ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
การเมืองไทยภายใต้ระบอบสฤษดิ์ (4)
ผลพวงของระบอบสฤษดิ์ที่สำคัญและมีผลสะเทือนอย่างยาวไกลและลึกซึ้งได้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่อย่างถาวร
พูดอย่างทฤษฎีเศรษฐกิจการเมืองก็คือการพัฒนาระบบทุนนิยมอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนกระทั่งปัจจุบันนี้สังคมเศรษฐกิจไทยก็ยังพัฒนาและเก็บกินดอกผลของการพัฒนาดังกล่าวนั้น ทั้งด้านบวกและด้านลบ ยิ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังป่วนด้วยฝีมือของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ทำให้เกิดคำถากมากมายต่อหนทางในอนาคตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งได้ตกต่ำเรี่ยดินมาหลายปีแล้ว จนส่งผลให้ราษฎรส่วนมากขาดรายได้ที่แน่นอนและเพียงพอ กลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวมากที่สุดแห่งโลกไปแล้ว
คำถามที่เริ่มใช้กันมากขึ้นขณะนี้คือ “เราจะเปลี่ยนโครงสร้างฯ” ที่ไม่ตอบโจทย์ขณะนี้ได้อย่างไร

โครงสร้างที่พูดถึงคือทางเศรษฐกิจและสังคม อันเกิดมาจากแผนการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติที่เริ่มในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั่นเอง
การพัฒนากลายเป็นแนวคิดที่เป็นใจกลางในนโยบายของคณะปฏิวัติและรัฐบาล โดยวางอยู่บนความคิดเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ได้จากคำแนะนำและปรึกษาจากธนาคารโลกและรัฐบาลอเมริกันสมัยนั้น
ทำให้ยุคสมัยนี้ต่อมาได้สมญาว่า “ยุคพัฒนา” ซึ่งจอมพลสฤษดิ์เข้าใจดีว่าพัฒนาการคือแนวคิดสำคัญของยุทธศาสตร์สหรัฐอเมริกาในระดับโลก และเป็นแนวคิดใหม่ที่จะช่วยสร้างความชอบธรรมของรัฐชาติที่จะสร้างใหม่
รัฐบาลปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ใช้ “การพัฒนา” เสมือนมนต์ขลัง
เขากล่าวว่า “งานสำคัญของเราในระยะปฏิวัตินี้คืองานพัฒนา ได้แก่ งานพัฒนาการเศรษฐกิจ การศึกษา การปกครอง และทุกสิ่งทุกอย่าง…” และตั้งคำขวัญ เช่น “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข”
ฉะนั้น การพัฒนาจึงมีความหมายที่กว้างเกินกว่าเศรษฐกิจ หากแต่ยังประสานเข้ากับปรัชญาการเมืองของจอมพลสฤษดิ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการทางอำนาจแบบไทยๆ รวมทั้งลำดับชั้นทางสังคมและการเมืองแบบจารีต
นั่นคือลักษณะการปกครองแบบดั้งเดิม ที่เรียกว่าระบบพ่อขุนอุปถัมภ์ในระยะพัฒนาของทุนนิยมโลก
จอมพลสฤษดิ์จึงสามารถประดิษฐ์สร้างคำขวัญประจำใจขึ้นมาว่า “ความผาสุกของประชาชน เป็นยอดปรารถนาของข้าพเจ้า”
ต่อมาจอมพลสฤษดิ์กล่าวว่า “เพื่อขจัดสิ่งกีดขวางแก่การพัฒนาเศรษฐกิจ …การปฏิวัติครั้งนี้จะได้ผลสำเร็จหรือล้มเหลว ก็อยู่ที่เรื่องพัฒนาการเศรษฐกิจนี้เอง ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงอาจกล่าวได้ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหัวใจของงานปฏิวัติทั้งหมด” (สฤษดิ์ ธนะรัชต์, 2505)
กล่าวในระยะยาวนี่เป็นการรื้อสร้างอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างเป็นทางการและเป็นกิจจะลักษณะครั้งแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 วาทกรรมดังกล่าวส่งผลต่อเนื่องตราบจนถึงปัจจุบัน
