เมื่อ ‘ลาลีก้า-เซเรียอา’ ท้าทายระบบ และบทเรียนจาก ‘เอ็นเอฟแอล’
Technical Time-Out | SearchSri
กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางหลังจาก กัลโช่ เซเรียอา และ ลาลีก้า สองลีกลูกหนังชั้นแนวหน้าของยุโรป วางแผนส่งเกมลีกในประเทศไปเตะในต่างแดน ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกมลีกฟุตบอลยุโรปไปเตะกันนอกประเทศ
แมตช์แรกคือเกมระหว่าง บียาร์รีล กับ บาร์เซโลน่า ซึ่งจะไปเตะกันที่ฮาร์ดร็อก สเตเดียม เมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 20 ธันวาคม
ส่วนอีกแมตช์คือเกมระหว่าง เอซี มิลาน กับ โคโม่ ซึ่งจะไปเตะกันที่เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า
กรณีหลังนั้นมีเหตุผลเนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับที่สนามซานซิโร่จะถูกใช้ในพิธีเปิดการแข่งขัน โอลิมปิกเกมส์ฤดูหนาว 2026 ที่เมืองมิลานพอดี
ส่วนกรณีแรกนั้น ลาลีก้าบอกว่าอยากให้เข้าใจว่านี่เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญเพื่อการโปรโมตลีกในระดับนานาชาติ

แน่นอนว่าประเด็นนี้โดนต่อต้านอย่างหนักจากทั้งสโมสรร่วมลีก แฟนบอล และบรรดานักเตะ แม้แต่ ฮานซี่ ฟลิค กุนซือบาร์ซ่าเองก็ยังบ่นออกสื่อว่า ตัวเขาและลูกทีมไม่แฮปปี้กับเรื่องนี้เลย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นการตัดสินใจของสโมสร
ขณะที่ ริชาร์ด มาสเตอร์ส ซีอีโอของ พรีเมียร์ลีก ยืนยันว่า พรีเมียร์ลีกไม่มีแผนจะทำตามลีกสเปนและอิตาลีอย่างแน่นอน
สมาคมนักฟุตบอลอาชีพสเปนขอความร่วมมือจากบรรดานักเตะในลาลีก้าให้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการยืนนิ่งไม่เตะในช่วง 15 วินาทีแรกของเกมเตะแต่ละนัด เป็นการประท้วงลีก โดยย้ำว่าการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเตะเกมลีกถึงอีกซีกโลกหนึ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างมาก และไม่คำนึงถึงสุขภาพของนักเตะ จากที่ปัจจุบันโปรแกรมเตะก็ถี่กว่าเดิมมากๆ อยู่แล้ว
ส่วนฝั่งสมาคมแฟนบอลก็พยายามหาช่องทางกฎหมายขวางไม่ให้เกมเตะนอกประเทศเกิดขึ้น ด้วยมองว่าการเอาเกมลีกที่ควรเป็นเรื่องของท้องถิ่น เป็นความผูกพันของคนในพื้นที่กับสโมสรนั้นๆ ไปเตะยังสนามกลางที่ห่างไกล เป็นการไม่เคารพต่อหลักการของเกมเหย้า-เยือน โดยปราศจากเหตุผลที่เข้าใจได้
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) จะย้ำว่าสหพันธ์มีจุดยืนชัดเจนไม่เห็นด้วยกับการย้ายเกมลีกไปเตะนอกประเทศต้นทาง แต่ก็อนุมัติเป็นกรณีพิเศษให้กับทั้งลาลีก้าและเซเรียอา โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากกฎระเบียบของฟีฟ่าไม่ได้มีกรอบปฏิบัติที่ชัดเจนในส่วนนี้
เท่ากับว่าตอนนี้เหลืออีกด่านเดียวคือ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) หากได้รับไฟเขียว สองแมตช์ประวัติศาสตร์นี้ก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ขณะที่ลีกลูกหนังยุโรปต่อต้านเรื่องนี้อย่างชัดเจน เมื่อหันไปมองวงการกีฬาอาชีพของสหรัฐอเมริกา 3 จาก 4 ลีกกีฬาอาชีพยอดนิยมของที่นั่น ได้แก่ ลีกบาสเกตบอลเอ็นบีเอ, ลีกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล และ เมเจอร์ลีก เบสบอล (เอ็มแอลบี) ล้วนส่งออกเกมการแข่งขันนอกประเทศมาแล้วกว่า 2 ทศวรรษ
เอ็นบีเอมีโปรแกรม “อินเตอร์เนชั่นแนลเกม” มาตั้งแต่ปี 1990 แข่งนอกประเทศมาแล้ว 40 นัด ใน 4 ประเทศ ส่วนเมเจอร์ลีกแข่งมา 37 นัด ใน 5 ประเทศ ตั้งแต่ปี 1996
แต่ที่ถือว่าประสบความสำเร็จที่สุดในแง่การตลาดกลับเป็นลีกคนชนคน เอ็นเอฟแอล ที่เริ่มส่งออกเกมนานาชาติในปี 2005
ฤดูกาลนี้ เอ็นเอฟแอลมี “อินเตอร์เนชั่นแนลเกม 7 นัด ส่งทีมคละๆ ไปแข่งหลายเมืองในหลายทวีป ทั้งเซาเปาโล ดับลิน ลอนดอน เบอร์ลิน และมาดริด ล่าสุด เพิ่งจัดที่สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยมีแฟนๆ แห่เข้าไปชมเนืองแน่น
ในแง่จำนวนแฟนกีฬาอาจจะสู้กับอีก 2 ลีกไม่ได้ แต่ในโมเดลธุรกิจ ถือว่าเอ็นเอฟแอลประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในด้านรายได้
รายได้ของเอ็นเอฟแอลซึ่งแบ่งสรรให้ 32 ทีมเท่าๆ กัน เพิ่มจาก 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (260,000 ล้านบาท) ในปี 2010 เป็น 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (747,500 ล้านบาท) ในปี 2024 มากกว่าเอ็นบีเอและเอ็มแอลบีเกือบเท่าตัว และมากกว่าพรีเมียร์ลีกถึง 3 เท่า!

