สูตรบำนาญก้าวหน้าของคนธรรมดา : บันทึกจากเส้นทางสู่สูตรบำนาญใหม่
ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
สูตรบำนาญก้าวหน้าของคนธรรมดา
: บันทึกจากเส้นทางสู่สูตรบำนาญใหม่
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากดอยสุเทพ กาดลำพูน ตลาดจตุจักร ไปจนถึงศรีราชา บ้านฉาง มาบตาพุด และซอยอารีย์
นี่คือเส้นทางที่ข้ามผ่านหัวใจของผู้คนนับแสนชีวิต เส้นทางที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของคนธรรมดาที่มีความฝันเหมือนกัน อยากมีข้าวกิน มีที่นอนอุ่น และดูแลคนที่เรารักได้
ตลอดการเดินทางข้ามประเทศเพื่อสื่อสารเรื่องสูตรบำนาญใหม่ สิ่งที่ผมได้พบคือใบหน้าของผู้คนที่แตกต่างกันในทุกมิติ แต่มีความต้องการพื้นฐานที่เหมือนกัน
นั่นคือการได้รับความเป็นธรรมจากระบบที่พวกเขาส่งเงินสมทบมาตลอดชีวิตการทำงาน
ที่เชียงใหม่ ผู้คนหลากหลายมาร่วมรับฟัง มีคำถาม มีข้อสงสัย บางคนมาด้วยความหวัง บางคนมาด้วยความระแวง
แต่พอได้รับคำอธิบายอย่างละเอียด ได้เห็นตัวเลขที่คำนวณออกมาจากข้อมูลจริง ความเข้าใจก็ค่อยๆ เกิดขึ้น
และที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องราวของคนจริงที่ยืนอยู่ตรงหน้า คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ชีวิตสิ้นหวัง เป็นหนี้สิน ไม่สามารถประคองตัวได้เพราะสูตรบำนาญที่ไม่เป็นธรรม
พวกเขาไม่ได้มาเพราะสีการเมือง ไม่ได้มาเพราะความภักดีต่อพรรคใดพรรคหนึ่ง
พวกเขามาเพราะความหวังที่จะได้รับในสิ่งที่ควรได้รับตั้งแต่แรก
คนขับแท็กซี่ท่านหนึ่งเล่าด้วยเสียงที่เหนื่อยล้า ว่าถ้าบำนาญเพิ่มสักสองพันบาท เขาจะได้มีเวลาพักบ้าง ตอนนี้แม้เกษียณแล้ว แต่ยังต้องออกมาขับรถทุกวัน เพราะเงินบำนาญไม่พอใช้
คุณป้าอีกท่านหนึ่งดูแลคุณลุงติดเตียงอยู่ที่บ้าน หวังว่าบำนาญที่เพิ่มขึ้นจะเป็นค่าน้ำค่าข้าว เป็นค่ายาค่ารักษาพยาบาล
และมีคนหนึ่งที่ทำให้ผมประทับใจอย่างยิ่ง เขาพูดกับผมสั้นๆ ว่าแม้สูตรใหม่อาจทำให้เขาได้บำนาญลดลงเล็กน้อยหลักสิบบาทเมื่อเกษียณปี 2572 แต่เขายินดี เพราะเขาเห็นเพื่อนร่วมงานหลายคนที่ทุกข์ทรมานจากความไม่เป็นธรรมของสูตรเก่า
“เล็กน้อย ขอให้เพื่อนๆ เราได้มีชีวิตใหม่ ทำให้สำเร็จ เราอยู่ในสังคมเดียวกัน” ประโยคสั้นๆ นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ความเห็นอกเห็นใจที่ข้ามพ้นผลประโยชน์ส่วนตัว
ก่อนเริ่มงานที่เชียงใหม่ในวันนั้น ป้าไก่ซึ่งเคยทำงานที่โรงพยาบาลหลายปี ปัจจุบันรับเงินบำนาญอยู่ประมาณ 1,800 บาทต่อเดือน เข้ามาหาผมด้วยสีหน้าที่กังวล
ท่านถือเอกสารเงินเดือนและประวัติการจ่ายเงินสมทบมาด้วย
ผมนั่งคุยกับป้าไก่อย่างใกล้ชิด ฟังเรื่องราวชีวิตการทำงาน ความทุ่มเทที่ท่านมีให้กับองค์กร จากนั้นเราก็ร่วมกันกรอกข้อมูลลงในเว็บไซต์คำนวณสูตรใหม่
ตัวเลขที่ปรากฏขึ้นมาคือ 3,180 บาท เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากที่ได้รับอยู่
“ป้าจะได้เท่านี้จริงๆ หรือ?” ป้าไก่ถามด้วยเสียงสั่นเครือ มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเล็กน้อย
“เราจะได้มีโอกาสได้บำนาญสามพันกว่าบาทจริงๆ หรือเปล่า?”
