bg-single

ไม่ควรให้ท้ายคนทำลายงานศิลป์

14.10.2025

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

www.facebook.com/bintokrit

ไม่ควรให้ท้ายคนทำลายงานศิลป์

งาน Krung Thep Creative Streets ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-21 กันยายน 2568 เปิดตัวไปอย่างสวยงามแต่ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก

แต่กลับกลายเป็นข่าวใหญ่โตที่ผู้คนสนใจและได้รับการพูดถึงอย่างอึกทึกครึกโครมในเวลาต่อมา หลังจากผลงานศิลปะของ “คาโรลินา อดัน คาโร” (Carolina Adan Caro) ศิลปินสาวชาวสแปนิช ถูกทำลายโดยวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งซึ่งแอบเข้ามาพ่นสีสเปรย์ทับงานศิลปะของเธอ ในวันที่ 27 กันยายน 2568 หลังจากเสร็จสิ้นการจัดงาน Krung Thep Creative Streets ไปไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

การจัดงานในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและสถานเอกอัครราชทูตในสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA)

เนื่องในโอกาส European Heritage Day 2025 อันเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีและพัฒนาเมืองร่วมกัน ผ่านการใช้ศิลปะเป็นตัวผลักดันและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในบริเวณพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพเหมาะสม

โดยโครงการนี้จะทำให้เกิดการเชื่อมย่านสร้างสรรค์ต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น เจริญกรุง ตลาดน้อย สุรวงศ์ ทรงวาด ลุมพินี สาทร เป็นต้น

งานศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่จะกระจายตัวออกไปตามสถานที่ต่างๆ จำนวน 15 จุด แต่ละจุดเป็นฝีมือของศิลปินสตรีตอาร์ตนานาชาติทั้งไทยและต่างประเทศ

ไม่ว่าจะเป็น Alex Face, Waris_MSV, Gong Klomklieng, Luckyleg จากประเทศไทย

Romain Froquet, Olivia de Bona, Seb Toussaint, Myrtille Tibayrenc, Martin Claude, Laurent Avril จากฝรั่งเศส

FGB จากสหราชอาณาจักร Christian Storm จากเดนมาร์ก Carolina Adan Caro จากสเปน Stian Borgen จากนอร์เวย์ และ Linda Steiner จากออสเตรีย

เหตุการณ์ทำลายงานศิลป์ชิ้นนี้เกิดขึ้นจากน้ำมือของชาย 3 คน โดยขี่รถจักรยานยนต์เข้ามายังจุดซอยเจริญกรุง 30 ย่านตลาดน้อย อันเป็นตำแหน่งที่งานศิลปะของคาโรลินา อดัน คาโร จากสเปนปรากฏสู่สายตาสาธารณชน จากนั้นก็พ่นสีสเปรย์ทับลงไปบนตัวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดที่เป็นใบหน้าหญิงสาว ด้วยลวดลายตัวอักษร (Tag) แบบที่มีให้เห็นอยู่กลาดเกลื่อนตามสถานที่รกร้างต่างๆ

พฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับงานของคาโรลินา อดัน คาโรได้รับการกล่าวอ้างตามมาในภายหลังว่าคือการบอมบ์ (bombing) ซึ่งเป็นวิถีปกติของศิลปินสายสตรีต

แม้ศิลปินเจ้าของผลงานจะไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ แก่สาธารณชนต่อเรื่องที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่เหตุการณ์นี้ก็สร้างความเดือดดาลให้กับผู้คนจำนวนมาก

ตั้งแต่ รศ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้คนในพื้นที่ จนมาถึงประชาชนทั่วไปที่ชื่นชมผลงานของคาโรลินา อดัน คาโร โดยก่นด่าพฤติกรรมทำลายงานศิลปะที่ทรงคุณค่าโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการละเมิดทรัพย์สินของผู้อื่นในบริเวณซึ่งมีเจ้าของและผู้รับผิดชอบพื้นที่อย่างชัดเจน