ความคิดว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจข้างต้นนี้มีที่มาสำคัญประการแรกจากอิทธิพลภายนอกคือสหรัฐอเมริกาและนโยบาย “สงครามเย็น”
แต่ในความคิดของผมระยะหลังนี้ มองไปที่อีกปัจจัยหนึ่งจากภายในเอง เพราะเชื่อว่าลำพังอิทธิพลทางความคิดจากภายนอกอย่างเดียวไม่สามารถสร้างแรงจูงใจและพลังที่ดึงความร่วมมือจากผู้ปฏิบัติงานฝ่ายไทยทั้งภาครัฐราชการและเอกชนได้อย่างเต็มที่ จนกว่าแนวความคิดและจุดหมายของการพัฒนาเป็นของและมาจากความคิดไทยด้วยกันเองด้วย
นั่นคือบทบาทและคุณูปการจากข้าราชการและขุนนางนักวิชาการและนักธุรกิจอุตสาหกรรมไปถึงพ่อค้าตระกูลต่างๆ ที่พร้อมใจกันผลักดันให้การพัฒนาประเทศเป็นความจริงขึ้นมาได้
บริบทและพัฒนาการของความคิดไทยเองในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญไม่น้อยเช่นกัน
ต่อปัญหาข้างบนนี้ ต้องกลับไปพิจารณาบรรยากาศของความคิดในการบริหารจัดการประเทศตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองและภายใต้รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นต้นมา
กล่าวได้ว่า แนวคิดเรื่องการพัฒนาประเทศนั้นมีการพูดถึงก่อนแล้วตั้งแต่ยุติสงครามโลกแล้วเข้าสู่ระยะของการปฏิรูปประเทศและเสริมสร้างรัฐต่อมา โดยเฉพาะสงครามเกาหลีที่ส่งเสริมให้ตลาดสินค้าไทยเติบใหญ่ขึ้นและลดลงหลังการยุติสงคราม
เริ่มมีความคิดที่ให้ความสำคัญแก่การผลิตในสินค้าปฐมที่เป็นของดั้งเดิมเพื่อการส่งออก เพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจของคนไทยให้มากขึ้นกว่าคนจีนและคนต่างชาติ
เนื่องจากภาคเศรษฐกิจเอกชนไทยไม่สามารถริเริ่มในการผลิตเองได้ เพราะไม่เคยเป็นอิสระจากรัฐอย่างจริงจัง จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการรับภารกิจผลักดันด้านนี้ สมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ส่งเสริมการผลิตอุตสาหกรรมหลายอย่างโดยให้หน่วยงานราชการโดยเฉพาะทหารรับหน้าที่ในการผลิตเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งส่วนใหญ่ต่อมาไร้ประสิทธิภาพและขาดทุน
ต่อมาธนาคารโลกวิจารณ์ว่าควรให้ภาคเอกชนดำเนินการจะดีกว่าและถ้ารัฐบาลลดบทบาทโดยตรงในการอุตสาหกรรม จะสามารถหาเงินลงทุนต่างประเทศได้ในจำนวนมากด้วย
กล่าวโดยรวมข้าราชการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเริ่มมีความคิดแล้วว่าประเทศไทยควรมีนโยบายทาง “พัฒนาเศรษฐกิจ” และเห็นความจำเป็นของการขยับโครงสร้างของเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาภาคเกษตรกรรมและผลผลิตขั้นปฐมมูลไม่กี่ตัว นั่นหมายความว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมขึ้นมา (Ingram,1971 : 287-8)
หน่วยงานสำคัญที่ทำหน้าที่ด้านนี้คือกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งนับแต่การสถาปนาและปรับปรุงระบบการทำงานและนโยบายตั้งแต่สมัยที่นายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเสาหลักในการเสนอและผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวรุดหน้าไปพร้อมกับเศรษฐกิจของโลก
แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกมี 3 เป้าหมายคือ
