Epilogue | กรกฤษณ์ พรอินทร์
หนึ่งในภาพจำของประเทศญี่ปุ่นที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี
คือภาพของ “Salaryman” สวมสูทสีเข้ม กางเกงขายาว รองเท้าหนัง สวมเนกไท ถือกระเป๋าทำงานเดินเรียงรายอยู่ในสถานีรถไฟ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาหลายสิบปี แม้ว่าอุณหภูมิภายนอกจะสูงสักเท่าไรก็ตาม
หลายปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดใหม่อยู่บ่อยครั้ง ขณะที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยจากโรคลมแดดเพิ่มขึ้นในทุกฤดูร้อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง จนใครเคยไปญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อนจะรู้สึกได้ทันทีว่าญี่ปุ่นร้อนกว่าเดิมมาก
ซึ่งไม่เพียงแค่ร้อนขึ้นเท่านั้น แต่เป็นความร้อนที่มาพร้อมความชื้นสูง ทำให้อุณหภูมิที่ร่างกายรับรู้จริงสูงกว่าตัวเลขบนเทอร์โมมิเตอร์
จนกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นถึงกับบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า “โคคุโช” (Kokusho) หรือ “ความร้อนที่โหดร้าย” สำหรับเรียกวันที่อุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และประกาศเฝ้าระวัง รวมถึงแนะนำในการหลีกเลี่ยงความร้อนระดับนี้เลยทีเดียว
และด้วย “ความร้อนที่โหดร้าย” นี้เอง รัฐบาลกรุงโตเกียวจึงประกาศอนุญาตให้พนักงานชายสามารถสวม “กางเกงขาสั้น” มาทำงานได้ในช่วงฤดูร้อน
ซึ่งนโยบายดังกล่าวเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลญี่ปุ่นในการชักชวนให้พนักงานออฟฟิศหลายล้านคนแต่งกายสบายขึ้นในช่วงฤดูร้อน
เพื่อให้การทำงานในสำนักงานสะดวกสบายยิ่งขึ้น ลดการใช้เครื่องปรับอากาศ และประหยัดพลังงาน
แต่ด้วยเพราะเป็นประเทศอนุรักษนิยม การพยายามทำลายภาพจำการแต่งกายของ “Salaryman” จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำลายแฟชั่นดั้งเดิมของคนวัยทำงานอีกต่อไป
แต่รัฐบาลญี่ปุ่นมองว่าเป็นเรื่อง “สาธารณสุข” ที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง จนกลายเป็นประเด็นการเมืองเรื่องกางเกงขาสั้นไปในทันที

Cool Biz การปฏิวัติที่เริ่มจากการถอดสูทและเนกไท
หากจะพูดถึงการพยายามแก้ปัญหาคลายความร้อนจากการแต่งกายของรัฐบาลญี่ปุ่น
ต้องย้อนกลับไปในปี 2005 ที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นเปิดตัวโครงการ “Cool Biz” ด้วยแนวคิดที่ว่า หากพนักงานไม่ต้องสวมสูทและผูกเนกไทเหมือนภาพจำที่ผู้คนคุ้นชินจนติดตา
บริษัทก็สามารถตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ประมาณ 28 องศาเซลเซียสได้ จะเป็นการลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้พร้อมกัน
ตอนนั้นเอง ภาพนักธุรกิจญี่ปุ่นที่ปลดเนกไท ปลดกระดุมคอเสื้อ และสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้น แทนการสวมสูทผูกเนกไทแบบเดิมๆ เริ่มแทรกซึมเข้ามาแทนภาพจำเก่าๆ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังแตะต้องไม่ได้ นั่นก็คือกางเกงขายาว เพราะต่อให้ถอดสูท ถอดเนกไท เปลี่ยนเสื้อเชิ้ตเป็นเสื้อโปโลหรือเสื้อเชิ้ตแขนสั้น ทุกคนก็ยังต้องใส่กางเกงขายาวอยู่ดี
ราวกับว่ากางเกงขายาวเป็นเส้นแบ่งมาตรฐานที่สังคมยังไม่ยอมก้าวข้าม
และการอนุญาตให้สวมกางเกงขาสั้นซึ่งเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในฤดูร้อนปีนี้ กลับเป็นสิ่งที่หลายคนมองว่า “ไปไกลเกินไป”
นโยบายดังกล่าวจุดกระแสถกเถียงในญี่ปุ่น และก่อให้เกิดบทสนทนาอันละเอียดอ่อนในสำนักงานเกี่ยวกับมารยาทในการแต่งกาย
รวมถึงวิธีรับมือกับภาพของเพื่อนร่วมงานชายที่เผยให้เห็นขนหน้าแข้ง
ที่สื่อมวลชนญี่ปุ่นถึงกับบัญญัติคำศัพท์ใหม่ขึ้นมา คือคำว่า “สึเนะฮาระ” (sune-hara) หรือ “การคุกคามด้วยขนหน้าแข้ง”
