| การศึกษา
เหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงสร้างความสะเทือนใจต่อสังคมไทย
หากยังสะท้อนปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ยังไม่นับรวมเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งกรณีลูก สจ. นักเรียนโรงเรียนดังย่านสามเสน ใช้ปืนขู่เพื่อน
รวมถึงกรณีนักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนถูกกลุ่มเพื่อนร่วมห้องกลั่นแกล้ง ทำร้ายร่างกาย รีดไถเงิน
เหตุการณ์เหล่านี้อาจมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดต่างส่งเสียงเตือนถึงความรุนแรงที่แฝงอยู่ในตัวเด็กและเยาวชน
ตั้งแต่เสียงปืนของนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ไปจนถึงเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กที่ตกเป็นเหยื่อ กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างกว้างขวาง
และที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ เสียงเงียบของเด็กจำนวนมากที่เผชิญความรุนแรงทั้งทางกายและจิตใจ แต่ไม่เคยถูกมองเห็น
คำถามเรื่องประสิทธิภาพของระบบป้องกัน การคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยง และการดูแลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนในรั้วโรงเรียน ไปจนถึงการดูแลบุตรหลานในสถาบันครอบครัว จึงถูกโยนกลับมาให้ต้องช่วยกันหาคำตอบอีกครั้ง…
นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ในฐานะคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) ให้ข้อคิดเห็นไว้น่าสนใจว่า ปัจจุบันสังคมไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะ ‘การผลิตซ้ำความรุนแรง’ อย่างน่าวิตก
และไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่มีตัวบ่งชี้และปัจจัยสนับสนุนที่สะสมและเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี
อาทิ ปี 2563 เกิดเหตุการณ์กราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา,
ปี 2565 เหตุการณ์กราดยิงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู,
ปี 2566 เหตุการณ์กราดยิงที่สยามพารากอน
และปี 2569 เหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงเหตุการณ์กราดยิงล่าสุดที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี
จากการเปิดเผยข้อมูลและรายงานวิจัย พบปัจจัยเสี่ยงที่สะท้อนถึงวิกฤตความรุนแรง ดังนี้
1. ปัญหาครอบครัว อัตราการหย่าร้างในสังคมไทยพุ่งสูงถึงประมาณ 40%
2. อัตราเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดมีช่วงอายุน้อยลงเรื่อยๆ เริ่มพบตั้งแต่ช่วงอายุ 13–14 ปี
3. การครอบครองอาวุธปืน ไทยมีอัตราการถือครองปืนสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉลี่ยสูงถึง 15 กระบอกต่อประชากร 100 คน
4. พฤติกรรมติดหน้าจอ เด็กและเยาวชนใช้เวลาอยู่กับหน้าจอและเกมสูงถึง 6–7 ชั่วโมงต่อวัน
5. ความรุนแรงในสถานศึกษา ปัญหาการบูลลี่ การทำร้ายร่างกาย การข่มขู่ รีดไถเงิน และการแกล้งกันในโรงเรียนเพิ่มสูงขึ้นและมีความรุนแรงมากกว่าในอดีตถึง 3 เท่า
และ 6. ปัญหาสุขภาพจิต เด็กและเยาวชนเผชิญภาวะซึมเศร้าและการแยกตัวออกจากสังคมเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

“นอกจากปัจจัยเสี่ยงแล้ว ระบบการศึกษายังถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการรับมือ ดังนี้ 1. ระบบโรงเรียนไม่ตอบโจทย์ โรงเรียนยังคงเน้นการแข่งขันและเกรดเฉลี่ย ผู้ปกครองพยายามส่งลูกเข้าโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีห้องเรียนแออัด (เด็ก 40–50 คนต่อห้อง) ส่งผลให้ครูไม่สามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง เมื่อเด็กถูกรังแก บูลลี่ หรือรีดไถเงิน เสียงร้องเรียนของเด็กจึงมักถูกมองข้ามและเงียบหายไป 2. การทำงานแบบแยกส่วน การแก้ไขปัญหาของภาครัฐยังขาดการบูรณาการ เช่น นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเฉพาะเรื่องกฎหมายการครอบครองปืน, กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เน้นตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงแห่งมนุษย์ (พม.) เน้นการเสนอปรับลดอายุผู้กระทำผิด และ 3. มาตรการหรือนโยบายที่ออกมามักตื่นตัวและจริงจังเพียง 2–3 สัปดาห์ หลังจากเกิดเหตุการณ์ใหญ่ จากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป และกลับมาถอดบทเรียนกันใหม่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งต่อไป” นายสมพงษ์กล่าว
