Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

www.facebook.com/bintokrit

อนาคตของ THACCA และ OFOS

ในบรรดานโยบายมากมายของรัฐบาลเพื่อไทยนั้น THACCA และ OFOS ดูค่อนข้างแน่ชัดว่าคงเป็นหนึ่งในหลายนโยบายของรัฐบาลเก่าที่น่าจะถึงกาลอวสานหลังการเปลี่ยนผ่านอำนาจไปสู่รัฐบาลใหม่

ทิศทางการยุติโครงการ Soft Power ทั้งหมดของรัฐบาลเดิมนั้นมีเสียงสนับสนุนอยู่บ้างจากคนที่มองไม่เห็นค่า โดยยกเหตุผลขึ้นมาหลายประการ

บ้างก็ว่าสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลให้ละลายไปกับสิ่งที่จับต้องมองเห็นไม่ได้หรือเห็นได้เพียงเล็กน้อยทำนองว่า “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”

บ้างก็ว่าเป็นโครงการไร้ประโยชน์ที่มุ่งผลาญงบประมาณไปสู่คนที่เกี่ยวข้อง เสียมากกว่าเป็นการพัฒนาประเทศชาติจริงๆ

บ้างก็ว่าเป็นการนำแนวคิดเรื่อง Soft Power ของ Joseph Nye มากำหนดนิยามใหม่ตามอำเภอใจโดยไม่ตรงกับทฤษฎีดั้งเดิม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ข้อโจมตีในทางลบเหล่านั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นเพียงการอาศัยความรู้สึกส่วนตัวที่หาดัชนีชี้วัดไม่ได้

หลายกรณีดูเหมือนการด่าไปก่อนเนื่องจากอคติทางการเมือง จากการมองว่าเป็นนโยบายของใครหรือพรรคใด แทนที่จะพิจารณาเนื้อหาและเจตนาของนโยบาย และนำไปสู่การพิพากษาล่วงหน้าโดยไม่ได้ประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายอย่างจริงจัง ซึ่งท้ายที่สุดทำให้เกิดการดูหมิ่นดูแคลนนโยบาย กระทั่งเสียดสีล้อเลียนอยู่เนืองนิจ

ทั้งๆ ที่เป็นนโยบายซึ่งก้าวหน้าและดูมีอนาคตที่สุดของรัฐบาล ไม่ว่าจะนับในด้านปริมาณหรือคุณภาพก็ตาม

ส่วนการหยิบยกแนวคิด Soft Power ดั้งเดิมของ Joseph Nye มาปรับเปลี่ยนเพื่อประยุกต์ใช้ในทางเศรษฐกิจนั้นก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร

เนื่องจากผู้รับผิดชอบนโยบายอย่างเช่น “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ก็ได้อธิบายแก้ต่างว่าแนวคิดนี้เป็นทฤษฎีที่มีมานานแล้ว ดังนั้น จึงมีพลวัตที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปไกลจากจุดตั้งต้น จนไม่สามารถติดตรึงอยู่กับความหมายแรกเริ่มได้

ซึ่งผมเองเห็นว่าปัญหานี้นำความยุ่งยากมาสู่วงวิชาการอยู่บ้างก็จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางรัฐศาสตร์สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ไม่ใช่ปัญหาที่ประชาชนทั่วไปสนใจนัก

(ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความของผมที่เขียนไว้ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วชื่อว่า “ดราม่าเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ ตามนโยบาย OFOS ของพรรคเพื่อไทยและกระทรวงวัฒนธรรม” ทางลิงก์ https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_712980)

การประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า THACCA กับ OFOS ซึ่งมักถูกพูดไปพร้อมๆ กันนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร

OFOS เป็นแนวนโยบาย ซึ่งย่อมาจากคำเต็มว่า One Family One Soft Power หรือหนึ่งครอบครัว หนึ่งซอฟต์เพาเวอร์ มีลักษณะเป็นการสร้างและพัฒนาศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับประชาชนไทยในระดับครัวเรือน

ดังนั้น จึงประกอบไปด้วยโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมาก แยกไปตามเศรษฐกิจสร้างสรรค์อันมีลักษณะเฉพาะด้าน รวมทั้งสิ้น 11 สาขา ได้แก่ หนังสือ อาหาร เทศกาล ท่องเที่ยว กีฬา ศิลปะ การออกแบบ แฟชั่น ดนตรี ภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และเกม บางส่วนเป็นหลักสูตรต่างๆ ทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์ ซึ่งใครๆ ก็สามารถไปสมัครเรียนเพิ่มพูนความรู้ก็ได้

