จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
ถ้าถามว่า ‘กำปั่น’ คืออะไร
ใครผลีผลามตอบไปโดยไม่พิจารณาข้อความแวดล้อมเสียก่อน ความหมายอาจจะ ‘ออกทะเล’ ไปเลย
คำนี้มีหลายความหมายซึ่งไม่เกี่ยวกันสักนิด
หากถามชาวสวน คำตอบที่ได้คือ ชื่อของทุเรียนพันธุ์หนึ่ง ดังที่หนังสือเรื่อง “พรรณพฤกษาและสัตวาภิธาน” ของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) เล่าถึงทุเรียนโบราณหลายสายพันธุ์ หนึ่งในจำนวนทุเรียนรสดีนั้นคือ ‘กำปั่น’
“ทุเรียนเขียวตำลึง ทุเรียนหนึ่งนามมังกร
อีกชื่องากุญชร เพราะเหลืองอ่อนดุจสีงา
กำปั่นแลอิบาตร์ โดยรสชาติก็โอชา
จำปีแลจำปา เทียบด้วยสีมาลีสอง”
‘กำปั่น’ ยังเป็นได้ทั้ง ‘ภาชนะ’ และ ‘พาหนะ’ ภาชนะนี้ทำด้วยไม้หรือเหล็ก มีฝาปิด จะเรียกว่า ‘หีบ’ ก็ได้ ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอธิบายไว้ใน “บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ” เล่ม 4 ว่า
“กำปั่น (หีบ) ฉันเคยเห็นหีบที่เขาทำด้วยไม้ รูปร่างคล้ายกำปั่นเหล็ก และเรียกว่า ‘กำปั่น’ หีบเหล็กฝรั่งทำเข้ามานั้นทีหลัง ก็เปนหีบใส่ของมีค่าเหมือนกัน จึ่งใช้และเรียกตามหีบแบบเก่าว่ากำปั่นเหมือนกัน”
บทละครรำเรื่อง “อิเหนา” ตอนที่ท้าวกะหมังกุหนิงให้ทูตไปขอนางบุษบาให้วิหยาสะกำ ตำมะหงงรีบไปดำเนินการทันที
“๏ บัดนั้น ตำมะหงงเสนียาสา
เรียกอาลักษณ์ที่มีฝีมือมา จารึกสาราลงลานทอง
เกณฑ์เจ้าพนักงานทหารใน ทำหีบสิบห้าใบใส่สิ่งของ
ให้เตรียมเกวียนโคต่างช้างจำลอง สั่งไปทุกกองให้พร้อมกัน
แล้วม้วนรูปวาดกับราชสาร ใส่กล่องรองพานผูกถือมั่น
บรรณาการต่างต่างทุกอย่างนั้น เอาลงหีบกำปั่นลั่นกุญแจ
ครั้นเสร็จสำเร็จได้ฤกษ์ดี ทั้งสองเสนีขึ้นขี่แคร่
บ่าวตามเป็นขนัดอัดแอ บ้างแห่นำหน้าจรลี” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
บ่อยครั้งที่กวีใช้แค่คำว่า ‘กำปั่น’ เท่านั้น ข้อความแวดล้อมก็บอกให้รู้ว่าคือหีบใส่ของมีค่านั่นเอง ซึ่งมักจะมีคำว่า ‘กุญแจ’ หรือ ‘ประแจ’ กำกับอยู่ด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างข้างต้นและจากตอนที่อิเหนาสั่งพนักงานภูษามาลาจัดเครื่องต้นให้สังคามาระตากลับไปครองเมืองปักมาหงัน
“๏ ถึงคลังนั่งเตียงเสียงโผง เรียกพันโรงเซ็งแซ่กุญแจไข
พวกกำนัลขนของมากองไว้ นายใหญ่ใส่แว่นตาป้องหน้าดู
ไหนเครื่องทรงองค์เก่าคราวโสกันต์ เมื่อกระนั้นข้าเห็นอยู่ในตู้
พันโรงบ่นพึมพำกรรมของกู เห็นจะอยู่ในกำปั่นชั้นบน
ขึ้นกระไดไขประแจนี่แน่ละ เปิดปะปิดฝาพากันขน
ตัวนายนำหน้าผ่าฝูงคน ขึ้นบนพระโรงคัลทันใด”
ในหนังสือเรื่อง “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 ‘กาญจนาคพันธุ์’ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า
“กำปั่นนี้ถ้าเปรียบกับปัจจุบันก็เป็นอย่างตู้เซฟ แต่สมัยโน้นไม่มีตู้เซฟก็ใช้กำปั่นกันแทบทั้งนั้น กำปั่นนี้ได้ชื่อมาอย่างไรไม่ทราบ แต่ใช้มาโบราณเก่าแก่เหมือนกัน กุญแจ หรือ ประแจ เป็นคำเดียวกัน”
ที่จำเป็นต้อง ‘ลั่นกุญแจ หรือ ประแจ’ ปิดฝาไว้ ก็เพราะภายในเก็บของมีค่ามีราคาทั้งสิ้น จะเปิดฝากำปั่นได้ก็ต้อง ‘ไขกุญแจ หรือ ประแจ’ เสียก่อน ‘กาญจนาคพันธุ์’ เล่าถึงกำปั่นที่บ้านว่า
