สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
งานเอ็กซ์โปโอซาก้า 2025 ปิดฉากไปแล้วตั้งแต่กลางตุลาคม ตลอดการจัดงาน 6 เดือน (184 วัน) มีผู้คนทั่วโลกเข้าชมมากกว่า 29 ล้านคน เป็นงานแสดงนิทรรศการด้านวางแผนการสร้างสังคมในอนาคตให้สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่โดดเด่นที่สุดของปีนี้
แนวคิดของงานเอ็กซ์โปมีเป้าหมายให้ชาวโลก 8 พันล้านคนร่วมกันใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทั้งกายใจ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ฝ่าฟันเอาชนะวิกฤตการณ์ต่างๆ ทั้งโรคระบาด ภาวะโลกเดือด ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอันรวดเร็ว ค้นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อนำไฮเทคล้ำสมัยไม่ว่าจะปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) บิ๊กดาต้า หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีชีวภาพ มาประยุกต์ใช้สรรค์สร้างให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโลก
อย่างที่ทราบกันดีปี 2573 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า สหประชาชาติเล็งว่าโลกใบนี้จะเข้าถึงเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ดังนั้น การจัดเอ็กซ์โปโอซากาปีนี้ด้วยหัวข้อออกแบบสังคมแห่งอนาคตเพื่อชีวิตของเรา “Designing Future Society for Our Lives” จึงกลายเป็นหนทางสำคัญในการดึงชาวโลกร่วมเดินไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

ที่มาที่ไปของการตั้งหัวข้อดังกล่าวนั้นเริ่มขึ้นขณะเกิดวิกฤตการณ์ “โควิด-19” ทั้งโลกพากันผวาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นว่าชาวโลกเผชิญกับวิกฤตครั้งนี้อย่างหนักหน่วงรุนแรงมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อร้ายเป็นจำนวนมาก เศรษฐกิจโลกหยุดชะงักและผู้คนที่อยู่รอดก็พากันวิตกกังวลกับอนาคตที่ไม่แน่นอน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามผลักดันให้สังคมญี่ปุ่นเข้าสู่ยุค 5.0 หมายถึง สังคมญี่ปุ่นมุ่งเน้นความเป็นมนุษย์สร้างความสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ กับการแก้ไขปัญหาสังคมที่เกิดในปัจจุบัน อย่างเช่น การลดลงของประชากร ผู้สูงอายุมีมากขึ้น และสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย
งานเอ็กซ์โปโอซากา 2025 เปิดโอกาสให้โลกได้มารวมตัวกันในสถานที่เดียวกัน ร่วมกันคิดรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ รวมพลังเอาชนะวิกฤตโลก และมีชีวิตอยู่ด้วยอนาคตอันสดใส
ซึ่งรากฐานของวัฒนธรรมญี่ปุ่นเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งในโลกใบนี้ล้วนมีชีวิต การปกป้องชีวิต การเสริมพลังชีวิตและการเชื่อมโยงชีวิตจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

รัฐบาลญี่ปุ่นเจาะจงเลือก “โอซากา” ตั้งอยู่ในเขตคันไซ ซึ่งเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาตั้งแต่ยุคโบราณ เป็นแหล่งที่มีมรดกโลกหลากหลาย เป็นศูนย์กลางศิลปะการแสดง เป็น “ครัวของญี่ปุ่น” (Kitchen for the entire nation) ตั้งแต่ยุคเอโดะ ในช่วงศตวรรษที่ 17-19
นอกจากนี้ เขตคันไซยังเป็นศูนย์กลางธุรกิจ การศึกษา มีมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัยด้านอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม
พื้นที่จัดงานเอ็กซ์โปโอซากาอยู่บนเกาะยูเมชิมะ บริเวณปากอ่าวโอซากา เป็นเกาะเทียมสร้างขึ้นเมื่อ 48 ปีที่แล้ว เนื้อที่ 2,400 ไร่ โดยเอาขยะอุตสาหกรรมมาถมแล้วตั้งชื่อว่าเกาะแห่งความฝันหรือยูเมชิมะ
ต่อมาพัฒนาเป็นศูนย์การขนส่งทางเรือ และเมืองอัจฉริยะ ศูนย์เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน
หลังเสร็จงานเอ็กซ์โปแล้ว ทางรัฐบาลท้องถิ่นโอซากาจะพัฒนาให้เป็นเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และกาสิโนแห่งแรกของญี่ปุ่น
การแปลงโฉมเกาะยูเมชิมะเพื่อรองรับงานเอ็กซ์โปโอซากาครั้งนี้ต้องใช้เงินลงทุนมโหฬาร
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่น รัฐบาลท้องถิ่น และหน่วยงานเอกชนควักงบฯ รวมแล้วราว 116,000 ล้านเยน หรือประมาณ 24,000 ล้านบาท
เฉพาะการก่อสร้างอาคาร ถนน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ก็ปาไปกว่า 83,900 ล้านเยน หรือเกือบๆ 1.7 หมื่นล้านบาท
โอซากา แกรนด์ริง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของงานเอ็กซ์โปครั้งนี้ ใช้งบฯ ไปกว่า 35,000 ล้านเยน (ราว 7,400 ล้านบาท)
เป็นโครงสร้างไม้ขนาดมหึมารูปทรงเป็นวงแหวน มีความยาวเป็นเส้นรอบวงวัดได้ 2 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 หมื่นตารางเมตร
ได้รับการบันทึกในกินเนสส์เวิลด์ให้เป็นโครงสร้างสถาปัตยกรรมไม้ใหญ่ที่สุดในโลก
แกรนด์ริง ออกแบบโดยสถาปิก “โช ฟูจิโมโตะ” ใช้เทคนิคก่อสร้างสมัยใหม่ผสมผสานกับเทคนิคดั้งเดิมที่เรียกว่า “นูกิ” เชื่อมประสานเสาเข้าด้วยกันไม่ต้องตอกตะปูหรือเจาะสกรู เป็นเทคนิคการก่อสร้างวัดและศาลเจ้าทั่วเกาะญี่ปุ่น
ไม้ที่ใช้ก่อสร้างเป็นไม้สนซีดาร์ สนไซเปรส มีอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่น และอีก 30 เปอร์เซ็นต์เป็นไม้สนสก็อตนำเข้าจากต่างประเทศ
แนวคิดการสร้างแกรนด์ริง สะท้อนถึงความเป็นหนึ่งเดียวในความหลากหลาย เพราะโครงสร้างไม้อันมหึมานี้โอบล้อมเป็นวงกลมเชื่อมร้อยพาวิลเลียนหรืออาคารนิทรรศการของประเทศต่างๆ ทั่วโลก 158 ประเทศ รวมถึงพาวิลเลียนประเทศไทยไว้ในวงแหวนวงเดียว
วงแหวนมีความสูง 20 เมตร เป็นทางเดินกว้าง 30 เมตร มีบันไดและลิฟต์ขนคนขึ้นไปดูบรรยากาศของงานเอ็กซ์โป ชั้นบนของแกรนด์ริงปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายพันธุ์ เป็นการออกแบบเชื่อมต่อระหว่างธรรมชาติกับสถาปัตยกรรม

ทีมลุยเอ็กซ์โปโอซากามีผม สุรชัย แย้มศิริ สถาปนิก และสุปรีช์รัฐ ใจจงกิจ มัณฑนากร เตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนออกเดินทางเพราะรู้ว่างานนี้มีแน่น เป็นงานระดับโลกผู้คนนับล้านแห่เข้าชมงาน การเข้าคิวจะยุ่งเหยิงอลหม่าน การจองตั๋วเครื่องบินที่พักต้องทำเนิ่นๆ
เป็นความโชคดีที่ทีมผมได้รับความอนุเคราะห์จากคุณหมอมณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในการยื่นขอบัตรจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อเข้าชมไทยพาวิลเลียนและพาวิลเลียนประเทศอื่นๆ ทำให้การชมงานเอ็กซ์โปโอซากาคราวนี้เต็มอิ่ม ย่นย่อเวลาในการเข้าคิวเป็นอย่างมาก ต้องขอขอบคุณคุณหมอมณเฑียร
ทีมเรานัดเจอกันที่โอซากา และวางแผนวางเอาไว้ว่าต้องเลือกเข้าไปดูอาคารแสดงนิทรรศการหรือพาวิลเลียนที่เจ๋งสุดสุดก่อน จากนั้นค่อยเสี่ยงดวงดูพาวิลเลียนที่ไม่ต้องจองล่วงหน้า
เช้าตรู่ออกจากโรงแรมไปขึ้นรถไฟใต้ดิน 2 สาย มิโดสึจิ ไลน์ที่สถานีเทนโนจิ-ฮอมมาชิ แล้วต่อโอซากา เมโทร ชูโอไลน์ วิ่งตรงไปยังเกาะยูเมชิมะสถานที่จัดงานเอ็กซ์โป
พูดถึงระบบขนส่งมวลชนของโอซากานับได้ว่ามีประสิทธิภาพสูง ไม่น้อยหน้าเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก โครงข่ายรถไฟใต้ดิน 9 สายรองรับประชากรทั้งในเมืองโอซากาและเมืองรอบๆ 19 ล้านคน มีรถบัส และเรือเชื่อมต่ออีกด้วย ส่วนตั๋วโดยสารก็เป็นตั๋วร่วม หรือถ้าเป็นนักท่องเที่ยวซื้อโอซากา เมโทร พาส ใช้ได้ไม่จำกัดในเวลาที่กำหนด 1 หรือ 2 วัน
มิโดสึจิไลน์ วิ่งจากสถานียูเมดะไปยังสถานีชินชาอิบาชิ เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2476 หรือ 92 ปีที่แล้ว สร้างภายหลังกินซ่าไลน์ของกรุงโตเกียว 6 ปี แต่ถือว่ารัฐบาลญี่ปุ่นยุคนั้นมองการณ์ไกลรู้ว่า