(ดูรายละเอียดได้ที่ลิงก์ https://ofos.thacca.go.th/course/Favorite/1)

ในขณะที่ THACCA ย่อมาจาก Thailand Creative Content Agency มีลักษณะเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมทั้งยังมีหน้าที่สำคัญในการออกแบบและผลักดันกฎหมายอันเป็นรากฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งหมดในประเทศ เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (พ.ร.บ. THACCA), พระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่ เป็นต้น

สรุปก็คือ OFOS เป็นนโยบาย ส่วน THACCA ก็คือองค์กรขับเคลื่อนนโยบายนั่นเอง

การที่ OFOS มุ่งเน้นสร้างคน ในขณะที่ THACCA มุ่งเน้นสร้างงานเพื่อมารองรับคนอีกที จึงทำให้ทั้งสองคำนี้มักถูกพูดถึงไปพร้อมกัน เพราะมีความสัมพันธ์รับไม้ส่งต่อกันมา ความสำเร็จหรือล้มเหลวของอันหนึ่งก็ส่งผลมาถึงอีกอันหนึ่งไปโดยปริยาย

นอกจากความสอดคล้องกันดังกล่าวแล้ว ทั้งสองส่วนนี้ยังมีรากฐานและกระบวนการที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากบุคลากรในแวดวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเริ่มต้นด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติและคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ มาทำหน้าที่บริหารนโยบายในภาพใหญ่

ก่อนย่อยลงมาเป็นคณะอนุกรรมกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในแต่ละแขนงจำนวน 14 คณะ แยกออกไปตามความชำนาญเฉพาะทาง โดยแตกกลุ่มย่อยให้ละเอียดขึ้น แล้วทำงานตามความถนัด

เช่น แยกศิลปะการแสดง เวลเนส ออกมาต่างหาก แยกละคร ซีรีย์ ออกจากภาพยนตร์ สารคดี แอนิเมชั่น โดยรวบรวมบุคลากรผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงของตนให้เข้ามาระดมสมองรับช่วงการพัฒนาโครงการต่างๆไปด้วยตัวเอง

ด้วยเหตุนี้การขับเคลื่อนนโยบายในภาพเล็กจึงเป็นการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในระดับล่าง ด้วยมุมมองของคนทำงานตัวจริงเสียงจริงซึ่งมีประสบการณ์และได้รับการยอมรับในวงการนั้นๆ

แทนที่จะเป็นการคิดเอง เออเอง จากผู้มีอำนาจข้างบน แล้วสั่งการลงมาให้คนข้างล่างทำ แบบเดิมที่มักเห็นกันในระบบราชการ

การออกแบบโครงสร้างการทำงานให้คนในวงการต่างๆ ลงมือออกแบบและขับเคลื่อนด้วยตนเองจึงทำให้หลังจากเริ่ม kick off มาได้ 1-2 ปีก็เริ่มปรากฏผลเป็นรูปเป็นร่าง โดยที่ประชาชนทั่วไปหากไม่สังเกตให้ดีก็อาจไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เนื่องจากแต่ละโครงการมีชื่อเรียกของตัวเองด้วยฝีมือของคณะทำงานของตัวเอง และมักจะเป็นความร่วมมือกับองค์กรหรือภาคส่วนต่างๆ ที่ THACCA เข้าไปสนับสนุน

แต่หากเป็นบุคคลที่สนใจและติดตามความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดก็จะมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ยาก

ยกตัวอย่างเช่น โครงการสนับสนุนและขยายโอกาสการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กหรือ Micro Cinema ที่จับมือกับสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมภาพยนตร์และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในการสนับสนุนให้เกิดพื้นที่ฉายภาพยนตร์นำร่องปีแรก จำนวน 5 แห่งใน 5 ภูมิภาคสำหรับการเป็นต้นแบบ ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงราย ขอนแก่น ตรัง และจันทบุรี ตามลิงก์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122258573978197611&set=a.122110040444197611

หรืออย่างเช่นการกลับมาอีกครั้งในรอบ 16 ปีของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร 2568 หรือ BKKIFF 2025 (Bangkok International Film Festival 2025) ระหว่างวันที่ 27 กันยายน-15 ตุลาคม 2568 ในกรุงเทพฯ (ดูรายละเอียดได้ที่ https://bkkiff.co/)

และตามภูมิภาค เช่น งานเทศกาลภาพยนตร์แฟนตาสติกนานาชาติเชียงใหม่ ครั้งที่ 1 หรือ CIFAN 2025 (Chiang Mai International Fantastic Film Festival 2025) ระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2568 ที่เชียงใหม่ เป็นต้น

(ดูรายละเอียดได้ที่ https://cifanfest.com/)

ที่สำคัญคือมีการพัฒนาคนในระดับฐานราก เช่น โครงการ OFOS NEXT FRAME ซึ่งจัดมาแล้ว 2 รุ่นในปี 2567 และ 2568 เฉพาะรุ่นที่ 2 อย่างเดียวก็มีจำนวนถึง 15 ค่ายกระจายไปใน 10 จังหวัดทั่วประเทศ มีนักเรียนและนักศึกษาเข้าอบรมมากกว่าพันคน ผลิตภาพยนตร์สั้นในประเภทต่างๆ ออกมาจำนวน 152 เรื่อง แต่ละเรื่องมีคุณภาพสูงน่าประทับใจมาก นับว่าเป็นโอกาสทองของเยาวชนที่หาได้ยากยิ่ง (ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความของผมเรื่อง “OFOS NEXTFRAME 13 ศึกษาปรัชญาผ่านการทดลองทำหนัง VS ศึกษาการทำหนังผ่านการทำหนังทดลอง” ทาง https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_860412 และที่โพสต์ https://www.facebook.com/share/p/19uXYyVjZh/)

แน่นอนว่าเมื่อใดก็ตามที่มีนโยบายใหม่และโครงการใหม่เกิดขึ้นในปริมาณมาก ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการทำงานผิดพลาด ตลอดจนเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง การทุจริตคอร์รัปชั่น การรั่วไหลของการใช้จ่ายงบประมาณ หรือปัญหาอื่นใดก็ตาม แต่สิ่งที่ควรทำต่อไปก็คือการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและเที่ยงธรรมให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด ไม่ใช่ยกเลิกทุกสิ่งทุกอย่าง

ท้ายที่สุดนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศของเราจะสามารถมีนโยบายที่ดี องค์กรที่ดี และโครงการที่ดีออกมาอย่างต่อเนื่องได้ไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลใดหรือพรรคใดก็ตาม โดยทานทนต่อความผันผวนเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สามารถสานต่อรากฐานที่วางเอาไว้โดยไม่ต้องพะวงกับขั้วอำนาจ และไม่ต้องใส่ใจว่าใครเป็นผู้ริเริ่มตั้งต้น

หรืออย่างน้อยการปรับเปลี่ยนชื่อเรียกไปบ้างก็ยังพอยอมรับได้

การแปลงโฉมเล็กน้อยย่อมดีกว่าทุบทิ้งไปเสียเฉยๆ ให้เหลือทางเดินไปสู่อนาคตเอาไว้ โดยไม่ต้องยุติทุกสิ่งทุกอย่างที่อุตส่าห์เหนื่อยยากกันมาตลอดเวลาหลายปี



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จากแม่ฮ่องสอน ถึงฝาง จากเชียงคำ ถึงลำพูน
เสียลับให้กับทหารจีน | เดนตายในผ้าเหลือง
ไทยพีบีเอส เตรียมร่อนหนังสือขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง มาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดินของ สตง.
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษา หันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
ปิดฉาก ‘โคนันเมืองไทย’ อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ จากผู้ช่วยเหลือสู่ผู้ถูกดำเนินคดี
เปิดปมจับอีก ‘อัจฉริยะ’ ผันเงินบริจาค 350 ล้าน แทงมวย-โยงเว็บพนัน เจ้าตัวโต้ยิบ-กลั่นแกล้ง
เหยี่ยวถลาลม | น้ำท่วมระคนน้ำลาย
ส่อง 2 งาน Exclusive มติชน ในบรรยากาศใหม่ๆ ว่าด้วยพื้นที่ของความโกรธ/ความทรงจำ กับลลิตา (พม่า) และ (6 ตุลา) ธงชัย
ธงทอง จันทรางศุ | น้ำท่วม หมา ‘จรจัด’ และความหมดท่า ของการหา ‘ทางออก’
การเมืองใต้เรื่องเล่า : คุยกับ กิตติศักดิ์ คงคา เจ้าของผลงานเล่มล่าสุด “ปาเจราจาบัลย์”
ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐและนักธุรกิจพันล้าน : โลกของทรัมป์อีกด้านหนึ่ง
ไฉนทรัมป์ถล่มอิหร่าน แต่เรียกคิมว่า ‘เพื่อนฉัน’?