เกือบ 3 ทศวรรษปีที่กำลังจะสิ้นสุด การรอคอยกลับสู่บอลโลก ของลูกหนังนอร์เวย์
TECHNICAL TIME-OUT | จริงตนาการ
นอร์เวย์ใกล้จะได้กลับลุยฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย อีกครั้งในรอบ 28 ปี หลังจากทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบคัดเลือก โซนยุโรป ชนะมาแล้ว 6 นัดรวด ขออีกแค่แต้มเดียวจาก 2 นัดที่เหลือ ก็จะคว้าตั๋วลุยเวิลด์คัพ ที่สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพทันที
ย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย มีนักเตะชื่อดังหลายคนร่วมทีม ทั้ง ทอเร่ อังเดร โฟล กองหน้าร่างโย่งของเชลซี โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ดาวยิงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เฮนนิ่ง เบิร์ก, รอนนี่ ยอห์นเซ่น ปราการหลังสุดนิ่งจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออยวินด์ ลีออนฮาร์ดเซ่น มิดฟิลด์จากลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของเอกิล โอลเซ่น
นอร์เวย์ในยุคนั้นอาจจะเรียกว่าเป็นยุคทองก็ไม่ผิดนัก เพราะมีนักเตะที่ไปค้าแข้งในลีกใหญ่ของยุโรปเดินเบียดกันเต็มทีม พวกเขาสร้างความฮือฮาด้วยการยิงแซงชนะบราซิล ทีมแชมป์เก่าในฟุตบอลโลก 1994 ไป 2-1 ในรอบแบ่งกลุ่ม และกอดคอกันเข้ารอบน็อกเอาต์ได้ อย่างไรก็ตามก็ตกรอบ 16 ทีมไปด้วยน้ำมือของอิตาลี
ยูโร 2000 เป็นทัวร์นาเมนต์สุดท้ายที่โลกได้เห็นทีมไวกิ้งนอร์เวย์ไปเฉิดฉายในฟุตบอลรายการเมเจอร์ หลังจากนั้นพวกเขาไม่เคยผ่านรอบคัดเลือกอีกเลย ไม่ว่าฟุตบอลโลกหรือยูโร
ฟุตบอลโลก 2026 จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่นอร์เวย์จะกลับมาทวงพื้นที่ในโลกลูกหนังอีกครั้ง
ทีมไวกิ้งชุดนี้อาจจะไม่ได้มีแข้งชื่อดังเยอะเหมือนยุค 90 แต่ก็มีนักเตะระดับเวิลด์คลาสผสมผสานอยู่ นั่นคือ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ยอดกองหน้าจอมถล่มประตูจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาร์ติน โอเดการ์ด มิดฟิลด์กัปตันทีมอาร์เซน่อล รวมทั้งแนวรุกชื่อดังทั้ง อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ จากแอตเลติโก้ มาดริด และ ยอร์เก้น สแตรนด์ ลาร์เซ่น จากวูล์ฟแฮมป์ตัน ที่ต่างมีผลการงานยิงประตูเป็นที่ประจักษ์กันมาแล้ว
สตาเล่ โซลบัคเค่น เฮดโค้ชทีมชาตินอร์เวย์ บอกหลังจากพาทีมชนะอิสราเอล 5-0 และจ่อจะได้ตั๋วไปบอลโลก รอบสุดท้ายแล้วว่า ยังไม่อยากพูดอะไรมากในตอนนี้ เราต้องพยายามชนะแมตช์ต่อไปให้เท่านั้น
เกมที่ 7 ของกลุ่มไอ นอร์เวย์เจอกับเอสโตเนีย ที่หมดลุ้นโควต้าฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายแล้ว และนอร์เวย์จะได้เล่นในบ้าน ถ้าชนะได้ก็คงเป็นค่ำคืนที่สวยงามมากๆ ที่ชาวนอร์เวย์รอมาถึง 20 กว่าปี
ถ้ามองย้อนกลับไปในรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2022 และยูโร 2024 นอร์เวย์ก็มีนักเตะชั้นดีหลายคน ฮาแลนด์, โอเดการ์ด ก็อยู่ในทีมแล้ว แต่องค์ประกอบต่างๆ ในทีมอาจจะไม่พร้อมขนาดนี้ หรือจะบอกว่าพวกเขายังเด็กเกินไปในเวทีระดับนานาชาติก็ไม่ผิดนัก
ฮาแลนด์เป็นเครื่องจักรผลิตสกอร์ให้กับทุกทีมที่เขาลงสนาม ถ้าจะบอกว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในประวัติศาตร์ของนอร์เวย์ก็คงไม่ผิดนัก ในวัย 25 ปี เขายิงให้ทีมชาติไป 51 ประตู จากการลงสนาม 46 นัด เป็นนักเตะที่ยิงประตูให้นอร์เวย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ไปนานแล้ว
เมื่อเทียบกับกองหน้าระดับโลกที่ยังค้าแข้ง ไม่มีใครที่จะใช้โอกาสและเวลาน้อยกว่าฮาแลนด์ในการยิงให้ครบ 50 ประตูในทีมชาติอีกแล้ว
แฮร์รี่ เคน ยิงครบ 50 ประตูให้อังกฤษ ในเกมที่ 71 เนย์มาร์ ต้องลงเล่น 74 เกม ถึงจะยิงให้บราซิลครบครึ่งร้อย คีเลียง เอ็มบัปเป้ ของฝรั่งเศส และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ของโปแลนด์ ลงเล่น 90 เกม เพื่อยิงให้ครบ 50 ประตู คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ของโปรตุเกส ทำได้ตอนลงเล่นแมตช์ที่ 114 ส่วน ลิโอเนล เมสซี่ กัปตันทีมอาร์เจนตินา ทำได้ในแมตช์ที่ 107
นับแค่ในฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก 6 นัดที่ผ่านมา ฮาแลนด์กดไปแล้ว 12 ตุง ซึ่งถ้าลงไปในรายละเอียด นอร์เวย์ยิงได้ถึง 29 ประตู จาก 6 เกมนี้ ดังนั้นพวกเขาไม่ได้พึ่งพาแค่การจบสกอร์ของฮาแลนด์เท่านั้น แต่เพื่อนร่วมยังทำได้รวมกันถึง 17 ประตู คงต้องบอกว่าทีมของ โซลบัคเค่น อันตรายกว่าแค่การมียอดกองหน้า
นอร์เวย์อาจจะยังไม่สามารถการันตีการไปเล่นฟุตบอลโลก 2026 ได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าฟอร์มหลุดไปแพ้ทั้งเอสโตเนียและอิตาลี ใน 2 แมตช์สุดท้าย และอิตาลีชนะรวด ฮาแลนด์และเพื่อนร่วมทีมก็จะต้องไปเหนื่อยการเพลย์ออฟอีก
ดังนั้นเราน่าจะได้เห็นนอร์เวย์ที่ดุดันและอันตรายที่สุดในเกมกับเอสโตเนีย ในวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่อุลเลวาล สเตเดียม เพื่อการยืนยันสิทธิ์ที่จะกลับไปสู่เวิลด์คัพอีกครั้งในรอบ 28 ปีอย่างเป็นทางการ
แน่นอนว่าหลายคนอยากเห็นฮาแลนด์ไปวาดลวดลายในทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์ เพื่อเห็นว่าเขาจะไปสร้างปรากฏการณ์อะไรให้โลกลูกหนังเห็นอีก
