บทความพิเศษ | นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย
ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
การสร้างความเข้มแข็งชมรมผู้สูงอายุ
ทันทีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง งานสร้างความเข้มแข็งชมรมผู้สูงอายุก็ได้ดำเนินต่อไปสู่ระยะที่ 4
ระยะที่ 4 ช่วง พ.ศ.2566-2568
เมื่อการระบาดใหญ่ของโควิด-19 เริ่มผ่อนคลายลง โครงการระยะที่ 4 ได้เริ่มต้น โดยนำผลการดำเนินการ 3 ระยะ มาพัฒนาต่อยอด หลักการสำคัญคือ ต้องขยายการทำงานจากการดำเนินการกับชมรมโดยตรง เปลี่ยนเป็นการทำงานกับโครงสร้างขององค์กรผู้สูงอายุในสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยฯ โดยกำหนดพื้นที่ดำเนินการใน 25 จังหวัด กระจายทั้ง 4 ภาคของประเทศ ดำเนินการผ่านกลไกจังหวัด คือ
(1) สาขาสมาคมในจังหวัด (2 คน ได้แก่ ประธาน, รองประธาน, เลขานุการ เป็นต้น ตามความพร้อม)
(2) อำเภอ ให้มีตัวแทนอำเภอละ 4 คน โดยเลือก 4 อำเภอ ที่มีความพร้อม
(3) ชมรม เลือกจากอำเภอละ 5 ชมรม โดยเลือกจากชมรมที่มีความสนใจที่จะพัฒนาตนเองให้มีความเข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายในปีที่ 1 จำนวน 500 ชมรม ปีที่ 2 จำนวน 1,000 ชมรม รวม 1,500 ชมรม
(4) เมื่อชมรมเข้มแข็งแล้วจึงยกระดับให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ชมรมที่มีการรองรับสังคมสูงวัยต้นน้ำ อายุ 45-59 ปี กลางน้ำ อายุ 60 ปีขึ้นไป ปลายน้ำ อายุวัยปลาย 80 ปีขึ้นไป จังหวัดละ 2 แห่ง แยกเป็นชมรมในเขตเทศบาล 1 แห่ง ชมรมในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล 1 แห่ง 25 จังหวัด รวม 50 แหล่งเรียนรู้

การดำเนินงาน มีการกำหนดแนวทางการดำเนินงาน 5 องค์ประกอบ และ 14 ตัวชี้วัด
5 องค์ประกอบ ได้แก่
(1) โครงสร้างและอุดมการณ์ความเป็นเจ้าของ
(2) การบริหารจัดการ
(3) กิจกรรมการดำเนินงาน
(4) การระดมทุนและทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ
(5) การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย
14 ตัวชี้วัด ได้แก่
(1) มีที่ตั้งติดต่อได้สะดวก
(2) มีข้อบังคับที่เป็นกรอบการทำงาน
(3) มีกรรมการครบ 7 ตำแหน่ง ทำงานร่วมกันเป็นทีม
(4) มีแผนการดำเนินงานโดยสมาชิกมีส่วนร่วมทำแผน
(5) มีการประชุมคณะกรรมการทุกเดือน
(6) มีการจัดทำบัญชีการเงินและชี้แจงให้สมาชิกทราบ
(7) มีทะเบียนสมาชิกสามัญและสมทบที่เป็นปัจจุบัน
(8) จัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุตลอดทั้งปี
(9) จัดกิจกรรมให้สมาชิกสมทบอย่างน้อย 4 ครั้งต่อปี
(10) กิจกรรมมีหลากหลายมิติ ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม เทคโนโลยี
(11) มีการระดมทุนจากภาคีเครือข่ายในรูปโครงการหรืองบประมาณ
(12) มีการระดมทุนด้วยวิธีพึ่งตนเอง เช่น ผ้าป่า เงินบริจาค ค่าสมาชิก จำหน่ายผลิตภัณฑ์ อื่นๆ
(13) มีการทำงานร่วมกับภาคีที่หลากหลาย ทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่น ภาคประชาสังคมชุมชน เอกชน ภาคการศึกษา เป็นต้น
(14) ชุมชน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. แม่บ้าน เยาวชน กลุ่มสตรี จิตอาสา ฯลฯ ให้ความร่วมมือและสนับสนุนชมรม
การดำเนินงานปีแรก ใน 25 จังหวัด จังหวัดละ 4 อำเภอ อำเภอละ 5 ชมรม ทำให้เป้าหมายการดำเนินงานเท่ากับ 25x4x5 = 500 ชมรม ดำเนินการจริงได้ 519 ชมรม
วิธีการสำคัญคือ การอบรมทีม “พี่เลี้ยง” (Coach) จังหวัดละ 1 ทีม และอำเภอละ 1 ทีม แต่ละทีมจะมีสมาชิก 6 คน ใช้เวลาอบรม 2 วัน โดยวิธีการคือ “การอบรมปฏิบัติการ” (workshop) เน้นการฝึกปฏิบัติและลงพื้นที่จริง จุดสำคัญคือ การเลือกจังหวัด, อำเภอ และชมรม ที่มีศักยภาพ พร้อมที่จะพัฒนาให้สามารถเป็นพี่เลี้ยงต่อไปได้ วิทยากร คัดเลือกจากผู้มีความรู้ ความสามารถสูง ทั้งจากส่วนกลาง และในพื้นที่ และใช้วิธีการแบบ “การศึกษาผู้ใหญ่” (Adult Education) หรือ “Andragogy”
วิธีการทำงานของทีมโค้ช คือ
1. เริ่มจากคิดนอกกรอบ เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ
2. สร้างทีมขับเคลื่อนผนึกกำลังจังหวัด อำเภอ และภาคีเครือข่าย
3. ทำงานเชิงรุก รุกเข้าหาชมรม รุกไปแสวงหาความร่วมมือกับภาคี
4. ใช้ตัวชี้วัด 5 องค์ประกอบ 14 ข้อ เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนพัฒนาชมรมให้เข้มแข็ง
5. ปลุกให้ชมรมตื่น ยอมรับผลการประเมินและกระตุ้นให้ชมรมลงมือพัฒนาตนเอง
6. เน้นการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active learning) ฝึกคิด ฝึกทำ ถ่ายทอด ส่งต่อ ขยายผล
ในปีต่อมา มีการขยายผลให้ชมรมที่ผ่านการพัฒนาแล้ว 1 ชมรม ขยายผลอีก 2 ชมรม ทำให้มีชมรมเข้มแข็งเพิ่มอีก 1,000 ชมรม, รวมเป็น 1,500 ชมรม
แผนงานนี้เสร็จสิ้นในเดือนมกราคม พ.ศ.2568 สามารถดำเนินการบรรลุเป้าหมายได้ดี และได้มีการประเมินผลอย่างเป็นระบบพบว่า สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ และบรรลุตามตัวชี้วัดทุกข้อ นับเป็นโครงการที่ได้รับความชื่นชมจากคณะกรรมการกำกับทิศของโครงการด้วยดี
และในที่สุด สสส.ก็ได้ให้การสนับสนุนโครงการในระยะที่ 5 แล้ว เพราะแม้โครงการใน 4 ระยะที่ผ่านมา จะสามารถสร้างความเข้มแข็งให้ชมรมผู้สูงอายุได้แล้วนับพันชมรม
แต่ยังมีชมรมผู้สูงอายุในเครือสมาชิกของสมาคมสภาผู้สูงอายุฯ อีกนับหมื่นชมรมที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งต่อไป
