bg-single

ปราสาทขอม คือเทวาลัย หรือสุสาน? (จบ)

03.11.2025

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้วว่า มีการพบ “โลงหิน” อยู่ตามปราสาทหลังต่างๆ ในเขตเมืองพระนคร อันเป็นเมืองของพวกขอมโบราณ ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในเขต จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดย ศ.ยอร์ช เซเดส์ ระบุเอาไว้ในบทความที่มีชื่อว่า “La destination funéraire des grands monuments khmèrs” ที่ถูกตีพิมพ์ออกมาเมื่อ พ.ศ.2483 ว่า มีขนาดใกล้เคียงกันกับ “โกศ” พร้อมทั้งนำเสนอ และเปรียบเทียบร่องรอยหลักฐานต่างๆ ระหว่าง โลงหิน กับโกศ ของกัมพูชา และไทย อีกด้วย

แต่นอกเหนือจากที่ได้นำเสนอไปในตอนที่แล้ว เซเดส์ ยังได้อ้างอิงถึง ข้อมูลของนักการทูตชาวจีนสมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ.1814-1911) อย่าง โจวต๋ากวาน (หรือที่นิยมเรียกกันในโลกภาษาไทยว่า จิวตากวน) ที่ได้เดินทางเข้าไปในเมืองพระนคร (ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขต จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา) แล้วพำนักอยู่ที่นั่นระหว่างช่วง พ.ศ.1839-1840 ที่ได้บันทึกเรื่องเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมศพของกษัตริย์เมืองพระนครในยุคนั้นเอาไว้ว่า

“กษัตริย์จะถูกบรรจุไว้ในปราสาทองค์หนึ่ง แต่ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าเขาฝังพระบรมศพหรือฝังพระบรมอัฐิเท่านั้น”

เกี่ยวกับข้อความข้างต้นนี้ นักมานุษยวิทยาอย่าง อ.ปรานี วงษ์เทศ ได้แสดงความเห็นในหนังสือ “สังคมและวัฒนธรรมในอุษาคเนย์” (พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2543 โดยสำนักพิมพ์มติชน) อย่างชวนคิดเอาไว้ว่า

“นี่แสดงว่าจะต้องมีภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่งบรรจุพระศพหรือพระอัฐิเก็บไว้ภายในปราสาท และภาชนะดังกล่าวก็น่าจะเป็นโลงหินนี่เอง”

จากรายละเอียดต่างๆ ในงานของเซเดส์ทั้ง 2 ชิ้นข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่า เซเดส์ไม่ได้ปฏิเสธว่า ปราสาทเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับพิธีศพ ดังที่กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัยได้สรุปเอาไว้ในการแปลและเก็บความบทความข้างต้นของเซเดส์ ในทำนองที่ว่า

เซเดส์เห็นว่าปราสาทเหล่านี้เป็นทั้ง “เทวาลัย” ที่ประทับของพระเป็นเจ้า และ “มฤตกาลัย” ไว้พระศพหรืออวเศษวัตถุนั่นแหละ

ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ เซเดส์ยังได้แสดงความเห็นไว้ในบทความข้างต้นอีกด้วยว่า โลงหินจากปราสาทบันทายสำเหร่ ที่ฝาปิดอยู่ครบสมบูรณ์นั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับโลงศพ ชนิดฝาปิดทำเป็นชั้นซ้อนเหมือนพีระมิดขั้นบันได ที่เรียกว่า “เหม” ที่มีใช้อยู่ในประเทศกัมพูชา

(ในความเป็นจริงแล้ว อะไรที่เรียกว่า “เหม” ซึ่งตามรากศัพท์แปลว่า “ทองคำ” แต่ในที่นี้คือ “หีบศพ” ชนิดหนึ่งนี้ ก็มีพบใช้อยู่ทั้งในประเทศไทย และประเทศลาวด้วย)

ถึงแม้ว่าเซเดส์จะไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมเอาไว้ แต่ก็ควรสังเกตด้วยว่าการซ้อนชั้นเหมือนกับการย่อตัวของโลงศพแล้วซ้อนสูงขึ้นไปเป็นขั้นบันไดอย่างที่ปรากฏอยู่ในเหมนี้ เปรียบเทียบได้กับสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะไทยนิยมเรียกตามศัพท์ช่างอินเดียว่า “ปราสาท” หมายถึง เรือนซ้อนชั้น ซึ่งจะย่นย่อตัวเรือน หรือจะย่อเฉพาะส่วนหลังคา ซ้อนสูงลดหลั่นกันขึ้นไป

ลักษณะการซ้อนชั้นอย่าง “ปราสาท” นี้ มีคำศัพท์โบราณเรียกอีกอย่างว่า “กุฎาคาร” หรือบางทีจะเรียกด้วยศัพท์ช่างไทยคือ “เรือนยอด” ก็ไม่ผิดอะไรเช่นกัน

ที่สำคัญก็คือ ลักษณะการซ้อนชั้นดังกล่าวนั้น พบได้ทั่วไปในศาสนสถานที่สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ทั่วทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์ ที่ได้อิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียอีกทอดหนึ่ง โดย “ปราสาท” ตามคติดั้งเดิมของอินเดียนั้น หมายถึง ที่สถิต (dwelling), ที่พำนัก (residence) หรือจะเป็นบัลลังก์ (seat) ของเทพเจ้าก็ได้

แน่นอนว่า แนวความคิดที่พ่วงมากับระบบสัญลักษณ์รูปปราสาทซึ่งถูกส่งทอดจากอินเดีย เข้ามาสู่รัฐต่างๆ ในอุษาคเนย์ ที่ยอมรับนับถือศาสนาจากชมพูทวีปนั้น ย่อมสร้างศาสนสถานต่างๆ ขึ้นตามระบบความเชื่อ และสัญลักษณ์จากดินแดนต้นกำเนิดของศาสนาเหล่านั้นแน่

ซึ่งก็หมายรวมถึงสัญลักษณ์และความหมายของอะไรที่เรียกว่า “ปราสาท” ด้วยเช่นกัน

การนำสัญลักษณ์ความเป็นปราสาทมาประดับอยู่บนโลงศพที่เรียกว่า “เหม” จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสถานภาพของผู้ล่วงลับที่อยู่ภายในโลงศพนั้น ซึ่งก็ย่อมหมายรวมถึงโลงหิน จากปราสาทบันทายสำเหร่ด้วยเช่นกัน

และถ้าหากว่าโลงหินอื่นๆ ที่ไม่พบร่วมกับฝาโลง เคยมีฝาโลงในรูปลักษณะของปราสาทอยู่ด้วยแล้ว ก็ย่อมมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างเดียวกันนี้ หมายความว่า “ผู้ตาย” นั้นก็เปรียบได้กับ “เทพเจ้า” นั่นเอง

ควรสังเกตด้วยว่า ในวัฒนธรรมขอมโบราณมีประเพณีการขนานพระนามของ “รูปเคารพ” ไม่ว่าจะเป็น ศิวลึงค์ รูปเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พระโพธิสัตว์ หรือพระพุทธรูปก็ตาม ด้วยการประสมชื่อของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เข้ากับพระนามของกษัตริย์ หรือพระญาติองค์สำคัญ อย่างพระราชบิดา พระราชมารดา หรือพระชายาก็ตาม เพื่อสถาปนาเป็น “รูปสนองพระองค์” ด้วย

ในบทความชิ้นเดิมของเซเดส์ ได้ยกข้อความในจารึกปราสาทแปรรูป ประเทศกัมพูชา ว่าพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 (ครองราชย์ที่เมืองพระนครระหว่าง พ.ศ.1487-1511) ผู้ทรงสร้างปราสาทหลังนี้ ได้ประดิษฐานรูปพระอิศวรขึ้นเพื่อเป็นรูปสนองพระองค์ของพระองค์เอง ไว้ในปราสาทประจำมุมหลังหนึ่งที่ปราสาทแปรรูป โดยขนานพระนามว่า “ราเชนทรวเรมศวร” (คือ ราเชนทรวรมัน+อิศวร) และมีคำอุทิศในจารึกว่า ทรงสร้างขึ้นไว้เพื่อพระองค์เองจะได้วัฒนาถาวรสืบไป คือเป็น “ภูบาลภาวะ” (ภูบาล แปลว่า กษัตริย์) คือ “ภูบาลภาพ” ของพระองค์ ตามคำศัพท์ที่ปรากฏอยู่ในจารึก

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่เซเดส์แปลคำว่า “ภูบาลภาวะ” ในจารึกหลักนี้ ออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “essence royale”

แต่รูปสนองพระองค์นั้น ไม่จำเป็นต้องมีเพียงองค์เดียว ตัวอย่างคือ ที่ปราสาทแปรรูปนั้น มีรูปสนองพระองค์อีกองค์หนึ่งของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 อยู่อีกองค์หนึ่งที่ชื่อ “ราเชนทรภัทเรศวร” (ราเชนทร+ภัทเรศวร โดย “ภัทเรศวร” เป็นชื่อศิวลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ ตามคติของชาวจาม และชาวเขมรโบราณ) อยู่ด้วยเช่นกัน

ลักษณะอย่างนี้ชวนให้นึกถึงความเชื่อในศาสนาผี ของอุษาคเนย์ ที่พลังชีวิตของคนตาย (ในกรณีของกลุ่มคนที่พูดภาษาไต-ไท คือขวัญ) จะไปรวมเข้ากับผีบรรพชน ที่สถิตอยู่ตามสถานที่ต่างๆ

ดังที่งานสำรวจความเชื่อดั้งเดิมในเกาะบาหลีที่มีชื่อว่า “Indian Influence in Old Balinese Art” ของนักโบราณคดี ควบตำแหน่งนักประวัติศาสตร์ชาวดัตช์ ที่มีชีวิตอยู่ยุคอาณานิคมอย่าง วิลเลม สตุตเตอร์เฮม (Willem Frederik Stuttertheim, พ.ศ.2435-2485) ได้ระบุไว้ว่า ชาวบาหลีเชื่อว่า ผีบรรพชนจะซ่อนตัวตามแม่น้ำ หรือบนภูเขา พวกเขาเป็นเจ้าของแหล่งน้ำ