ประการแรก ส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างเข้มข้น เพื่อเพิ่มอัตราความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ
ประการที่สอง ถ่ายโอนส่วนเกินจากชนบทเพื่อการลงทุนในเศรษฐกิจเมือง
ประการสุดท้าย ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อนำเข้าเทคโนโลยีและทุนสำหรับประกอบการในไทย
ฟังแล้วแทบไม่ต่างจากแนวคิดและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการเปลี่ยนโครงสร้างระบบเศรษฐกิจขณะนี้มากนัก
เพราะระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแบบที่เราและทั่วโลกกำลังทำกันอยู่นั้นคือระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งหัวใจของมันคือการผลิตสินค้าและการแลกเปลี่ยนเพื่อกำไรที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ฟังแล้วก็ไม่เห็นว่าจะสร้างปัญหาอะไรให้แก่คนรุ่นหลังต่อมา
ปัญหาที่จะเกิดต่อมาสืบเนื่องมาจากหนทางและวิธีการพัฒนาระบบทุนนิยมนั้นไม่ใช่มีเพียงแบบเดียวและประสบความสำเร็จเหมือนกันทุกที่
ตรงกันข้าม พัฒนาการของระบบทุนในประเทศต่างๆ มีลักษณะต่างและไม่เหมือนกันรวมถึงสร้างผลลัพธ์ที่อาจตรงข้ามกันก็ได้
ผมได้ข้อคิดที่สำคัญยิ่งนี้จากศาสตราจารย์สุเอฮิโร อะกิระ (Suehiro Akira) ในหนังสือคลาสสิกเรื่อง Capital Accumulation in Thailand 1855-1985 (1996) เขาเตือนว่าการจะเข้าใจระบบทุนนิยมในประเทศให้ดี จำต้องมีสองปัจจัยดังนี้
หนึ่ง มีการศึกษาทางประวัติศาสตร์อย่างระมัดระวังและมากพอในกิจกรรมของเศรษฐกิจทุน
สอง ต้องมีความเข้าใจอันลึกซึ้งขึ้นในทฤษฎีว่าด้วยสังคมทุนนิยมทั้งหลายอย่างเป็นองค์รวม
ในเส้นทางของการพัฒนาระบบทุนนิยมขึ้นมาในสังคมที่มีวิถีการผลิตก่อนระบบทุนนั้น มาร์กซ์อธิบายกว้างๆ ว่ามีการพัฒนาผ่านจากระยะของทุนพ่อค้า (merchant capital) ก่อนแล้วจึงเข้าสู่ระยะทุนอุตสาหกรรม (industrial capital) ที่จะเป็นฐานอันมั่นคงยั่งยืนของระบบทุนนิยม ในบางแห่งทุนพ่อค้าอาจมีลักษณะก้าวหน้าโดยการรับเอาจุดหมายและวิธีการผลิตแบบทุนอุตสาหกรรมเข้ามาได้
เช่นในกรณีพ่อค้าญี่ปุ่นสมัยโชกุน ทำให้พัฒนาการในสังคมนั้นก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยมได้อย่างสันติราบรื่นกว่าที่อื่น
แต่โดยทั่วไปทุนพ่อค้ามีลักษณะที่เป็นกาฝากคือแอบอิงอำนาจรัฐศักดินา (ฟิวดัล) และทำการผูกขาดการค้าจนเป็นอุปสรรคต่อการเกิดระบบอุตสาหกรรมขึ้นมา
อ.สุเอฮิโร อากิระ เสนอเส้นทางการเข้าสู่ระบบทุนนิยมว่าต้องผ่านสามขั้นตอนที่แตกต่างกันดังนี้
ขั้นแรก คือระยะลัทธิพาณิชย์นิยม (mercantilism) ขั้นสองคือระยะเสรีนิยม (liberalism) ขั้นสามคือจักรวรรดินิยม (imperialism)
ส่วนพัฒนาการระบบทุนภายใต้ระบอบสฤษดิ์ จะดำเนินไปในขั้นตอนแบบไหน ต้องติดตามตอนต่อไป
บรรณานุกรม
สฤษดิ์ ธนะรัชต์. 2505. ประมวลสุนทรพจน์ของจอมพลสฤษดิ์. พระนคร : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.
Ingram.1971. Economic Change in Thailand, 1850-1970. Stanford, California : Stanford University Press.
Suehiro Akira. 1996. Capital Accumulation in Thailand 1855-1985. Chiang Mai : Silkworm Books.
