โดย ธงชัย วินิจจะกูล
- อ่านความรู้การเมืองกับงานทางปัญญาที่สร้างสรรค์
- อ่าน สังคมศึกษาใต้กะลา
- อ่าน ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
- อ่าน ประวัติศาสตร์ไทยแบบรักชาติสร้างมาไม่นานและล้าสมัยไปแล้ว
- อ่าน หน้าที่’ พลเมือง VS ‘สิทธิ’ พลเมือง
- อ่าน บทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
กรณีที่หนึ่ง ครูอาจารย์ผู้สอนวิชาสังคมศึกษาในโรงเรียนมัธยมจำนวนมากกล่าวว่า ตนต้องการสอนให้นักเรียนรู้จักคิด เข้าใจ มิใช่ท่องจำ
เพราะการศึกษาสังคมศึกษาโดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์นั้น หัวใจคือการรู้จักคิดหาเหตุผล มีหลักฐานรองรับ วิพากษ์วิจารณ์ และหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งมีคำตอบหลากหลายได้
แต่เขาไม่สามารถทำได้ เพราะนักศึกษาต้องสอบ ข้อสอบก็เป็นไปในแนวทางที่ไม่ต้องคิด ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต้องรู้คำตอบเดียวที่ถูกต้อง ครูจึงต้องสอนให้เหมาะกับข้อสอบ เพื่อไม่ให้เด็กเกิดปัญหา
วิธีเรียนที่เหมาะกับข้อสอบแบบนั้นคือท่องจำคำตอบที่ตายตัว วิพากษ์วิจารณ์เพียงจำกัด จึงต้องสอนเช่นนั้นต่อไป โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์
กรณีที่สอง ผู้สอนนิติศาสตร์ในระดับมหาวิทยาลัยหลายแห่งพูดแทบเป็นเสียงเดียวกันว่า ตนต้องการจะสอนให้นักศึกษาเข้าใจความเป็นมาและสังคมวิทยาของกฎหมายที่สำคัญ เพราะการศึกษานิติศาสตร์ทั้งโลกเป็นไปทำนองนั้นแล้ว ไม่ใช่สอนแบบท่องจำ
แต่พวกเขาไม่สามารถทำได้ เพราะนักศึกษาต้องการเรียนรู้เพียงแค่ตัวบท องค์ประกอบความผิดมาตราต่างๆ ของกฎหมาย และจำคำตัดสินศาลฎีกาที่วางบรรทัดฐานในเรื่องนั้นๆ ไว้ เพราะนั่นคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้นักศึกษาสอบเนติบัณฑิต และสอบผู้พิพากษาอัยการได้
จึงต้องสอนแบบท่องจำกันต่อไป ถึงอยากจะเปลี่ยน นักศึกษาเองก็มักไม่ยอมให้เปลี่ยน เพราะกระทบต่อเป้าหมายในชีวิตของเขา
ทั้งสองกรณีสะท้อนว่า ครูผู้สอนตระหนักดีว่าการสอนสังคมศึกษาโดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์และการสอนนิติศาสตร์นั้น ต้องการความรู้ที่ถกเถียงกันได้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดและแสวงหาคำตอบอย่างมีเหตุมีผลด้วยตนเอง
แต่ผู้สอนกลับไม่สามารถทำได้ตามที่ต้องการ เพราะถูกกำหนดโดยข้อสอบ
หมายความว่าข้อสอบเป็นปัจจัยกำหนดวิธีการเรียนการสอน และกำหนดสาระว่าตายตัวหรือเปิดกว้างขนาดไหนอีกด้วย
