bg-single

ปฏิรูปอาเซียน : จาก Centrality ที่ดี สู่ Credibility ที่จำเป็น

29.10.2025

 บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ปฏิรูปอาเซียน

: จาก Centrality ที่ดี

สู่ Credibility ที่จำเป็น

จาการ์ตาในเดือนตุลาคมอากาศดีจนน่าแปลก ฟ้าใส แสงแดดนุ่ม ลมเย็นพัดเอากลิ่นกานพลูจากบุหรี่ kretek มาปะปนกับกลิ่นกาแฟดำและควันรถบนถนนใหญ่

เสียงหัวเราะของคนหนุ่มสาวดังจากคาเฟ่ริมทาง เมืองนี้มีชีวิตชีวาในแบบที่คาดไม่ถึง เหมือนภูมิภาคที่ยังคงเคลื่อนไหวแม้อยู่ท่ามกลางแรงเสียดทานของโลก

ผมมาที่นี่เพื่อร่วมเสวนาของ Foreign Policy Community of Indonesia (FPCI)

องค์กรที่ก่อตั้งโดย Dino Patti Djalal อดีตเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำสหรัฐอเมริกา และอดีต Vice Minister of Foreign Affairs ของประเทศ

ดิโนเป็นนักการทูตที่เชื่อในพลังของการสานต่อระหว่างรุ่น และมองว่าอนาคตของอาเซียนต้องเกิดจากการร่วมมือของคนรุ่นใหม่กับประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน

ในห้องประชุม ผมได้พบกับ Dr. Marty Natalegawa อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย ผู้เป็นที่รู้จักในภูมิภาคว่าเป็น “เสียงแห่งเหตุผลของอาเซียน” ในช่วงเวลาวิกฤต

เขาเคยมีบทบาทสำคัญในการนำอาเซียนผ่านความขัดแย้ง และรักษาความเป็นหนึ่งเดียวในช่วงปีที่ยากลำบากที่สุดของภูมิภาค

ผมยังได้พบกับ นูรูล อิซซะห์ อันวาร์ ลูกสาวของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย และ อานีส บาสเวดัน อดีตผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา ทั้งสองต่างพูดด้วยน้ำเสียงของคนที่อยากเห็นอาเซียนเข้มแข็งขึ้นจากภายใน

เสาหลักที่พาอาเซียนมายืนตรงนี้

Dr. Marty กล่าวอย่างมั่นคงว่า

“Centrality and Unity are what carried ASEAN from the beginning until now.”

เขาอธิบายว่า ความเป็นศูนย์กลางและความเป็นเอกภาพคือสองเสาหลักที่ทำให้อาเซียนยืนอยู่ได้

จากยุคสงครามเย็น สู่โลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ จากการรวมกลุ่มสิบประเทศ สู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน

อาเซียนเติบโตขึ้นเพราะเรายังไม่แตกกัน

ผมพยักหน้าเห็นด้วย และพูดต่อในที่ประชุมว่า

วันนี้อาเซียนกำลังอยู่บนทางแยกสำคัญ

หาก Centrality (ความเป็นศูนย์กลาง) และ Unity (ความเป็นเอกภาพ) คือสิ่งที่พาเรามาถึงจุดนี้

หกสิบปีข้างหน้า เราต้องต่อยอดด้วยอีกสองเสาหลักคือ Relevancy (ความเกี่ยวข้อง) และ Credibility (ความน่าเชื่อถือ)

เพื่อให้อาเซียนไม่เพียงมีที่นั่งในโต๊ะประชุม แต่มีที่ยืนในใจของประชาชน

เพราะคำว่า “ศูนย์กลาง” จะไม่มีความหมาย หากประชาชนยังไม่รู้สึกว่าอาเซียนช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นจริง

จากวันนั้นถึงวันนี้

: จุดเริ่มต้นของแนวคิด

“ASEAN Quick Wins”

แนวคิดเรื่อง ASEAN Quick Wins ไม่ได้เกิดขึ้นบนเวทีในจาการ์ตาเท่านั้น

แต่ย้อนกลับไปในวันที่ผมเพิ่งชนะการเลือกตั้งในประเทศไทย

วันนั้นผมนั่งอยู่ในห้องประชุมเล็กๆ กับ ฟูอาดี พิศสุวรรณ (Fuadi Pitsuwan) ลูกชายของอดีตเลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ

เราคุยกันว่า ถ้าอาเซียนจะมีความหมายกับคนรุ่นใหม่จริง ๆ มันต้องเริ่มจาก “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้”

สิ่งที่ เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน และ มีแรงต้านต่ำ ทั้งจากภายในภูมิภาคและจากมหาอำนาจภายนอก

เราเห็นพ้องกันว่า อาเซียนต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามันสามารถ “ลงมือ” กับปัญหาที่คนในภูมิภาครู้สึกได้จริง

ไม่ใช่เพียงพูดในห้องประชุมใหญ่ที่อยู่ห่างจากชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่หลายพันกิโลเมตร

แนวคิดนั้นยังอยู่ในใจผมจนถึงวันนี้

และในเวที FPCI ที่จาการ์ตา ผมได้มีโอกาสพูดถึงมันอีกครั้ง

อาเซียนต้องเริ่มจากผลลัพธ์ที่จับต้องได้

สิ่งที่ผมเสนอในวันนั้นคือ “สาม Quick Wins” ที่อาเซียนสามารถทำได้ทันที เห็นผลจริง และไม่กระทบต่อสมดุลของภูมิภาค

1. ASEAN Clean Air Accord

ข้อตกลงระดับภูมิภาคเพื่อรับมือกับไฟป่าและมลพิษข้ามพรมแดน

ตั้งเป้าลดค่าเฉลี่ย PM 2.5 ร่วมกันภายในปี 2030 พร้อมระบบติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ที่ทุกประเทศเข้าถึงได้

อากาศที่เราหายใจไม่รู้จักพรมแดน การแก้ปัญหาก็ไม่ควรหยุดอยู่แค่ภายในประเทศ

ถ้าอาเซียนเริ่มตรงนี้ เราจะได้ทั้งสุขภาพของประชาชนและศรัทธาที่หายไปกลับคืนมา

2. ASEAN Cyber Scam Combat Task Force

ศูนย์ประสานงานระดับภูมิภาคเพื่อปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ที่ข้ามพรมแดน ตั้งแต่คอลเซ็นเตอร์ปลอมจนถึงการหลอกลวงออนไลน์ที่สร้างความเสียหายมหาศาลในภูมิภาค

โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีของประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ

ถ้าอาเซียนสามารถปกป้องคนธรรมดาให้ปลอดภัยจากการหลอกลวงทางออนไลน์ได้จริง นั่นจะเป็นหลักฐานของความเกี่ยวข้องที่ประชาชนสัมผัสได้

3. ASEAN Maritime De-escalation Hotline

สายด่วนทางทะเลระหว่างหน่วยยามฝั่งและกองทัพเรือของประเทศสมาชิก เพื่อป้องกันเหตุเข้าใจผิดหรือการปะทะโดยไม่ตั้งใจ

เริ่มจากอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ก่อนขยายไปสู่ทะเลจีนใต้

เหตุการณ์เล็กๆ ที่อาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งใหญ่ สามารถป้องกันได้ด้วยการสื่อสารที่ถูกเวลาและไว้ใจได้

เสริมพลังให้อาเซียน

: ปรับโครงสร้าง

และเพิ่มขีดความสามารถ

แต่เพื่อให้ Quick Wins เหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง อาเซียนต้องกล้าปฏิรูปตัวเองจากภายใน โดยเฉพาะ สำนักงานเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) และบทบาทของ เลขาธิการอาเซียน (Secretary-General)

ปัจจุบันเลขาธิการอาเซียนยังมีอำนาจจำกัด ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร และกลไกติดตามผล

องค์กรที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน และมีเศรษฐกิจรวมกันกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่กลับมีงบประมาณประจำปีน้อยกว่ามหาวิทยาลัยขนาดกลางในเอเชีย