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อก้าวข้ามวิกฤตการผลิตซ้ำความรุนแรง ได้แก่
1. สร้างองค์รวมในการคุ้มครองเด็ก เปลี่ยนจากการต่างคนต่างทำ มาเป็นการดูแลคุ้มครองเด็กอย่างเป็นระบบและครบวงจร
2. เร่งปรับเปลี่ยนระบบการเรียนรู้ ปรับปรุงหลักสูตร สภาพแวดล้อม และระบบนิเวศรอบตัวเด็กให้เป็นรูปธรรม รวมถึงให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของเด็กมากกว่าผลการเรียน
และ 3. เปิดพื้นที่รับฟังเสียงของเด็ก สร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ใช้งานได้จริงในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสื่อ เพื่อให้เด็กมีพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน
รวมถึงเมื่อเด็กถูกละเมิดหรือถูกรังแก ต้องมีผู้รับฟังและนำไปสู่การช่วยเหลือทันที เพื่อหยุดการสะสมความกดดันจนกลายเป็นชนวนระเบิดทางอารมณ์และความรุนแรงในอนาคต
ขณะที่นายสมโภชน์ สุทธิปัญญา ที่ปรึกษากฎหมายสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน (แห่งประเทศไทย) กล่าวว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายจำเป็นต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจังว่า ระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันมีความพร้อมและครอบคลุมเพียงพอแล้วหรือไม่
เป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะนำมาทบทวนระบบดูแลเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาในภาพรวม ทั้งในมิติของ “ความปลอดภัยทางกายภาพ” และ “ความปลอดภัยทางใจ”
ปัจจุบันครูและผู้บริหารสถานศึกษาต้องรับผิดชอบทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน การบริหารสถานศึกษา และการดูแลนักเรียน ขณะที่สภาพปัญหาของเด็กและเยาวชนมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ปัญหาครอบครัว การถูกกลั่นแกล้ง ความรุนแรง ปัญหาความสัมพันธ์ แรงกดดันจากการเรียน สังคม และสื่อออนไลน์ ตลอดจนพฤติกรรมหรือภาวะทางอารมณ์ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ครูสามารถเป็นผู้สังเกต ให้คำแนะนำ และช่วยเหลือเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่แทนนักจิตวิทยา จิตแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์
“ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นสมควรเสนอให้รัฐบาลพิจารณายกระดับเรื่อง ‘ความปลอดภัยและสุขภาวะทางจิตในสถานศึกษา’ ให้เป็นวาระเชิงนโยบายระดับประเทศ โดยดำเนินการอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และมีบุคลากร กลไก และงบประมาณรองรับอย่างเหมาะสม มิใช่เป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้าเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว อาทิ จัดให้มีนักจิตวิทยาโรงเรียนหรือนักจิตวิทยาเด็กประจำสถานศึกษา, จัดทำระบบคัดกรองและเฝ้าระวังปัญหาของนักเรียนอย่างเป็นระบบ, จัดให้มีช่องทางขอความช่วยเหลือที่ปลอดภัย เข้าถึงง่าย และเป็นความลับ และสร้างระบบส่งต่อระหว่างโรงเรียนกับระบบสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม เป็นต้น”
“ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ควรจบลงเพียงการสอบสวนหาสาเหตุ การดำเนินการตามกฎหมาย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ หรือการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ควรนำมาเป็น ‘บทเรียนเชิงนโยบายของประเทศ’ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงมิให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก” นายสมโภชน์กล่าว
ทันทีที่เหตุรุนแรงเกิดขึ้น รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เร่งออกมาตรการล้อมคอก
ทั้งให้อำนาจครูตรวจค้นอาวุธ ยาเสพติด หรือกระทั่งบุหรี่ไฟฟ้าในกระเป๋านักเรียน
การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงเตรียมออกมาตรฐานความปลอดภัยแห่งชาติที่จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน
ล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่จำเป็นต่อการยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียน
แต่คงไม่เพียงพอหากยังละเลยการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือความรุนแรงในครอบครัว การกลั่นแกล้งในโรงเรียน สุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน และระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ต้องทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง
