึงทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ทางการเงิน ซึ่งจะหวนกลับมาทำลายตัวผู้ปกครองเองในที่สุด
นอกจากนั้นการหว่านเงินทองลงไปยังก่อให้เกิดประโยชน์เฉพาะแก่คนส่วนน้อยเพียงบางกลุ่มเท่านั้น ขณะที่คนส่วนใหญ่กลับไม่ได้รับ เมื่อจำนวนคนได้มีน้อยแต่ปริมาณคนไม่ได้มีมากกว่าเสมอ ทำให้ผู้ปกครองมีภาพลักษณ์เป็นคนตระหนี่เสียมากกว่าอารีเผื่อแผ่
การที่ผู้ปกครองเอาแต่คำนึงถึงหน้าตาเพราะกลัวถูกครหาว่าขี้เหนียว จึงกลับทำให้บั้นปลายกลายเป็นภาพจำว่าใจดำเสียมากกว่า
ตรงข้ามกับผู้นำที่ดูใจดำในช่วงแรก กลับลงเอยด้วยคำชื่นชมจากประชาชนว่าใจกว้างในเวลาต่อมา เพราะความประหยัดและมีวินัยทางการเงินทำให้รัฐไม่ต้องเพิ่มภาษีหรือเรียกเก็บภาษีเพิ่ม แต่ก็ยังสามารถทำนุบำรุงประเทศและต่อต้านภัยรุกรานได้
ผู้คนส่วนใหญ่จึงแซ่ซ้องสรรเสริญว่าเขาเป็นผู้นำที่ใจกว้าง เนื่องจากไม่ได้ขูดรีดเงินทองของประชาชนแต่ก็บริหารบ้านเมืองได้ราบรื่น
ซึ่งแม้มีบางคนไม่ชอบเพราะไม่ได้รับการจ่ายแจก หรือเพราะไม่ได้รับผลประโยชน์ก็ตาม ทว่า คนที่รู้สึกเช่นนี้ก็มีอยู่น้อยมาก
มาเคียเวลลีเสนอว่าตราบใดก็ตามที่ผู้ปกครองสามารถปกป้องบ้านเมืองได้ โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน และยังความผาสุกมาสู่รัฐ ก็ไม่ต้องกังวลกับการถูกตราหน้าว่าใจคอคับแคบที่ไม่ดำเนินนโยบายจ่ายแจก
โดยกล่าวว่า “ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องกังวลต่อการถูกตราหน้าว่าขี้เหนียว เพราะมันเป็นคุณสมบัติด้านลบอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ปกครองต้องใช้สำหรับคงไว้ซึ่งอำนาจ” (A ruler need hardly worry about a reputation for meanness; it is one of the negative qualities that keep him in power.)
อย่างไรก็ตาม มาเคียเวลลีแยกสถานการณ์นี้ออกเป็น 2 กรณี คือ
(1) ผู้ปกครองที่อยู่ในอำนาจแล้ว
และ (2) คนที่กำลังแสวงหาอำนาจแต่ยังขึ้นสู่อำนาจไม่ได้
โดยกล่าวว่า “ผู้ปกครองที่อยู่ในอำนาจกับคนที่กำลังแสวงหาอำนาจเป็นคนสองประเภทที่แตกต่างกัน สำหรับผู้ปกครองที่อยู่ในอำนาจแล้ว การใจป้ำทำให้เกิดอันตราย ส่วนผู้ที่กำลังแสวงหาอำนาจนั้น การใจป้ำก็จำเป็น” (A ruler in power and a man seeking power are two different things. For the ruler already in power generosity is dangerous; for the man seeking power it is essential.)
ในกรณีแรกผู้ที่มีอำนาจแล้วทำตัวป๋าจะนำพาอันตรายมาให้ จึงต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเข้มงวดสมเหตุสมผล ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเอาใจประชาชน
ซึ่งตรงข้ามกับผู้ที่ไม่มีอำนาจแต่กำลังชิงชัยเพื่อเข้าไปยึดกุมอำนาจรัฐ ในกรณีหลังจำเป็นต้องดำรงตนเป็นคนใจกว้างช่วยเหลือผู้อื่น ทว่า เมื่อขึ้นสู่อำนาจได้แล้วก็ต้องหยุด และรักษาระเบียบวินัยการใช้จ่ายเงินให้เป็นปกติ
มีบางกรณีที่ผู้ปกครองสามารถใช้ทรัพย์สินเงินทองอย่างฟุ่มเฟือยได้หรือไม่?