ระบบการขนส่งมวลชนมีความสำคัญอย่างมากกับเมืองใหญ่ ช่วยทั้งประหยัดเวลา ประหยัดเงิน และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

คนญี่ปุ่นในเมืองใหญ่ส่วนใหญ่ใช้บริการขนส่งมวลชนโดยเฉพาะรถไฟซึ่งให้บริการตลอดทั้งวัน ปลอดภัยและตรงเวลา โครงการข่ายรถไฟของญี่ปุ่นเชื่อมต่อทั้ง 4 เกาะหลัก ฮอกไกโด ฮอนชู ชิโกกุ และคิวชู ผู้ให้บริการมากกว่า 12 บริษัท แต่บริษัทหลักคือเจแปนเรลเวย์ส กรุ๊ป หรือเจอาร์ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่ให้บริการทั้ง 4 เกาะ รวมถึงรถไฟความเร็วสูงหรือชินคันเซน
ส่วนการขับรถยนต์ในญี่ปุ่นแม้ว่าสะดวกสบายมีถนนเชื่อมต่อรวมแล้ว 1.2 ล้านกิโลเมตร แต่ค่าใช้จ่ายสูงมากทั้งค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วนโทลล์เวย์ และภาษีรถ รถที่เครื่องยนต์ 2000 ซีซี เสียค่าป้ายทะเบียน 25,000 บาททุกๆ 2 ปี เสียภาษีปีละ 9,500 บาท แต่ถ้าอายุรถมากกว่า 13 ปี ต้องเสีย 51,750 เยน หรือ 11,000 บาทต่อปี ค่าจอดรถในกรุงโตเกียวชั่วโมงละ 120 บาท
ญี่ปุ่นเป็นเมืองแห่งรถยนต์ ผลิตรถยนต์ออกขายทั่วโลก แต่รถที่จดทะเบียนในญี่ปุ่นเมื่อสิ้นปี 2566 มีราวๆ 78 ล้านคันเท่านั้น เทียบกับประชากรที่มีกว่า 124 ล้านคน ส่วนไทยมีประชากรเพียง 66 ล้าน กลับมีรถจดทะเบียนทั่วประเทศรวมแล้วมากกว่า 44 ล้านคัน
วิสัยทัศน์ของผู้นำไทยในอดีตมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมรถยนต์และมีนโยบายสนับสนุนให้คนใช้รถยนต์มากกว่าระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ อย่างเช่นระบบราง ดูได้จากการรื้อรถรางในกรุงเทพมหานคร การถมคลองลำรางสาธารณะ โค่นต้นไม้ถางป่าทั้งในกรุงเทพมหานครและเขตหัวเมืองใหญ่ๆ เพื่อสร้างถนน
รัฐบาลของเราฝันหวานว่าจะเป็นดีทรอยต์แห่งเอเซีย แต่ไม่เคยให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนารถยนต์ เครื่องยนต์ สนับสนุนการลงทุนผลิตรถยนต์ของตัวเอง หรือการสร้างวินัยกับผู้ใช้รถใช้ถนน ทั้งที่เปิดอ้ารับอุตสาหกรรมรถยนต์มากว่า 60 ปี แต่เป็นได้แค่ผู้รับจ้าง เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน บริษัทผลิตรถที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปเสี่ยงเจ๊งล่มสลาย
ผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทยเจ๊งตามไปด้วย
ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยทรุดตัวลงอย่างหนัก ยอดขายตก เคยประกอบรถยนต์ส่งขายให้ทั่วโลกเมื่อปี 2556 มากถึง 2.4 ล้านคัน เป็นอันดับ 9 ของโลก ปีนี้แนวโน้มแค่ 1.4 ล้านคัน เพียงแค่ 2 ทศวรรษ ยอดการผลิตรถยนต์หายไป 1 ล้านคัน โรงงานปลดพนักงานออก ลดปริมาณการผลิตทุกปี
นโยบายของรัฐบาล สนับสนุนให้สร้างถนนทุกปี สร้างไปซ่อมไปเพราะโกงกินสารพัด ขณะที่วินัยการขับรถการรักษากฎกติกาไม่เคยได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น ทุกๆ ปีมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉลี่ย 12,000 ราย เจ็บราวๆ 7 แสนคน นี่ยังไม่นับรวมความสูญเสียอื่นๆ เช่น รถพัง ค่ารักษาพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ต้องมาให้บริการผู้บาดเจ็บ สูญเสียโอกาสทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
เขียนถึงนโยบายการขนส่งสาธารณะอดใจไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ขออนุญาตย้อนกลับไปพูดถึงการเดินทางไปงานเอ็กซ์โปด้วยรถไฟใต้ดินสายโอซากา เมโทร ชูโอไลน์ ไปลงสถานียูเมชิมะ ซึ่งเป็นสถานีที่สร้างใหม่เอี่ยมเพิ่งเปิดเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เพื่อต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกเข้าชมงานเอ็กซ์โปโดยเฉพาะ
ฉบับหน้ามาว่ากันต่อ

