บทความในประเทศ
นัส-มาร์ค-ท็อป
3 พรรคตัวแปร
‘ผมไม่เล็กนะครับ’
แม้รัฐบาลภูมิใจไทยนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดินมาแล้ว 2 สัปดาห์
แต่ข่าวที่ออกมามากสุด กลับไม่ใช่เรื่องผลงานหรือแผนนโยบายเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นข่าวเรื่องการดูด-ย้ายขั้วเปลี่ยนข้างของนักการเมืองแทบจะตลอดเวลา
จึงเป็นที่ชัดเจนว่าวันนี้ ค่ายสีน้ำเงินเปิดยุทธศาสตร์ดูดบ้านใหญ่แบบเต็มพิกัด
ฟากสีน้ำเงินยังเดินเกมชาตินิยมเต็มสูบ ล่าสุด ระดับนายกฯ ออกปากปกป้องอินฟลูฯ ที่ไปเปิดลำโพงเสียงดังใส่ฝั่งกัมพูชา
นอกจากโหนกระแสชาตินิยม สัปดาห์นี้ รัฐบาลยังดำเนินการสั่งย้ายข้าราชการมหาดไทยล็อตใหญ่ ระดับผู้ว่าฯ อธิบดีกรม จนถึงรองปลัดกระทรวง เกือบ 50 ตำแหน่ง
นอกจากเป็นการเอาคืน “พรรคเพื่อไทย” ยังเป็นการปูทาง เตรียมพร้อมสู่การจัดทัพเลือกตั้งปี 2569 อีกด้วย
ขณะที่ค่ายพรรคส้ม สัปดาห์นี้ก็นับหนึ่ง กดดันอย่างจริงจังต่อรัฐบาลภูมิใจไทยในประเด็นปลดล็อกการแก้ไขยกร่างรัฐธรรมนูญ
แม้ช่วงแรกจะเป็นไปในทางดีมีการรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคส้ม แต่ปลายทางยังไม่รู้ว่าเป็นยังไง
ที่แน่ๆ คือพบสัญญาณเป็นลบหลายครั้งจากการอภิปรายในสภา โดยเฉพาะซีกวุฒิสภาที่ออกหน้าปกป้องรัฐธรรมนูญปี 2560 แบบไม่อายใคร
โดยเฉพาะการที่พรรคสีน้ำเงินผลักดันไอเดีย ส.ส.ร.สีน้ำเงิน ซึ่งอาจบานปลายกลายเป็นเกมความขัดแย้งปมรัฐธรรมนูญระหว่างพรรคส้มและพรรคสีน้ำเงินก็เป็นได้ หากเดินหน้าจริงจัง ก็เท่ากับเป็นการตบหน้าจุดยืนทางการเมืองพรรคส้มอย่างจัง ยิ่งเป็นตัวปมขัดแย้งเรื่องรัฐธรรมนูญให้ชัดขึ้นในอนาคต
ช่วงเวลาเดียวกัน พรรคส้มก็กดดันรัฐบาลภูมิใจไทยหลายเรื่อง หนักสุดเห็นจะเป็นเรื่องปราบสแกมเมอร์ ที่พรรคส้มปล่อยนักการเมืองดาวดังมืออภิปรายอย่าง รังสิมันต์ โรม และ ไอซ์ รักชนก ประกาศตามหานายอนุทินอยู่ไหน? เมื่อไหร่จะปราบสแกมเมอร์กัมพูชา
หรือจะเป็นการขย่ม กรณีสูตรเงินบำนาญประกันสังคม ที่ดูเหมือนไอเดียของกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าจะถูกขัดขวางโดยผู้มีอำนาจใช้เทคนิคล่มการทำประชาพิจารณ์เสียอย่างนั้น
ปัญหาความสัมพันธ์ของพรรคส้มและสีน้ำเงินที่เกิดขึ้น จึงนำมาสู่การเกิดขึ้นของคำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าการยุบสภาก่อนกำหนด “อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
จะเห็นได้ว่า 2 ค่ายการเมืองใหญ่วันนี้ใส่เกียร์เดินเหน้าเต็มกำลัง เป้าหมายคือการเลือกตั้งปี 2569
ค่ายสีน้ำเงินจุดแข็งคือการอยู่ในอำนาจ มีบ้านใหญ่เป็นฐานกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ เลือกตั้งครั้งหน้าภูมิใจไทยได้เก้าอี้เยอะขึ้นแน่ แต่อาจไม่มากพอที่จะเป็นรัฐบาล
เพราะจุดอ่อนของสีน้ำเงินคือปัญหาทางอุดมการณ์ โดยเฉพาะยิ่งพยายามปกป้องมรดกการเมืองยุค คสช.และรัฐธรรมนูญปี 2560 มากเท่าไหร่ ปัญหาเรื่องจุดขายทางอุดมการณ์จะยิ่งหนักขึ้น และจะถูกวิจารณ์ได้ว่าไม่ทำตามสัญญา
ขณะที่ค่ายสีส้มมีจุดแข็งคือแนวทางทางการเมือง ความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเมือง-เศรษฐกิจไปข้างหน้ามากกว่าค่ายอื่น
แต่ก็มีจุดอ่อนที่ “การระดมทรัพยากร” เทียบกับค่ายอื่นไม่ได้ แถมยังเป็นพรรคขาดเพื่อน มิได้มีพันธมิตรทางการเมืองแบบค่ายอื่น
เลือกตั้งครั้งหน้า ประเมินกันว่าพรรคส้มอาจได้ ส.ส.มากกว่าเดิมจริง แต่ปัญหาคือจะมากพอเป็นรัฐบาลไหม หากไม่มีคนอื่นเข้าร่วมด้วย
นั่นคือปัญหาการเมือง 3 ก๊ก ที่เกิดขึ้นมาตลอด 2 ปีหลังเลือกตั้งปี 2566
เมื่อการเมืองไทยยังวิกฤต “มองไม่เห็นอนาคต” จึงต้องเลือกตั้งภายใต้กติกาเดิม สังกัดการเมืองที่ไม่ใช่พรรคใหญ่ แต่เป็นพรรคระหว่างกลางไปถึงเล็ก “จึงโดดเด่น”
1. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้นำพรรคกล้าธรรม โดดเด่นจากการกุมเสียง ส.ส. ย้ายจากการสนับสนุนพรรคเพื่อไทย มาโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ พร้อมรับตำแหน่งรองนายกฯ-รมว.เกษตร
สไตล์การบริหารแบบนักเลงใจใหญ่ แต่บางทีก็ปากไว สัปดาห์นี้เจอดราม่าไปสองรอบ ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงการแต่งตั้งผู้ว่าฯ ในจังหวัดภาคเหนือจนถูกวิจารณ์เรื่องแทรกแซง ไม่กี่วันถัดมาก็ถามหาอธิบดีกรมข้าวอย่างดุเดือด พร้อมขู่ “ถ้าขาดบ่อยๆ ชีวิตจะขาดไปด้วย”
ในเชิงอุดมการณ์นโยบาย พรรคกล้าธรรมคงหาของมาขายยาก แต่เลือกตั้งครั้งหน้า โมเดลการชนะเลือกตั้งของ ร.อ.ธรรมนัสที่พะเยาจนคว้าเก้าอี้ต่อเนื่องยาวนาน จะกลายเป็นโมเดลให้ลูกพรรคกล้าธรรมนำไปใช้ทั่วประเทศ
ทำนายกันว่าพรรคกล้าธรรม น่าจะได้เก้าอี้ ส.ส.มากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า จนกลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล
หลังเลือกตั้งก็เป็นไปได้ทั้งการกลับไปร่วมมือกับเพื่อไทย หรือจะร่วมมือกับค่ายสีน้ำเงินแบบปัจจุบันก็เป็นได้ แต่ที่ร่วมกันไม่ได้ๆ แน่ๆ น่าจะเป็นค่ายส้ม
2.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกฯ ที่แม้จะมีแผลเป็นทางการเมืองจากการสลายการชุมนุมปี 2553
แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยุคการมีอำนาจของรัฐบาลจากการรัฐประหาร ในภาวะที่พรรคประชาธิปัตย์หันขวากันแทบหมด นายอภิสิทธิ์ก็พยายามรักษาจุดยืนทางการเมืองของตัวเอง หาเสียงไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เอารัฐธรรมนูญปี 2560 คัดค้านรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
หลังการเลือกตั้งปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์จึงแพ้ย่อยยับ ท้ายที่สุด นายอภิสิทธิ์ ก็ต้องหลุดจากวงจรอำนาจพรรคประชาธิปัตย์
จากพรรคอนุรักษนิยมก้าวหน้า ส.ส.หลักร้อย กลายเป็นพรรคบ้านใหญ่จำนวน ส.ส.หลัก 20 คน
ผ่านไป 2 ปีหลังการเลือกตั้งปี 2566 วันนี้ฝ่ายอนุรักษนิยมพ่ายแพ้เกมการเมืองในระบบประชาธิปไตย ตัวเลือกที่เหลืออยู่มีเพียง ค่ายสีน้ำเงินของ 2 น. เนวิน-อนุทิน และค่ายสีแดง ซึ่งก็ต่างไม่ใช่ตัวเลือกที่เชื่อใจได้นัก
นายอภิสิทธิ์มีจุดแข็งคือความเป็นอนุรักษนิยมก้าวหน้า เด่นทางอุดมการณ์ แต่ก็มีจุดด้อยคือไม่สามารถขายได้ในคนรุ่นใหม่ที่ตื่นรู้ทางการเมือง และประชาชนที่เห็นใจผู้ได้รับผลกระทบจากการเมืองปี 2553
อย่างไรก็ตาม ถือว่าการกลับมาของนายอภิสิทธิ์จังหวะนี้ก็เป็นการจุดไฟในใจที่เคยมอดดับลงของชนชั้นกลางอนุรักษนิยมให้กลับมาลุกโชน มีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง เห็นได้จากบรรดาประชาธิปัตย์เก่าต่างทยอยไหลกลับเข้าพรรคทันที
แน่นอนว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า ประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส.ในกำมือระดับหนึ่ง คงไม่มากพอจะเป็นพรรคใหญ่ แต่ก็มากพอที่จะเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง ระดับที่ค่ายสีอื่นๆ ไม่สามารถมองข้ามได้
3.นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่มีข่าวการถูกชูให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยในศึกเลือกตั้งครั้งหน้า
หลังเรื่องนี้เรียกเสียงฮือฮาในวงการเมือง เป็นที่รู้กันว่านายวราวุธ นำทัพพรรคชาติไทยพัฒนามรดกของนายบรรหารมายาวนาน และไม่ว่าจะผ่านการเลือกตั้งไปกี่ครั้ง พรรคชาติไทยฯ ก็จะมีจำนวน ส.ส.สุพรรณบุรีและใกล้เคียงเดิม แทบไม่มีพรรคใดสามารถเจาะยึดเก้าอี้มาได้
นายวราวุธมีจุดแข็งคือมีเก้าอี้ ส.ส.แน่นอนอยู่ในมือ และที่ผ่านมาก็มีข่าวในทางดี ล่าสุดคือการฟ้องชาวโลกช่วงขณะเหตุการปะทะไทย-กัมพูชา บนเวทีประชุมนานาชาติจนได้รับเสียงชื่นชมในเรื่องความรักชาติ
แต่ก็มีข้อด้อยคือนายวราวุธมิใช่ดีเอ็นเอโดยตรงพรรคเพื่อไทย
ถ้าดูจากฐานการเมืองของ “ธรรมนัส-อภิสิทธิ์-วราวุธ” วันนี้ อาจจะมีกำลัง ส.ส.ไม่มาก เป็นพรรคการเมืองเล็ก และจริงๆ หลังเลือกตั้งปี 2569 ก็คงไม่ได้ทำให้พวกเขาเหล่านี้กลายเป็นพรรคใหญ่ เหมือน เพื่อไทย ภูมิใจไทย และ ประชาชนได้
แต่ด้วยกลไกรัฐธรรมนูญ-ปัญหาจากกติกาการเมือง กลับทำให้บทบาทพรรคเล็กค่อนมาทางกลาง มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เช่นที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
ผลผลิตจากรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้เกิดการเมือง 3 ก๊ก ไม่มีใครมีเสียงเด็ดขาดตั้งรัฐบาล
จะประนีประนอมกันก็ขาดๆ เกิน แบบที่เกิดขึ้นกับค่ายส้มและสีน้ำเงิน ครั้นจะร่วมรัฐบาลกันแบบค่ายสีแดงกับค่ายสีน้ำเงิน ท้ายสุดก็แตกกันเพราะไม่สนิทใจกัน
บริบทการเมืองแบบนี้ทำให้ “พรรคเล็กค่อนมาทางกลาง” มีอำนาจต่อรองสูง
พรรคเล็ก “อำนาจต่อรองอาจจะไม่เล็ก”
3 คนการเมืองอย่าง ธรรมนัส-อภิสิทธิ์-วราวุธ จึงสำคัญ
อาจเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมืองปีหน้าก็เป็นได้