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศสมาชิกจะต้อง ขยายอำนาจหน้าที่และเพิ่มงบประมาณให้เลขาธิการอาเซียน

ให้สามารถเป็น “กลไกกลางที่ลงมือได้” ไม่ใช่เพียง “ผู้ประสานที่ต้องรอฉันทมติ”

เลขาธิการควรมีอำนาจในการริเริ่มโครงการใหม่ ติดตามความคืบหน้า และรายงานต่อผู้นำโดยตรง เพื่อให้อาเซียนทำงานได้จริง ไม่ใช่เพียงออกเอกสารสรุปหลังการประชุม

ถ้าอาเซียนไม่กล้าปฏิรูปตัวเองจากภายใน

ความน่าเชื่อถือที่เราพูดถึงก็จะเป็นเพียงแนวคิดสวยๆ ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

สามบททดสอบในไตรมาสหน้า

เมื่อรถเคลื่อนออกจากศูนย์ประชุม ผมมองออกไปบนถนนของจาการ์ตา เมืองยังคงมีชีวิตเหมือนเดิม แต่ในใจผมรู้ว่าอาเซียนกำลังจะเจอบททดสอบใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

บททดสอบที่หนึ่ง : ASEAN Summit

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนปลายเดือนตุลาคม ซึ่งคาดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางมาร่วมด้วยตนเอง

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผู้นำสหรัฐจะมาปรากฏตัวในเวทีนี้

นี่คือโอกาสของอาเซียนที่จะย้ำให้โลกรู้ว่าเรายังมีบทบาทในฐานะเวทีหลักของภูมิภาค แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทดสอบว่าผู้นำอาเซียนจะสามารถรักษาความเป็นเจ้าของเวทีนี้ไว้ได้หรือไม่

การประชุมต้องเป็นของอาเซียนจริงๆ ไม่ใช่เวทีของใครอื่น

บททดสอบที่สอง : การเลือกตั้งเมียนมา

การเลือกตั้งในเดือนธันวาคมซึ่งถูกประกาศว่าเป็น “การกลับสู่ประชาธิปไตย”

แต่ในความเป็นจริงยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด ทั้งพื้นที่ที่เลือกไม่ได้ พรรคการเมืองที่ถูกแบน และประชาชนที่ยังหลบหนีการสู้รบ

อาเซียนต้องแสดงให้เห็นว่าเรามีมาตรฐานขั้นต่ำของการเลือกตั้งที่เป็นธรรม

ถ้าเรากล้ากำหนดมาตรฐานนี้ไว้ มันจะเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นความน่าเชื่อถือของอาเซียนเอง

บททดสอบที่สาม : แรงกดดันจากมหาอำนาจโลก

ทั้งสหรัฐ จีน อินเดีย และรัสเซีย ต่างเร่งขยายอิทธิพลในภูมิภาค

อาเซียนต้องรักษาสมดุลให้ได้ว่าจะร่วมมือกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด

นี่คือการทดสอบบทบาทของอาเซียนในยุคที่โลกกำลังแบ่งขั้วอีกครั้ง

สามบททดสอบนี้จะบอกว่าอาเซียนในปี 2025 จะเป็นผู้กำหนดเกมหรือเป็นเพียงผู้สังเกตเกมของคนอื่น

ผมยังเชื่อว่าอาเซียนทำได้ ถ้าเรากล้าปรับจากการประชุมที่ยาวไปสู่การลงมือที่จริง

จาก Centrality และ Unity ที่เคยพาเรามาถึงวันนี้

สู่ Credibility และ Relevancy ที่จะพาเราไปต่อในวันพรุ่งนี้

Centrality ให้ตำแหน่งในโลก

แต่ Credibility และ Relevancy จะให้ที่ยืนในใจคน

ถ้าอาเซียนทำให้อากาศสะอาดขึ้น ชีวิตปลอดภัยขึ้น และทะเลสงบขึ้นได้จริง

เราจะกลับมาเป็นภูมิภาคที่ผู้คนรู้สึกภาคภูมิใจอีกครั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19