“กำปั่นนี้สำหรับใส่ของมีค่า ทำด้วยเหล็กหนาทั้งตัว ขนาดยาวประมาณศอกเศษ กว้างคืบเศษ สูงราวศอกองคุลี มีเหล็กพืดยึด ตะปูหัวเห็ดตรึง หนักมาก คนแข็งแรงสองคนยกแทบไม่ไหว ข้าพเจ้าได้เห็นเวลาเปิดกำปั่น ในนั้นมีเงินพดด้วง (เงินกลม) เงินเหรียญ เครื่องรูปพรรณ เงินทองหลายอย่าง กับมีม้วนกระดาษหลายม้วน ได้ทราบว่าเป็นโฉนดบ้าน โฉนดสวน สารกรมธรรม์ ใบเรียกค่าอากรสมพัตสร กำปั่นบ้านข้าพเจ้าตั้งติดกับโคนเสาเรือน เข้าใจว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันภัยเหมือนกัน คือกำปั่นนั้นมีหูเหล็กสองข้าง
“ข้าพเจ้าเห็นมีโซ่เหล็กขนาดกลางๆ ล่ามกำปั่นพันติดไว้กับโคนเสา โดยเอาโซ่ร้อยเข้าไปในหูข้างหนึ่งใส่กุญแจ แล้วพันเสาเอาปลายโซ่มาร้อยเข้ากับหูอีกข้างหนึ่งใส่กุญแจ แปลว่าจะยกไปก็ติดโซ่”
ในวรรณคดีไทย ‘กำปั่น’ มิได้ใช้เก็บเฉพาะเครื่องทรงหรือทรัพย์สมบัติของตัวละครระดับกษัตริย์เท่านั้น ตัวละครชาวบ้านมีฐานะก็ใช้เก็บทรัพย์สินเงินทองของมีค่าได้เช่นกัน
ดังที่เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” เล่าว่าขุนช้างต้องโทษประหารชีวิต ติดคุก ก่อนนางวันทองจะเข้าไปเยี่ยมก็เตรียมเงินทองและข้าวปลาอาหารติดตัวไปด้วยเพื่อช่วยให้ขุนช้างใช้ชีวิตได้ไม่ลำบากนัก
อาทิ เอาของกำนัลมอบให้พัศดีกลางเพื่อขอเข้าไปเยี่ยมผัวในคุก หรือเอาเงินไปจ่ายพะทำมะรง ผู้ควบคุมนักโทษ เป็นต้น
กวีบรรยายถึงนางวันทองตอนนี้ว่า
“ลุกขึ้นลนลานคลานเข้าห้อง ประจงจ้องจับกุญแจไขกำปั่น
เปิดฝาคว้าทองสองสามอัน แล้วหยิบขันปากสลักตักเงินตรา
ใส่ลงในกระทายเป็นหลายขัน ปากนั้นกอบเบี้ยเกลี่ยปิดหน้า
แล้วส่งให้อีเขียดกระเดียดมา ทั้งข้าวปลาหาไปใส่ขันโต
แล้วจัดแจงสำรองของกำนัล เนื้อฉมันน้ำผึ้งเป็นครึ่งโถ
ให้บ่าวเที่ยวซื้อหาปลาเทโพ บรรทุกเรือแตงโมแล้วรีบมา”
ฯลฯ
จะเห็นได้ว่านางวันทองรีบใช้กุญแจไขกำปั่นเอาเงินทองของมีค่าออกมา มีทั้งทองแท่ง และตักเงินอีกหลายขันใส่ลงในกระทาย ซึ่งเป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่คล้ายกระบุงแต่ขนาดเล็กกว่า ปกติใช้ใส่สิ่งของต่างๆ ตั้งแต่เมล็ดถั่ว งา ข้าวเปลือก ข้าวสาร เป็นต้น แต่นางเอามาใส่ทองและเงิน โดยเอาเบี้ย (เงินตรามูลค่าต่ำสุดสมัยโบราณ) เกลี่ยปิดส่วนบนไว้
ให้มองดูเหมือนของในกระทายไม่มีราคาค่างวด
อันที่จริงการใช้กุญแจ หรือ ประแจไขกำปั่นแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก หนังสือเรื่อง “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 เล่าว่า
“กำปั่นเป็นเหล็กหนาแข็งแรง ต้องไขกุญแจ 2-3 ชั้นจึงจะเปิดฝาเอาของข้างในได้ กำปั่นที่เห็นที่บ้านเวลาเอาลูกไขออกจะพิสดารหน่อย คือต้องบิดไปดูเหมือน 2-3 แก๊ก จึงจะเปิดได้”
ถ้าไม่มีกุญแจล่ะ จะเปิดอย่างไร? ก็ทำตามวิธีโจร ดังตอนที่นายจันศรพาบริวารปล้นบ้านขุนศรีวิไชย เศรษฐีใหญ่พ่อของขุนช้าง หลังจากฆ่าขุนศรีวิไชยแล้ว โจรจับขุนช้างและแม่มัดไว้ข่มขู่ทรมานให้บอกที่เก็บทรัพย์สินเงินทอง
“อ้ายขโมยเอาไฟเข้าลนก้น มึงจะทนฤๅจะบอกออกความให้
เงินทองข้าวของไว้ที่ใด มัดแขนแอ่นไพล่อย่าปิดกู
เทพทองร้องว่าข้าจนใจ ขโมยเอาดินใส่ระเบิดหู
ขุนช้างกราบกรานวานเอ็นดู ขอโทษแม่ตูจงงดไว้
เงินทองของดีมีห้าพัน อยู่ที่ในกำปั่นจะบอกให้
อ้ายขโมยโห่มี่มันดีใจ ผ่ากำปั่นใบใหญ่ขนออกมา
ทรัพย์มากเอาไปไม่ได้สิ้น เหลือทิ้งเทดินเสียหนักหนา”
ไม่มีกุญแจไข ก็ใช้ขวานใหญ่จามผ่าจนฝากำปั่นฉีกแบะออกไป…ไม่เห็นจะยาก