เพื่ออธิบายความรู้สึกอึดอัดหรือไม่พอใจของผู้หญิงบางคนที่ต้องเห็นขาของเพื่อนร่วมงานชายอยู่ตลอดเวลา
นักวิจารณ์บางส่วนมองว่า แม้นโยบายนี้จะประกาศใช้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิง
แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นธรรม และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้นสวมกางเกงขาสั้นมาทำงานได้
อีกทั้งผู้ชายแทบไม่เคยถูกตัดสินจากการแต่งกายไปทำงาน ขณะที่ผู้หญิงยังคงเผชิญแรงกดดันให้สวมถุงน่อง ซึ่งยังพบเห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่น หรือสวมกระโปรงยาวเพื่อปกปิดเรียวขา
ฮาเวียร์ ซี. เฮอร์นานเดซ และฮิซาโกะ อุเอโนะ นักข่าวเดอะนิวยอกร์กไทมส์ ประจำกรุงโตเกียว เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ของกรุงโตเกียวที่ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ยอมรับเองว่า กว่าที่กางเกงขาสั้นจะได้รับความนิยมในสำนักงานของญี่ปุ่นคงต้องใช้เวลา
และพบว่าระหว่างการเยี่ยมชมสำนักงานแห่งหนึ่งในอาคารที่ทำการรัฐบาลมหานครโตเกียวเมื่อไม่นานมานี้ ในช่วงบ่ายที่อากาศร้อนอบอ้าว จากพนักงานชายทั้งหมด 70 คน มีเพียง 11 คนเท่านั้นที่สวมกางเกงขาสั้นขานรับนโยบายดังกล่าว
โลกที่ร้อนขึ้นบังคับให้เราต้องปรับตัวและกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์อย่างเงียบๆ
ประเทศที่เคยมีฤดูหนาวยาวนานหลายประเทศในยุโรปต้องเรียนรู้วิธีอยู่กับฤดูร้อนที่ยาวนานขึ้น
ญี่ปุ่นเองก็หนีความจริงนี้ไม่พ้น ประเทศที่เคยภาคภูมิใจกับระเบียบวินัยนี้ กำลังเรียนรู้ว่าความยืดหยุ่นก็เป็นอีกคุณสมบัติข้อหนึ่งของสังคมที่เข้มแข็งด้วยเช่นกัน
เพราะสิ่งที่ทำให้ประเทศนี้ได้รับความเคารพจากคนทั้งโลก
ไม่ใช่ความยาวของกางเกง หากเป็นวัฒนธรรมการทำงาน ความรับผิดชอบ และความพิถีพิถันที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
และบางครั้ง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของสังคมก็อาจเริ่มต้นจากรายละเอียดที่เล็กที่สุด อย่างการนุ่งกางเกงขาสั้นมาทำงานเหมือนในกรณีนี้ก็เป็นได้

การเมืองเรื่องกางเกงขาสั้นแบบไทยๆ
สวนทางกับประเทศญี่ปุ่นที่ภาครัฐจัดแจงนโยบายการสวมกางเกงขาสั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้คนในสังคม
ประเทศไทยเองกลับมีประเด็นดราม่าเรื่องกางเกงขาสั้นขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นำทีมงานปราสาทสายฟ้า พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
โดยนายเนวินได้สวมใส่กางเกงขาสั้นเข้าร่วมพิธี จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมถึง “กาลเทศะ” ของการแต่งกายในพิธีที่มีลักษณะเป็นทางการและเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่ประชาชนจำนวนมากให้ความเคารพ
ทันทีที่มีกระแสความไม่พอใจดังกล่าวเกิดขึ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กภาพถ่ายร่วมกับครอบครัว โดยระบุข้อความว่า “นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า…สบายอ่ะ” พร้อมใส่แฮชแท็ก #ก็ลมมันเย็น
จึงไม่พ้นที่จะถูกตีความว่าเป็นการส่งกำลังใจหรือแสดงจุดยืนเชิงสัญลักษณ์ต่อกรณีของนายเนวิน ชิดชอบ
แต่ทั้งนี้ บริบทของทั้งสองคนย่อมแตกต่างกัน
เพราะภาพของนายอนุทินเป็นการแต่งกายในวันพักผ่อนและใช้ชีวิตส่วนตัว
ไม่ใช่การเข้าร่วมพิธีการที่มีลักษณะเป็นทางการเหมือนนายเนวิน ชิดชอบ
เป็นที่รู้กันดีว่า ตลอด 10 ปีหลังวางมือทางการเมือง นายเนวิน ชิดชอบ เลือกที่จะสวม “เครื่องแบบใหม่” อย่างเสื้อฟุตบอลทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และกางเกงขาสั้นไปไหนมาไหนจนเป็นภาพจำ ชนิดที่ไม่เว้นแม้แต่จะสวมกางเกงขาสั้นไปร่วมงานแต่งงานของบุตรชายตนเองที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล เสียด้วยซ้ำ