คำตอบก็คือ “ได้” แต่ทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นเงินทองของคนอื่นหรือได้มาจากรัฐอื่นเท่านั้น ไม่ใช่เงินทองของตัวเองและประชาชนของตน
ดังคติที่ว่า “ดึงเงินคนอื่นมาแจกเขา อย่าดึงเงินเราไปแจกคนอื่น” ซึ่งทำให้ผู้ปกครองยืนระยะอยู่ได้โดยไม่อ่อนกำลัง
มาเคียเวลลีกล่าวว่า “การใช้เงินของคนอื่นไม่ได้ทำให้ฐานะของคุณตกต่ำลง แต่กลับทำให้สูงขึ้น มีแต่การใช้เงินทองของคุณเองเท่านั้นที่ทำให้เผชิญกับความเสี่ยง” (Spending other people’s money doesn’t lower your standing – it raises it. It’s only spending your own money that puts you at risk.)
แต่เนื่องจากการดึงเงินคนอื่นหรือรัฐอื่นๆ นั้นทำได้ยากและมีไม่บ่อย จึงทำให้โอกาสที่ผู้ปกครองจะใช้จ่ายมือเติบก็ยากตามไปด้วย
แม้จะจริงที่ว่าผู้ปกครองอันชาญฉลาดสามารถบริหารงบประมาณให้กระจายผ่านมาสู่ประชาชนทำให้ผู้คนรู้สึกสำนึกบุญคุณ ทั้งๆ ที่เงินเหล่านั้นอันที่จริงแล้วมีที่มาจากภาษีซึ่งผันมาจากกระเป๋าของประชาชนแท้ๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าให้ผู้ปกครองทุ่มเงินลงไปเอาอกเอาใจชาวประชา
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าผู้ปกครองต้องผันงบประมาณไปแจกจ่ายผู้คนอย่างไม่บันยะบันยังเพื่อสร้างฐานกำลังและบารมีทางการเมือง กระทั่งกลายเป็นข้ออ้างในการทุจริตคอร์รัปชั่นและโยกงบประมาณมาใช้อย่างฉ้อฉล
แต่มาเคียเวลลีไม่ได้เสนอให้ฉ้อโกงหรือผลาญเงินทองที่มาจากภาษีประชาชนของตนเอง ซ้ำยังย้ำเตือนให้ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังเพื่อความคุ้มค่า
นโยบายจ่ายแจกทั้งหลายมีได้ก็แต่เฉพาะเวลาที่ได้เงินมาจากแหล่งอื่นเท่านั้น ถึงจะไม่กระทบเทือนต่อทั้งผู้ปกครอง ผู้ใต้ปกครอง และเสถียรภาพของรัฐ ดังนั้น แนวทางที่ถูกต้องคือระลึกว่าการผลาญงบประมาณที่มาจากประชาชนย่อมสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายในบ้านเมือง ผู้คนอดอยากหิวโหย ประเทศอ่อนแอ และทำให้ประชาชนหันมาเกลียดชังผู้ปกครอง
แต่ผู้ปกครองที่ดีต้องไม่ทำให้คนเกลียด ตามแนวคิดของมาเคียเวลลีที่ว่าผู้ปกครองควรทำให้ประชาชนทั้งรักและกลัว แต่ถ้าไม่สามารถทำให้มีทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ก็ควรเลือกให้คนกลัว โดยมิให้บานปลายกลายเป็นความเกลียดโดยเด็ดขาด1
เพราะเมื่อใดที่ประชาชนเกลียดชังผู้ปกครองแล้วไซร้
ป้อมปราการหนาแน่นเพียงใดก็เอาไม่อยู่
1 ผู้สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความเรื่อง “ทำไมมาเคียเวลลีถึงคิดว่าปกครองให้คนกลัวดีกว่าปกครองให้คนรัก” ทางลิงก์ https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_861255