ปราสาทเหล่านี้ นอกจากจะมีหน้าฉากเป็นเทวสถานของเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หรือพุทธสถานในพุทธศาสนาแบบมหายานแล้ว จึงยังเป็นที่สถิตของผีบรรพชน ในรูปที่ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาใหม่ที่ถูกนำเข้ามาจากชมพูทวีป โดยมีรูปประติมากรรมที่เป็นภูบาลภาพ อันเป็นที่สถิตพลังชีวิตของกษัตริย์ หรือชนชั้นนำ กับโลงหิน อันเป็นประจักษ์พยานของความเป็นมฤตกาลัย เป็นพยานปากเอก

ที่สำคัญก็คือ ในบทความ La destination funéraire des grands monuments khmèrs นั้น เซเดส์ยังได้ระบุต่อไปด้วยว่า ประเพณีการบูชาเจ้านายดุจดั่งเทพเจ้าอย่างนี้ ไม่ได้มีที่มาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หรือศาสนาพุทธ รวมถึงไม่ใช่ประเพณีที่มีอยู่เฉพาะในกัมพูชา เพราะได้ปรากฏอยู่ใน จามปา ชวา และบาหลี รวมไปถึงในอินเดีย

(ในกรณีของอินเดียนั้น เซเดส์หมายถึง ความเชื่อแบบศาสนาผีท้องถิ่นในอินเดีย โดยที่ในตัวบท เซเดส์ไม่ได้ระบุชัดเจนลงไปว่า หมายถึงเฉพาะการนับถือกษัตริย์มีฐานะเสมือนเทพเจ้า หรือหมายรวมถึงการผนวกกษัตริย์ หรือเชื้อพระวงศ์ต่างๆ เข้าเป็นหนึ่งเดียวกับเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์สำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หรือพุทธศาสนา หลังจากสิ้นพระชนม์ไปแล้วด้วย)

เซเดส์ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้อีกด้วยว่า รูปสนองพระองค์ในวัฒนธรรมขอมโบราณนั้น จะสร้างให้กับเชื้อพระวงศ์ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว หรือยังมีพระชนม์ชีพอยู่ก็ได้ ในกรณีนี้ กษัตริย์จึงถูกเทิดทูนในฐานะของพระอิศวร (หรือจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นก็ได้) ตั้งแต่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ซึ่งก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจในฐานะความเป็น “เทวราช” (God king) ของกษัตริย์ ในรัฐจารีตของอุษาคเนย์ได้อย่างชัดเจน

ปราสาทต่างๆ ในวัฒนธรรมขอมโบราณเหล่านี้ หลายแห่งจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ “เทวาลัย” อันเป็นที่ประทับของเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาที่ถูกนำเข้ามาจากชมพูทวีปแต่เพียงเท่านั้น

เพราะยังทำหน้าที่เป็นอาศรมของ “ผีบรรพชน” ที่มี “พลังชีวิต” หรือที่ในจารึกเรียกว่า “ภูบาลภาพ” สถิตอยู่

ปราสาททั้งหลังนั้นจึงเป็นเสมือนสรวงสวรรค์ หรือพระราชวังในชีวิตหลังความตายของผีบรรพชน ที่มีหน้าฉากเป็นรูปของพระอิศวร หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใดก็แล้วแต่ในจักรวาลของศาสนาจากชมพูทวีปที่เข้ามาใหม่

และ “โลงหิน” ทั้งหลายที่พบอยู่ตามปราสาทเหล่านี้ ย่อมต้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนพิธีในการส่ง “ภูบาลภาพ” ของบรรพกษัตริย์ เข้าไปสถิตอยู่ภายในปราสาทนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การกลับมาของนักการเมือง
ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว ส.ว. กกต.จะกล้าส่งให้ศาลหรือไม่?
ร่างทรง | เรื่องสั้น : อรรถสิทธิ์ สมจารี
ฝุ่น
มึงรู้จักกูน้อยไป | กวีกระวาด : ในเมือง รักเสรี
APEC ในยุคเปลี่ยนผ่าน เศรษฐกิจและซัพพลายเชนสะดุด
จากช่องแคบฮอร์มุซ ถึงช่องแคบมะละกา
อีกสิบปีเราจะมีนายกฯ ชื่อ…?
กระแสตีกลับพรรคส้ม ดราม่าถล่ม เปิดตัว ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ตัวช่วย-ตัวฉุด ดร.โจ? หรือจะสู้ ‘ชัชชาติ’ ได้? แม้เผชิญกระแส ‘ระบอบอากง’
เหมืองทองที่ล่องแจ้ง
E-DUANG | ปรากฎการณ์ พนัส ไทยล้วน ความเป็นจริง ใน สังคมไทย
อัพสกิล เอไอ อัพสกิล การเมือง