น้ำตาเริ่มคลอในดวงตาของท่าน
นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข มันคือการพลิกชีวิตของคนวัยเกษียณที่ปรารถนาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น
ไม่ต้องกังวลว่าเงินจะพอใช้หรือไม่
ไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลาน สามารถดูแลตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ผู้คนที่อยู่ในงานวันนั้นต่างเข้ามาสวมกอดทีมประกันสังคมก้าวหน้า
เอ่ยคำขอบคุณและให้กำลังใจว่า “ขอให้ทำให้เต็มที่ พวกเราเชื่อใจพวกคุณ”
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความหวัง ความอบอุ่น และน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มใจ
การเดินทางไปที่ลำพูน จังหวัดที่ผู้คนตื่นตัวทางการเมืองมากที่สุดในประเทศ ห่างจากเชียงใหม่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน
เมื่อเราเดินทางพร้อมแผ่นพับสูตรบำนาญใหม่ พ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างตื่นเต้นมาก บอกว่าไม่นึกว่าจะได้พบกับพวกเราตัวเป็นๆ และเฝ้ารอบำนาญนี้มานานแล้ว
หลายคนรับบำนาญอยู่ หรือกำลังจะรับบำนาญในอีกไม่กี่ปี บางคนเป็นคนงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ค้าขายในตลาดเวลาออกกะ
เราช่วยกันกรอกข้อมูล กดคำนวณสูตรบำนาญให้
ผลที่ออกมาหลากหลาย มีตั้งแต่เพิ่มขึ้น 200 บาท ไปจนถึงเพิ่มขึ้นหลักพัน
หลายคนถามผมด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงได้เพิ่ม
เราอธิบายว่ามันคือสิ่งที่ควรได้อยู่แล้ว เป็นสิ่งที่สูญเสียไปจากความบกพร่องของสูตรในอดีต สูตรที่ไม่คำนึงถึงเงินที่จ่ายสมทบจริง แต่กลับคำนวณจากสูตรที่ซับซ้อนและไม่เป็นธรรม
ที่เชียงใหม่ มีผู้ประกันตนคนหนึ่งเปิดแอปพลิเคชันประกันสังคมให้ผมดู
เขาชี้ไปที่หน้าจอด้วยสีหน้าอิดโรย บอกว่าเขามีเงินสมทบสะสมเกือบสองแสนบาท ส่งมาตลอดชีวิตการทำงานกว่าสามสิบปี แต่เมื่อเกษียณ ได้รับบำนาญเพียง 1,700 บาทต่อเดือน ขณะที่บางคนที่เขารู้จัก สมทบเงินแค่ 70,000 บาท แต่กลับได้บำนาญถึง 4,000 บาท
นี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจริง
เกิดจากสูตรบำนาญเก่าที่คิดขึ้นเมื่อปี 2542 และไม่เคยมีใครใช้จริงจนกระทั่งปี 2557 สูตรที่ออกแบบมาโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของตลาดแรงงาน ไม่คำนึงถึงความหลากหลายของรูปแบบการจ้างงาน และที่สำคัญ ไม่ยึดหลักความเป็นธรรมที่ว่า ใครจ่ายมากควรได้มาก ใครจ่ายน้อยควรได้น้อย
การจ่ายเงินประกันสังคมคือการจ่ายภาษีประเภทหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ เพื่อออกแบบสวัสดิการของแต่ละคน เพื่อสร้างหลักประกันให้กับชีวิตหลังเกษียณ
แต่สูตรเก่าทำให้ผู้คนทุกข์ระทม กินไม่ได้นอนไม่หลับ หลายคนรู้สึกถูกหลอก รู้สึกว่าเงินที่ตัวเองส่งไปตลอดชีวิตไม่มีค่า
การพยายามแก้ไขเกิดขึ้นต่อเนื่อง มีการเสนอแนะจากหลายฝ่าย มีการศึกษาวิจัยมากมาย
แต่หลังรัฐประหารปี 2557 บอร์ดที่ตั้งขึ้นกลับขาดแรงจูงใจในการแก้ไขอย่างจริงจังมาเป็นเวลาถึง 9 ปีเต็ม
ความทุกข์ร้อนของผู้ประกันตนจึงไม่หายไปไหน ยิ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สังคมไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป
สูตรคำนวณบำนาญใหม่ หรือที่เรียกว่าสูตร CARE มีหลักการที่เรียบง่ายและเป็นธรรม
นั่นคือ คิดบำนาญตามเงินที่จ่ายสมทบจริง
การได้มากหรือน้อยไม่ได้เกี่ยวกับมาตราที่ทำงาน ไม่ได้เกี่ยวกับว่าคุณเคยเปลี่ยนงานกี่ครั้ง หรือเคยถูกเลิกจ้างแล้วกลับเข้าทำงานใหม่ แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่คุณส่งสมทบเข้ากองทุนตลอดชีวิตการทำงาน นี่คือหลักการที่ใช้ในหลายประเทศทั่วโลก
เป็นหลักการที่เป็นธรรมที่สุด เพราะมันสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของแต่ละคน
ผลที่เกิดขึ้นจากการนำสูตรใหม่มาใช้นั้นชัดเจน สำหรับคนที่ได้รับบำนาญอยู่แล้วในปัจจุบันทั้งหมด 847,050 คน มีผู้ได้รับประโยชน์ถึง 572,228 คน คิดเป็น 68% ที่ได้บำนาญเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 291 บาทต่อเดือน
อีก 274,822 คน หรือ 32% ได้บำนาญเท่าเดิม
และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีใครได้น้อยลงแม้แต่คนเดียว
นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถโต้แย้งได้
สำหรับคนที่กำลังจะรับบำนาญใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้าประมาณ 3 ล้านคน จะได้รับบำนาญที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7-8% เมื่อเทียบกับสูตรเก่า
และเมื่อมองภาพรวมทั้งระบบ กองทุนประกันสังคมจะจ่ายบำนาญตามเงินที่สมทบจริง ใช้เงินเพื่อผู้ประกันตนทั้งระบบเพิ่มขึ้นถึง 180,000 ล้านบาทใน 10 ปี
ที่อารีย์ในกรุงเทพฯ ผมจำแววตาของคุณป้าท่านหนึ่งได้ชัดเจน เมื่อเราคำนวณและบอกท่านว่าจะได้บำนาญเพิ่มขึ้น 3,000 บาทต่อเดือน
มันคือแววตาของคนที่เคยสิ้นหวังทุกอย่าง เคยคิดว่าจะต้องอาศัยลูกหลานตลอดไป เคยกลัวว่าจะเป็นภาระของครอบครัว แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นมีความหวัง มีแสงสว่างปลายอุโมงค์
ท่านกุมมือผมแน่น น้ำตาไหลพรากลงมา พูดไม่ออก แต่ผมรู้ว่าท่านรู้สึกอย่างไร
คุณป้าร้านขายผ้าในตลาดลำพูน อดีตพนักงานธนาคารที่จะได้บำนาญเพิ่มขึ้นหลายพันบาท
ผู้สูงอายุหลายคนที่มีโรคประจำตัว ต้องใช้ค่ารักษาพยาบาลสูง ทุกคนต่างคาดหวังบำนาญที่สูงขึ้น คาดหวังความเป็นธรรมที่จะเกิดขึ้น
พวกเขาคือคนจริงๆ ที่หายใจใช้น้ำใช้อากาศเดียวกับเรา มีตัวตนจริง มีชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในระบบ ไม่ใช่แค่สถิติในรายงาน
พวกเขาใช้ชีวิตสร้างบ้านสร้างเมืองมาตลอด ทำงานหนักจนร่างกายไม่ไหว แต่ยังต้องทำงานอิสระต่อไปเพื่อเลี้ยงชีพ
ร่างกายเจ็บป่วยจากการทำงานหนักมาตลอดชีวิต บางคนมีปัญหาเข่าเสื่อม หลังคดงอ มือสั่นจากการทำงานซ้ำๆ แต่ก็ยังต้องออกมาขายของ ขับรถ ทำงานต่อไป เพราะเงินบำนาญไม่พอใช้
เราไม่ต้องการอะไรมากมาย นอกจากสังคมที่อนุญาตให้เราเป็นมนุษย์ ป่วยได้ แก่ได้แบบสมศักดิ์ศรี ไม่ต้องเป็นภาระของใคร
สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยเงินที่ตัวเองส่งสมทบมาตลอดชีวิต
ผู้ประกันตนมาตรา 33 คนหนึ่งที่ชลบุรีเล่าให้ผมฟังว่า เขาไม่มีทางรู้เลยว่าชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร โรงงานที่เขาทำงานอาจย้ายไปประเทศอื่น เขาอาจถูกเลิกจ้างเพราะอายุมากเกินไป หรืออาจเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานทำให้ต้องหยุดงานก่อนเวลา ทุกอย่างไม่แน่นอน
แต่เขาดีใจที่มีสูตรบำนาญใหม่นี้ มันรับรองว่าสิ่งที่เขาส่งสมทบมาทั้งชีวิตจะมีความหมาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะได้รับบำนาญที่เป็นธรรม ตรงกับสิ่งที่เขาสมทบจริงๆ ไม่ต้องกังวลในอนาคตอีกต่อไป
เราไม่ได้มีอำนาจมากมาย ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ไม่ได้มีกำลังทหารหรือกำลังตำรวจ
แต่เราขอใช้สิ่งที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความเข้าใจ เวลา แรงกาย และหัวใจที่จริงใจ เพื่อลบคราบน้ำตาของประชาชนทุกหยดที่เคยสูญเสียไปจากความไม่เป็นธรรม
ขณะที่บางคนปั่นกระแสในโลกออนไลน์เพื่อยอดวิว เพื่อความสะใจโดยไม่มีข้อมูล เพื่อการเมืองโดยไม่สนใจชีวิตจริงของผู้คน พอทุกคนหลับเข้านอน พอกระแสผ่านไป ความไม่เป็นธรรมยังคงอยู่ ผู้คนยังคงร้องไห้และทุกข์ระทม จากนั้นพวกเขาก็ไปปั่นกระแสยอดวิวเรื่องใหม่ ไม่สนใจเลยว่าปัญหาที่พวกเขาพูดถึงได้รับการแก้ไขหรือไม่
แต่พวกเราจะอยู่ตรงนี้ จะยืนหยัดตรงนี้ จะทำงานต่อไปเพื่อลบคราบน้ำตาของทุกคน
ผมและทีมงานประกันสังคมก้าวหน้าเดินทางข้ามจังหวัด ข้ามภูมิภาค ตั้งแต่เหนือจรดใต้ เพื่อพบปะผู้คนโดยตรง เพื่ออธิบายสูตรบำนาญใหม่ให้พวกเขาเข้าใจ
ขณะเดียวกันทีมออนไลน์ก็ทำงานอย่างหนัก ใช้ความรู้ทักษะทางคณิตศาสตร์ทุกอย่างเพื่ออธิบายทุกฉากทุกสถานการณ์ของผู้ประกันตน สู้กับความเข้าใจผิดทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ สู้กับข่าวปลอม สู้กับการบิดเบือนข้อมูล
ทั้งหมดนี้เพื่อสื่อสารให้คน 570,000 คนที่จะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นได้รับรู้เรื่องราวของสูตรบำนาญใหม่
ถ้าเวลาที่มีจำกัด ผมอยากใช้เสียงของตัวเองไปบอกพวกเขาถึงหน้าโรงงาน ถึงหน้าแผงขายหน้าตลาด ไปถึงบ้านที่พวกเขาดูแลคนครอบครัวที่นอนติดเตียง ไปโอบกอดและบอกว่า ความเป็นธรรมกำลังจะมาถึง อย่ายอมแพ้ อย่าสิ้นหวัง เราจะต่อสู้เพื่อพวกคุณ เราจะใช้เสียงของพวกเรายืนยัน ใช้ความรู้สึกที่ไม่ได้รับความยุติธรรมเปลี่ยนทุกอย่างให้ถูกต้อง
ใช้พลังของคนธรรมดาที่รวมตัวกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องอำมหิตอย่างยิ่งหากใครพยายามใช้อคติทางการเมือง ใช้ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ เพื่อทำลายสูตรบำนาญที่จะทำให้คน 570,000 คนจาก 847,050 คนที่รับบำนาญอยู่มีชีวิตที่ดีขึ้น และจะทำให้อีกหลายล้านคนในอนาคตได้รับบำนาญที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7-8%
หากมีใครพยายามใช้การเมืองเข้ามาขัดขวางความเป็นธรรมนี้ พวกเขากำลังทำลายชีวิตของคนจริงๆ กำลังทำให้คนที่มีความหวังกลับกลายเป็นสิ้นหวังอีกครั้ง กำลังทำให้คนที่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ต้องกลับไปอยู่ในความมืดอีกครั้ง
ผมขอความเห็นใจจากทุกกลุ่มก้อน ทุกฝ่ายทางการเมือง ทุกคติทางอุดมการณ์ ขอความเป็นมนุษย์ ขอความเห็นอกเห็นใจที่จะมีต่อคนที่ได้รับความไม่เป็นธรรม ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเสื้อสีอะไร ไม่ว่าพวกเขาจะเคยเลือกพรรคอะไร ไม่ว่าพวกเขาจะสนับสนุนรัฐบาลใดหรือต่อต้านรัฐบาลใด พวกเขาล้วนเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีศักดิ์ศรี มีความรู้สึก มีครอบครัว มีความฝัน และมีสิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมจากระบบที่พวกเขาส่งเงินสมทบมาตลอดชีวิต
เราล้วนเท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์ มนุษย์ที่มีความต้องการพื้นฐานเหมือนกัน มนุษย์ที่รู้สึกเจ็บปวดเหมือนกัน มนุษย์ที่มีความหวังเหมือนกัน และมนุษย์ที่ควรได้รับความเป็นธรรมเหมือนกัน
การยืนยันสูตรบำนาญใหม่คือการยืนยันความเป็นมนุษย์ของเรา การยืนยันว่าเรายังรู้สึกรู้สากับความเจ็บปวดทุกข์ร้อนของผู้อื่น
ไม่ว่าผู้อื่นคนนั้นจะเป็นใคร เชื่ออะไร หรือมาจากไหน
ถ้าเรายอมให้การเมืองมาทำลายความเป็นธรรมนี้
ถ้าเรายอมให้อคติทางอุดมการณ์มาบดบังเหตุผล
ถ้าเรายอมให้ความเกลียดชังมาบังตาบังใจเรา
เราจะสูญเสียโอกาสที่จะสร้างสังคมที่ดีกว่า สังคมที่เป็นธรรมกว่า สังคมที่ทุกคนสามารถมีศักดิ์ศรีในวัยเกษียณ ไม่ต้องเป็นภาระของใคร ไม่ต้องทุกข์ทรมานจากความไม่เป็นธรรมของระบบที่บกพร่อง
สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือโอกาสทองที่จะแก้ไขความผิดพลาดที่สะสมมา 25 ปี ตั้งแต่ปี 2542 ที่สูตรเก่าถูกออกแบบมา โอกาสที่จะทำให้ระบบประกันสังคมของเรายั่งยืน เป็นธรรม และทันสมัย โอกาสที่จะทำให้คนหลายแสนชีวิตที่ทุกข์ทรมานอยู่ในตอนนี้ได้รับความยุติธรรม
และที่สำคัญที่สุด โอกาสที่จะสร้างระบบที่ดีสำหรับคนอีกหลายล้านคนในอนาคตที่จะเกษียณในอีก 10 ปี 20 ปี 30 ปีข้างหน้า
พวกเขาอาจจะเป็นลูกของเรา หลานของเรา เพื่อนของเรา เพื่อนบ้านของเรา หรือแม้แต่ตัวเราเอง ถ้าเรายังทำงานอยู่ในระบบประกันสังคม เราทุกคนจะได้ประโยชน์จากสูตรบำนาญที่เป็นธรรมนี้ ไม่ว่าเราจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบไหน ไม่ว่าเราจะอยู่ฝ่ายไหนของความขัดแย้งทางการเมือง
ความเป็นธรรมนี้จะครอบคลุมเราทุกคน เพราะมันไม่ได้แบ่งแยกตามการเมือง มันแบ่งแยกแค่ตามความจริงที่ว่า ใครส่งเงินสมทบมากควรได้มาก ใครส่งน้อยควรได้น้อย
ผมขอร้องให้ทุกคนช่วยกันมองข้ามความแตกต่างทางการเมืองในครั้งนี้
ช่วยกันมองเห็นว่านี่คือเรื่องของคนจริงๆ ของชีวิตจริงๆ
ไม่ใช่เรื่องของการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะหรือแพ้ ไม่ใช่เรื่องของว่าพรรคไหนจะได้คะแนนนิยม
นี่คือเรื่องของป้าไก่ที่จะได้บำนาญเพิ่มจาก 1,800 เป็น 3,180 บาท
เรื่องของคนขับแท็กซี่ที่จะได้พักบ้าง
เรื่องของคุณป้าที่ดูแลคุณลุงติดเตียงที่จะมีเงินค่าน้ำค่าข้าวมากขึ้น
เรื่องของผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบเกือบสองแสนแต่ได้บำนาญแค่ 1,700 บาท ที่จะได้รับความเป็นธรรมในที่สุด
เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้มีสีทางการเมือง เรื่องราวเหล่านี้มีแค่สีของน้ำตา สีของความหวัง สีของชีวิตที่ต้องการความเป็นธรรม และถ้าเรายังมีหัวใจที่เป็นมนุษย์
ถ้าเรายังมีความเห็นอกเห็นใจ ถ้าเรายังเชื่อในความเป็นธรรม เราควรจะยืนเคียงข้างกับคนเหล่านี้ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่ออะไร
นี่ไม่ใช่ชัยชนะของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
นี่คือชัยชนะของความเป็นมนุษย์
ชัยชนะของความเป็นธรรม
ชัยชนะของเหตุผลเหนืออคติ
และชัยชนะของคนธรรมดาที่รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง
เราอาจจะมีความแตกต่างในหลายเรื่อง
แต่ในเรื่องนี้ เราควรจะยืนร่วมกัน เพราะมันเป็นเรื่องของเราทุกคน เป็นเรื่องของอนาคตของเราทุกคน และเป็นเรื่องของสังคมที่เราทุกคนอยากเห็น
สังคมที่ผู้คนสามารถแก่ได้ ป่วยได้ พักได้ด้วยศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน หรือเชื่ออะไร