กูรูทางการเมืองหลายท่านวิเคราะห์กันไปในทำนองเดียวกันว่า การสร้างภาพจำใหม่ด้วยลุคสบายๆ แบบนี้ของนายเนวิน ชิดชอบ เป็นการรีแบรนดิ้ง หรือพยายามสื่อสารว่าตนได้วางมือทางการเมือง ทำแต่งานกีฬา ติดดิน เข้าหาง่าย
และลบคำครหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยอย่างที่ใครๆ เขาลือกัน
แต่ลุคสบายๆ สไตล์ลุงเนกับกางเกงขาสั้นที่คุ้นตากลับสร้างปัญหา
เมื่อการแต่งกายแบบไม่เป็นทางการของลุงเน กลายเป็นการลุกล้ำพื้นที่ทางการ ไม่ต่างจากการพยายามท้าทายและลดทอนอำนาจของพื้นที่และพิธีการต่างๆ ที่ผู้อื่นเขายึดถือศรัทธา ด้วยความไม่เป็นทางการจากกางเกงขาสั้นที่ตนเองสวมใส่ไปไหนมาไหนในตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
ไม่ต่างจากขนหน้าแข้งของคุณลุงวัยกลางคน ที่กำลังคุกคามสายตาเพื่อนร่วมงานสาวในประเทศญี่ปุ่นอยู่ในตอนนี้

จากที่เคยสบายๆ สไตล์เนวิน ดราม่าครั้งนี้คงลงหนักจริงๆ ถึงขนาดที่นายเนวิน ชิดชอบ ต้องออกมาโพสต์อธิบายโต้ตอบผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจลุงเนวินว่า “เรื่องการแต่งกายของผม เป็นสิทธิส่วนตัวของผมที่สะดวกสบายแบบนี้ ผมมาทำพิธีด้วยการใส่เสื้อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และกางเกงขาสั้นแบบนี้ทุกปีเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลหลักเมืองอนุญาต ไม่เคยทักท้วงสักครั้ง
การแต่งกายด้วยกางเกงขายาวหรือขาสั้น ไม่อาจบอกได้ว่าเรามีความเคารพ เชื่อถือ ศรัทธา หรือไม่อย่างไร แต่การปฏิบัติของผมเป็นประจำมานานกว่า 10 ปีแล้ว บ่งบอกได้ว่าผมมีความเคารพศรัทธาและบูชาองค์พ่อจตุคามรามเทพ ด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยเครื่องแต่งกาย
ส่วนท่านที่วิพากษ์วิจารณ์การแต่งกายของผม ก็เป็นสิทธิของท่าน ผมไม่โต้ตอบ ไม่ชี้แจง เพียงแต่จะเรียนว่า ถ้าไม่ใช่งานที่ผมเป็นเจ้าภาพเองแล้ว ทุกงานที่ผมไปร่วมด้วยเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น เป็นงานที่เจ้าภาพอนุญาต ผมจึงไปร่วม ผมขอเรียนว่าผมให้เกียรติทุกคนที่ให้เกียรติผม”
จากปฏิกิริยาของนายเนวินนี้เอง ‘หนุ่มเมืองจันท์‘ สรกล อดุลยานนท์ วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า จากที่สวมกางเกงขาสั้นแบบนี้มาเป็น 10 ปีไม่เคยเป็นปัญหา ที่มาเป็นปัญหาเพราะน่าจะเกิดจากที่บารมีของนายเนวิน ชิดชอบ แตกต่างไปจากเดิม บวกกับกระแส “สีน้ำเงิน” เริ่มตก ทำอะไรขวางหูขวางตาหน่อยก็โดนเล่น
ถ้านายเนวินและพลพรรคสีน้ำเงิน จับกระแสเรื่องนี้ดีๆ และตีความแบบไม่เข้าข้างตัวเอง คงประเมินได้ว่าตอนนี้ความรู้สึกของสังคมเป็นอย่างไร
หากลุงเนวินจะเรียนรู้อะไรสักอย่างจากนโยบายการสวมกางกางขาสั้นไปทำงานของคนญี่ปุ่น
คงรู้ได้ว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่าลุงเนวินสวมกางเกงอะไร เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า สิ่งที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นได้รับความเคารพจากคนทั้งโลก ไม่ใช่ความยาวของขากางเกงที่ใส่ไปทำงาน
หากเป็นวัฒนธรรมการทำงาน ความรับผิดชอบ และความพิถีพิถันเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนการทำงานต่างหาก
ซึ่งลุงเนวินและเครือข่ายพรรคพวกของลุงเองต้องไปคิดว่า สมัครพรรคพวกของตนที่เป็นรัฐบาลคุมอำนาจทำงานให้ประเทศอยู่ในตอนนี้ มีสิ่งเหล่านี้ที่ว่ามาบ้างหรือไม่ หรือเคยทำสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชนได้รู้ ได้เห็น หรือสัมผัสได้บ้างหรือเปล่า
ถ้าถามตัวเองแล้วยังไม่ได้คำตอบ ลองถามประชาชนบ้างก็คงดี
ข้อมูลประกอบการเขียน
https://www.nytimes.com/2026/07/19/world/asia/japan-cool-biz-tokyo-shorts-heat.html