เอ็นเอฟแอลประสบความสำเร็จเพราะวางแผนงานในระยะยาวตั้งแต่ปี 2003 โดยเล็งเห็นว่าการนำเกมการแข่งขันไปแข่งในต่างแดนคือการขยายฐานความนิยมสู่ระดับโลก โดยกรุงลอนดอนจัดเกมคนชนคนเอ็นเอฟแอลเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 2007 แล้ว
แรกเริ่มนั้น ทีมในลีกก็ไม่เห็นด้วย เพราะไม่อยากเสียความได้เปรียบในฐานะทีมเหย้าไป และก็ห่วงเรื่องนักกีฬาต้องเดินทางไกล แต่ความคิดต่างๆ ก็เปลี่ยนไปเมื่อแต่ละทีมได้เห็นความนิยมที่ค่อยๆ ขยายวงขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
แจ็กสันวิลล์ จากัวร์ส เป็นทีมเดียวในลีกที่บริหารจัดการอินเตอร์เนชั่นแนลเกมด้วยตัวเอง และเซ็นสัญญาเล่นที่สนามเวมบลีย์อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2013 ทำให้มีรายได้เข้ากระเป๋าแบบเนื้อๆ แถมการที่จากัวร์สไปเล่นที่ลอนดอนอย่างสม่ำเสมอทำให้เมืองแจ็กสันวิลล์ “มีตัวตน” หรือเป็นที่รู้จักของคนที่นั่นมากขึ้น นำไปสู่ผลทางอ้อมอย่างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างสหราชอาณาจักรกับรัฐฟลอริดา
ในส่วนของนักกีฬาเอง เมื่อได้สัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ ได้เห็นกระแสตอบรับที่ดีก็สนุกไปด้วย ส่วนแฟนกีฬาชาวอเมริกัน มีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ที่เดินทางไปชมการแข่งขันนอกประเทศด้วย โดยส่วนหนึ่งมองว่าเป็นบรรยากาศที่แปลกใหม่ไปอีกแบบ

อย่างไรก็ตาม การจะนำโมเดลของลีกกีฬาอาชีพสหรัฐ โดยเฉพาะเอ็นเอฟแอล มาเทียบกับลีกลูกหนังยุโรปตรงๆ คงไม่ถูกนัก เพราะทีมกีฬาอาชีพสหรัฐมีลักษณะเป็นแฟรนไชส์ที่ย้ายเมืองไปมาได้ขึ้นอยู่กับเจ้าของ ขณะที่สโมสรฟุตบอลถือกำเนิดในท้องถิ่นนั้นๆ มีประวัติศาสตร์และความผูกพันมายาวนาน การดึงเกมการแข่งขันออกจากท้องถิ่นจึงอาจทำได้ยากกว่า
อีกทั้งฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมอันดับ 1 ของโลก มีแฟนๆ ติดตามมหาศาลทั่วโลก ต่างจากอเมริกันฟุตบอลซึ่งได้รับความนิยมในวงจำกัด การทำแผนการตลาดจึงย่อมแตกต่างกัน
ใดๆ ก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือความร่วมมือของทุกภาคส่วน ต้องยอมเสียสละกันคนละมากน้อยหากหวังความสำเร็จในระยะยาว
การคิดนอกกรอบของลาลีก้ากับเซเรียอาจะเป็นก้าวแรกของการตีตลาดโลกอย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่ รวมถึงจะ “คุ้มค่า” กับสิ่งที่ต้องเสียไปหรือเปล่า อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าคงเห็นภาพกันชัดขึ้น