ซ้ำร้ายยังกลบทับทำลายลงไปด้วยลวดลายที่ไม่สวยงาม เลอะเทอะ ด้อยคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์

ในทางกฎหมายพฤติการณ์ทำลายงานศิลป์ครั้งนี้ผิดอย่างชัดแจ้งอยู่แล้ว จึงไม่เป็นที่ถกเถียงกันว่ากระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่ ข้อไหน อย่างไร

เช่น มาตรา 358 ข้อหาทำให้เสียทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 362 ข้อหาบุกรุก มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเกิดขึ้นในตอนกลางวัน และโทษจะหนักขึ้นหากเกิดในยามวิกาล เป็นต้น

ล่าสุด ผู้ต้องหาจำนวน 2 ใน 3 รายได้เข้ามอบตัวแล้ว คดีความจึงอยู่ในระหว่างการสอบสวน และกำลังตามตัวผู้กระทำผิดที่เหลือเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีความเห็นบางส่วนที่สวนกระแสในเรื่องนี้โดยมีเหตุผลที่พอจะประมวลได้ 4 ข้อ ได้แก่

(1) งานศิลปะที่ถูกวาดหรือพ่นลงไปในพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่เปิดนั้นคือการท้าทายที่ต้องยอมรับการถูกท้าทายด้วย เมื่อใครเลือกพื้นที่เช่นนี้ในการแสดงงานก็ต้องยอมรับการท้าทายจากผู้อื่นให้ได้

(2) การบอมบ์งานศิลปะตามตึกรามบ้านช่องและท้องถนนเป็นวิถีปกติที่ศิลปินสายนี้สามารถทำใส่กันไปมาได้โดยไม่ถือว่าเป็นความผิดเหมือนการทำลายงานศิลปะที่จัดแสดงในพื้นที่อื่น เช่น แกลเลอรี่ ฯลฯ

(3) ศิลปะในพื้นที่เปิดหรือจิตวิญญาณของกราฟฟิตี (Graffiti) ดั้งเดิมนั้นคือการขบถอยู่แล้ว เป็นการส่งเสียง เพื่อต่อต้าน ต่อสู้ เสียดสี ประกาศให้โลกรู้ หรือปลดปล่อยอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดบางประการที่ถูกกดทับหรือซ่อนเร้นอยู่ในสังคม โดยทำลายมาตรฐานข้อห้ามต่างๆ และลักลอบสร้างผลงานในพื้นที่สาธารณะซึ่งคนมองเห็นได้มากแต่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ ดังนั้น งานของคาโรลินา อดัน คาโร ซึ่งอยู่ในพื้นที่สาธารณะก็ย่อมอยู่ในข่ายที่สามารถถูกคนอื่นมาบอมบ์ได้ทุกเมื่อ และผู้คนก็ควรยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น

(4) ควรปล่อยให้สังคมมีเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งรวมทั้งการบอมบ์งานด้วย ไม่ใช่ปิดกั้นการแสดงออกแบบที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ เช่น งานศิลปะที่ทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจก็ถูกแบนจากหอศิลป์ เป็นต้น

ซึ่งผมคิดว่าทุกข้อไม่มีน้ำหนัก เพราะ

(1) การแสดงงานศิลปะในพื้นที่เปิดนั้นไม่จำเป็นว่าต้องยอมรับการถูกท้าทายหรือทำลายโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะพื้นที่เปิดไม่ได้เป็นกฎโดยอัตโนมัติว่าต้องยอมรับให้ใครมาท้าทายหรือทำลายได้ แต่จะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความเป็นเจ้าของ และวัตถุประสงค์ของพื้นที่นั้นๆ

(2) วิถีการบอมบ์งานจะถูกหรือผิดก็ทำกันไปในบรรดาคนเหล่านั้น แต่ไม่สามารถเอาวิถีนั้นมาบังคับให้คนอื่นที่อยู่นอกเหนือจากกลุ่มของตนให้ต้องยอมรับได้