การเรียนกฎหมายแบบท่องจำตัวบทและคำตัดสินเช่นนี้ เป็นการเรียนในโรงเรียนกฎหมายแบบอาณานิคม ซึ่งเน้นการผลิตผู้พิพากษาอย่างเร่งด่วน มารองรับกฎหมายสมัยใหม่ที่จักรวรรดินิยมทั้งหลายนำเข้ามาปลูกฝังลงในประเทศอาณานิคม
ไม่ต้องเรียนสังคมวิทยาหรือบริบทความเป็นมาของกฎหมาย เอาแค่ให้ใช้งานได้เป็นพอ
เรียกอีกอย่างว่า ความรู้นิติศาสตร์เป็นเพียงความรู้เทคนิค ให้รู้จักใช้เครื่องมือที่เรียกว่ากฎหมายไปปฏิบัติงาน
แต่ในกรณีที่ 2 นี้ ข้อสอบเป็นประตูสู่วิชาชีพโดยตรง ดังนั้น ในกรณีนี้การเรียนการสอนตอบสนองความต้องการของวิชาชีพดีอยู่แล้ว สมดังนโยบายและเจตนาของรัฐบาลทุกชุดที่ต้องการให้การศึกษาตอบสนองวิชาชีพ
แต่ย่อมหมายความว่าวิชาชีพเป็นตัวกำหนดการศึกษานิติศาสตร์ในระดับอุดมศึกษาให้เป็น “เทคนิค” การใช้กฎหมาย สำหรับผู้พิพากษาอัยการเท่านั้น
ไม่ต้องแคร์ว่าการศึกษานิติศาสตร์อย่างเป็น “ศาสตร์” เป็นวิชาการ เพื่อผลิตผู้พิพากษาอัยการที่รอบรู้ ใช้กฎหมายได้อย่างเข้าใจ และสามารถปรับตัวทันโลกได้ ไม่ใช่แค่ช่างเทคนิคทางกฎหมาย
กล่าวในทางกลับกันก็คือ โลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่วิชาชีพที่เป็นอภิสิทธิ์ชนพยายามรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนไว้ จึงแข็งขืนไม่ยอมปรับตัว กลับแช่แข็งวิชาชีพนั้นไว้ให้เป็นแบบเดิมๆ เปลี่ยนแปลงน้อยและช้ามาก
กลายเป็นว่าวิชาชีพเช่นนั้นกลับมีอำนาจไปกำหนดให้การสอนนิติศาสตร์ต้องเปลี่ยนแปลงน้อยและช้ามาก หรือ “แช่แข็ง” ตามไปด้วย
แทนที่การเรียนการสอนนิติศาสตร์จะปรับเปลี่ยนไปตามโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อปรับให้วิชาชีพเปลี่ยนไปด้วยกัน แต่กลับไม่สามารถทำได้
แทนที่ผลลัพธ์จะปรับตัวไปตามต้นทางแหล่งที่มา กลับกลายเป็นตรงกันข้าม ในภาษาอังกฤษเขาเรียกกรณีแบบนี้ว่า “Tail wagging the dog” แปลว่า หางกระดิกหมา
ถ้าหากสังคมไทยยังพอใจกับการเรียนกฎหมายแบบอาณานิคมเช่นนี้ ก็ควรที่จะปล่อยให้วิชาชีพกำหนดการเรียนนิติศาสตร์ในระดับอุดมศึกษาต่อไป ควรปล่อยให้หางกระดิกหมาต่อไป
ก็คงต้องเรียนนิติศาสตร์อย่างเป็นเทคนิคการใช้กฎหมายดังที่เป็นอยู่กันต่อไป คงต้องเรียนแบบท่องจำตัวบท องค์ประกอบความผิด และท่องฎีกากันต่อไป
การยกย่องชมเชยคนที่สามารถเป็น “ตู้ฎีกา” ได้ก็คงจะทำกันต่อไป ทั้งๆ ที่เป็นอาการผิดปกติของการศึกษานิติศาสตร์
แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ที่สังคมไทยตระหนักถึงอาการผิดปกติ กลับหน้ากลับหลังกันเช่นนี้ และต้องการปรับเปลี่ยนให้หมาเป็นฝ่ายกระดิกหางเสียที ย่อมหมายถึงการรื้อการเรียนการสอนนิติศาสตร์ครั้งใหญ่
ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ คงจะต้องลดอำนาจของวิชาชีพที่มากำหนดการศึกษานิติศาสตร์ หรือถึงขนาดปรับความสัมพันธ์กันเสียใหม่
สารภาพว่าผมยังมองไม่เห็นทางออกอย่างเป็นรูปธรรม
ย้อนกลับไปที่กรณีที่ 1 การสอนสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมนั้น ข้อสอบซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดบงการ การเรียนการสอน กลับไม่ได้เป็นประตูโดยตรงสู่วิชาชีพใดๆ โดยเฉพาะ
แถมยังน่าสงสัยว่าบรรดาผู้สอนวิชาสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ในระดับอุดมศึกษานั้น พอใจกับข้อสอบที่คัดกรองเด็กท่องจำเก่ง ยึดคำตอบเดียวโดยไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ไม่ต้องคิด เช่นนั้นหรือ
แต่ข้อสอบกลับมีความสำคัญในแง่ที่เป็นตัววัดว่าเด็กได้รับการปลูกฝังความรู้ประวัติศาสตร์ และรู้จักหน้าที่พลเมืองในแบบที่รัฐต้องการดีหรือยัง มากน้อยฝังใจขนาดไหน
ซึ่งเราท่านก็รู้กันอยู่ว่ามิได้หมายถึงเป็นพลเมืองที่แข็งขัน แต่เป็นพลเมืองที่อ่อนน้อม เชื่อฟังรัฐ มิได้หมายถึงความรู้ประวัติศาสตร์อย่างวิพากษ์วิจารณ์ คิดอย่างเป็นตัวเอง แต่หมายถึงการสมาทานอุดมการณ์ราชาชาตินิยม
ในกรณีนี้ ข้อสอบกำหนดการเรียนการสอนที่สร้างผลลัพธ์ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับขั้นต่อไปของชีวิตของเขาด้วยซ้ำไป ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่อ่านไม่ค่อยเป็น คิดไม่ค่อยเป็น เขียนหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่อง สำหรับการเรียนระดับอุดมศึกษา
หรือแรงงานฝีมือค่อนข้างต่ำ เพราะคิดไม่ค่อยเป็น ปรับตัวไม่ค่อยได้ ออกไปประกอบอาชีพการงาน
ในกรณีเช่นนี้ สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าข้อสอบเป็นส่วนสำคัญ กำหนดบงการการศึกษาที่ผลิตผลลัพธ์เช่นนี้ หางที่กระดิกหมาในแบบนี้ไม่รับใช้อะไรเลย ไม่ว่าวิชาชีพหรืออุดมศึกษา
รับใช้อย่างเดียวคือรัฐ ซึ่งต้องการผลิตซ้ำพลเมืองหัวอ่อน เซื่องๆ เชื่อฟัง กลัวอำนาจ และเป็นรัฐที่พยายามปลูกฝังสืบทอดอุดมการณ์ล้าหลังให้กับเยาวชนของชาติ
ในกรณีเช่นนี้ ความล้มเหลวของการศึกษาเกิดขึ้นจากตัวรัฐเองที่ต้องการระบบการศึกษาที่ต้องสนองต่ออุดมการณ์ของรัฐ ทั้งๆ ที่อุดมการณ์ดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวทั้งของวิชาชีพและของระบบการศึกษา
ปัญหาที่ควรขบคิดต่อก็คือ ระบบการศึกษาแบบหางกระดิกหมาทั้ง 2 กรณี เป็นเพียงข้อยกเว้นของระบบการศึกษาทั้งระบบซึ่งไม่เป็นเช่นนี้ หรือว่าทั้ง 2 กรณีสะท้อนปัญหาของทั้งระบบซึ่งมีปัญหาทำนองนี้ในระดับต่างๆ กัน
ถ้าเป็นอย่างหลัง คงต้องพิจารณาต่ออีกว่า กรณีใดเป็นแบบที่ 1 ซึ่งตอบสนองวิชาชีพดีอยู่แล้ว แต่ทว่าเป็นวิชาชีพที่พยายามแช่แข็ง เพื่อรักษาเขตอิทธิพลและผลประโยชน์ของอภิสิทธิ์ชน
หรือแบบที่ 2 ซึ่งตอบสนองความต้องการของรัฐ ทั้งๆ ที่ไม่ตอบสนองวิชาชีพและไม่ใช่ผลลัพธ์ที่อุดมศึกษาต้องการ
ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ระบบการศึกษาไทยนำเอามาตรฐานการประเมินผลอย่างเป็นระบบ สร้างดัชนีขึ้นมาชุดใหญ่ ดังที่เราคุ้นเคยกันในคำว่า “KPI” (Key Performance Index) ด้วยความเชื่อตามทฤษฎีที่ว่า ผลลัพธ์จะเป็นดัชนี (index หรือตัวบ่งชี้) ว่าระบบการศึกษาต้องปรับปรุงตรงไหนบ้าง
ว่ากันตามทฤษฎีก็ฟังดูเข้าท่า ดูเหมือนจะเป็นการใช้ผลลัพธ์เป็น “ไฟฉาย” ช่วยส่องให้เห็นปัญหาในระบบและพฤติกรรมของส่วนต่างๆ ในระบบนั้น หวังกันว่าจะใช้การประเมินผลผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลง
แต่กว่า 20 ปีที่ผ่านมา KPI กลับมีชีวิตขึ้นมา กลายเป็นมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ระบบและบุคลากรต้องรับใช้ มีความสำคัญมากกว่าเป็นไฟฉาย
แต่กลายเป็นว่าคนทั้งระบบต้องป้อนข้าวป้อนน้ำสารพัดวิธีเพื่อทำให้ KPI ขยับไปทิศทางตามที่ต้องการ โดยมากเป็นการแก้ไขแบบลูบหน้าปะจมูกหรือปะชุนเป็นจุดๆ เพียงเพื่อให้ตัวเลขดัชนีด้านนั้นๆ ขยับตามที่ต้องการ
แถมที่ร้ายไปกว่านั้นคือ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญพิเศษว่าจะกรอกแบบฟอร์มการประเมินอย่างไรเพื่อให้ KPI ขยับหรือไม่แย่ลงโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย
คงแล้วแต่จะคิดว่า นี่เป็นการเอาชนะกลไกของรัฐด้วยวิธีดื้อแพ่งต่อต้านแบบเงียบๆ หรือนี่เป็นเพียงของเล่นใหม่ของรัฐ ที่ทำให้ระบบการศึกษาอ่อนเปลี้ยลงเพราะ “งานเอกสาร” (paperwork) กองใหม่มหึมา ทำให้บุคลากรต้องหมกมุ่นหมดเวลาไปกับการกรอกแบบฟอร์มเพื่อสนองอสุรกายตนนี้
แต่หากคิดสักนิดจะเกิดคำถามว่า ความเชื่อในมาตรฐานการประเมินผลจนเกิดเป็น KPI ที่ผู้คนทั้งระบบต้องคอยป้อนข้าวป้อนน้ำให้เช่นนี้ เป็นการทำให้หางกลายเป็นตัวหมาและระบบการศึกษากลายเป็นหางหมาแทน
ตัวอย่างของหางที่กลายเป็นตัวหมา เพราะหางมีความสำคัญมากๆ ในตัวมันเองจนสำคัญมากกว่าตัวหมา ก็คือการจัดอันดับมหาวิทยาลัย (Ranking)
หลังจากใช้มาเกือบ 20 ปีแล้ว ผมไม่เห็นว่ามาตรฐานการประเมินผลหรือ KPI จะช่วยหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัญหาในการศึกษานิติศาสตร์หรือในการเรียนสังคมศึกษาในระดับมัธยมแต่อย่างใด