ในกรณีของคาโรลินา อดัน คาโร ก็แทบไม่ต่างอะไรกับการแสดงงานในแกลเลอรี่ เพราะตัวศิลปิน เจ้าของโครงการ เจ้าของพื้นที่มีจุดประสงค์ในการแสดงแบบปกติทั่วไปในแกลเลอรี่ เพียงแต่เปลี่ยนผนังจากในอาคารออกมาอยู่ข้างนอกให้คนทั่วไปมองเห็นได้ง่ายและเห็นได้ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น การยกข้ออ้างวิถีบอมบ์งานมาใช้กับโครงการ Krung Thep Creative Streets จึงไม่สามารถอ้างได้

(3) งานของโครงการ Krung Thep Creative Streets ไม่ใช่การออกมาต่อต้านสังคมหรือมาจากวิญญาณขบถ จึงไม่ได้อยู่ในเกมของพวกใต้ดินที่จะต้องขิงใส่หรือบลั๊ฟฟ์กันไปมา เหมือนพวกที่ชอบท้าต่อยกันข้างถนนแบบ Street Fighter ก็ไม่สามารถเอาวิถีของตนไปใช้กับคนที่เขาจัดแข่งมวยสมัครเล่นภายใต้กติกาสากลในรั้วโรงเรียนได้ โลกคนละใบ เกมคนละเกม วิถีคนละแบบ ไม่ควรบุกข้ามไปถล่มทำลายคนอื่นที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

(4) เสรีภาพในการแสดงออกควรมีและรักษาไว้ให้ได้ แต่ไม่ควรเอามาปะปนกับเรื่องนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับภาพของคาโรลินา ดัน คาโร ไม่ใช่การใช้เสรีภาพในการแสดงออกของศิลปิน แต่เป็นการทำลายบ้านเมืองของพวกมือบอนที่ประกาศศักดา

เมื่อฟังคำให้การของคนที่มอบตัวแล้วก็ไม่ใช่การต่อสู้ทางชนชั้นอะไร การต่อสู้และเรียกร้องเสรีภาพของศิลปินควรดำเนินต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องให้ท้ายพฤติกรรมทำลายงานศิลป์เช่นครั้งนี้

สรุปก็คือวิถีการบอมบ์งานเป็นสิ่งที่ผิดและไม่อาจยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ซึ่งมีเจ้าของชัดเจน จัดแสดงอย่างเป็นทางการ และมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาและสร้างสรรค์ประโยชน์สาธารณะ ซึ่งไม่ได้อยู่ในสนามเดียวกันกับการเปล่งเสียงของจิตวิญญาณขบถต่อสังคม จึงไม่ใช่พื้นที่เพื่อทำลาย แต่เป็นพื้นที่ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์และจรรโลงชุมชนผ่านความร่วมมือเชิงศิลปะ

เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครสามารถอ้างความชอบธรรมในการบอมบ์งานได้ และไม่ควรแก้ต่างเชิดชูให้คนมือบอนที่ไม่ได้มี “สาร” อะไรจะส่งไปถึงสังคม นอกจากต้องการประกาศศักดาของตนเท่านั้น รวมทั้งไม่มีทักษะฝีมืออะไร แต่กลับไปทำลายงานศิลป์ของศิลปินที่มีฝีมือจริงๆ

การยกย่องกลุ่มคนเหล่านี้แบบเกินจริงเป็นการให้ค่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหาสังคมให้กลายเป็นวีรบุรุษของคนบางกลุ่ม ซึ่งเป็นการให้ท้ายที่อาจทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบมากขึ้น และกระทบกระเทือนไม่เพียงแต่ศิลปินที่ถูกทำลายผลงานเท่านั้น

แต่ยังทำลายความรู้สึกของทั้งประชาชน คนทำงานพัฒนา และชุมชนเจ้าของพื้นที่อีกด้วย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง