bg-single

เรื่องการศึกษาใหม่ กับรุ่นใหม่ในบอสตัน

11.11.2025

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ภูมิ เพ็ญตระกูล และนักเรียนไทยในบอสตัน

เรื่องการศึกษาใหม่

กับรุ่นใหม่ในบอสตัน

มีหลายสิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับการได้มาอยู่ในบอสตัน เมืองที่มีมหาวิทยาลัยอยู่แทบทุกหัวมุม

แต่สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือการได้ใช้เวลาพูดคุยกับรุ่นใหม่จากหลายสถาบัน ทั้งจาก Harvard, MIT, Boston University, Boston College, Northeastern University รวมถึงบางคนที่ขับรถขึ้นมาจาก Yale ที่ Connecticut และ Brown ที่ Providence เพื่อมาร่วมวงกันในเย็นวันนี้

หัวข้อที่เราหยิบมาคุยกันคือ “การปฏิรูปการศึกษาไทย”

แต่แทนที่จะเริ่มด้วยทฤษฎี เราเริ่มจากสิ่งที่ทุกคนเห็นและจับต้องได้ นั่นคือการเปรียบเทียบระหว่างระบบการศึกษาของประเทศไทยกับรัฐแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts) ที่เราทุกคนอาศัยอยู่

ตัวเลขที่ทำให้เราหยุดคิด

รัฐแมสซาชูเซตส์ถือเป็นรัฐที่มีระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานดีที่สุดในสหรัฐ ทั้งในแง่งบประมาณและคุณภาพ

รัฐนี้ใช้งบประมาณด้านการศึกษาราว 20% ของงบทั้งหมด หรือประมาณ 5% ของ GDP

มีนักเรียนราว 1 ล้านคน จากประชากร 7 ล้านคน

ใช้งบเฉลี่ยต่อหัวนักเรียนกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 730,000 บาท

ส่วนประเทศไทย

ใช้งบประมาณด้านการศึกษาประมาณ 20% ของงบรวมของประเทศ แต่คิดเป็นเพียง 2.5-3% ของ GDP

มีนักเรียนในระบบประมาณ 8 ล้านคน

ใช้งบเฉลี่ยต่อหัวนักเรียนเพียง 70,000 บาทต่อปี หรือราวหนึ่งในสิบของรัฐแมสซาชูเซตส์

ในด้านคุณภาพ หากดูจากผลการประเมิน PISA (Programme for International Student Assessment : การประเมินผลนักเรียนนานาชาติ) ปี 2022

ไทยอยู่ในอันดับที่ 58 จาก 81 ประเทศ ได้คะแนนเฉลี่ย คณิตศาสตร์ 379 วิทยาศาสตร์ 409 การอ่าน 406

ขณะที่ รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งถือเป็นระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในอเมริกา ได้คะแนนเฉลี่ย คณิตศาสตร์ 499 วิทยาศาสตร์ 516 การอ่าน 517 สูงกว่าไทยราว 100-120 คะแนนในทุกสาขา

บางคนอาจบอกว่าการเปรียบเทียบนี้ไม่ยุติธรรม เพราะไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ส่วนอเมริกาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ในอเมริกาเอง ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ยังมีปัญหาเช่นเดียวกัน

ผมนึกถึงตอนดูรายการ The Return of Superman ที่มีตอนหนึ่งพูดถึงผู้นำขององค์กร Teach for America (สอนเพื่ออเมริกา) ซึ่งย้ำว่า “แม้แต่ประเทศร่ำรวย ก็ยังต้องการการปฏิรูปการศึกษา”

ปฏิรูปการศึกษาไทย ผ่านกรอบ 4E

จากการพูดคุย เราสรุปได้ว่า ถ้าเราจะปฏิรูปการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 เราควรมองผ่านกรอบ 4 มิติ หรือที่เรียกว่า 4E Framework ได้แก่

Equity (ความเสมอภาค), Efficiency (ความคุ้มค่า), Effectiveness (ประสิทธิผล) และ Engagement (การมีส่วนร่วม)

1. Equity (ความเสมอภาค)

ปัญหา :

เด็กไทยยังไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน เด็กจากครัวเรือนยากจนที่สุดมีอัตราจบมัธยมปลายเพียง 19% ขณะที่ครัวเรือนร่ำรวยสุดอยู่ที่ 76% ต่างกันเกือบสี่เท่า (UNICEF, 2022)

ยังมีเด็กนอกระบบกว่า 430,000 คน และอีก 1.8 ล้านคน ที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2566)

ข้อเสนอจากวงสนทนา :

ใช้ระบบ Early Warning System (ระบบเตือนล่วงหน้า) เพื่อตรวจจับเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดเรียนก่อนปัญหาเกิดขึ้น

ปรับโครงสร้างกองทุน Equitable Education Fund (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) ให้สนับสนุนมากกว่าเงิน เช่น อาหาร อุปกรณ์เรียน และอินเตอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล

ออกแบบหลักสูตรที่ยืดหยุ่นให้เด็กนอกระบบกลับเข้าสู่การเรียนรู้ได้ เช่น การเรียนออนไลน์ควบคู่กับศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน

2. Efficiency (ความคุ้มค่า)

ปัญหา :

ไทยใช้งบการศึกษาสูงที่สุดในทุกกระทรวง คือกว่า 580,000 ล้านบาทต่อปี แต่ผลลัพธ์ยังไม่สอดคล้องกับงบประมาณ โรงเรียนขนาดใหญ่ได้รับงบต่อหัวมากกว่า 16,000 บาท/ปี ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กในชนบทได้เพียง 6,000 บาท/ปี ครูมากกว่าครึ่งหนึ่งยังใช้เวลาประมาณ 60% ไปกับงานเอกสาร และมีเวลาเพียง 40% สำหรับการสอน

ข้อเสนอจากวงสนทนา :

ปรับระบบ Per-Capita Funding (งบประมาณตามจำนวนนักเรียน) ให้เป็นจริง เพื่อให้โรงเรียนเล็กไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ลดระบบรายงานที่ซ้ำซ้อน และใช้ AI Tools (เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์) มาช่วยกรอกและวิเคราะห์รายงานผลสัมฤทธิ์แทนครู เพื่อคืนเวลาให้ครูได้สอนมากขึ้น

ส่งเสริม Public-Private Partnership (ความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน) โดยเฉพาะในสาขาอาชีวะและ STEM เพื่อลดต้นทุนการฝึกทักษะและเพิ่มโอกาสจ้างงานจริง

3. Effectiveness (ประสิทธิผล)

ปัญหา :

แม้ไทยจะมีอัตราเข้าเรียนขั้นประถมสูงถึง 99% แต่เด็กไทยจำนวนมากยังไม่สามารถอ่านจับใจความได้ในระดับขั้นต่ำ (Level 2) ตามเกณฑ์ OECD หลักสูตรที่เน้นการท่องจำและการสอบยังไม่ช่วยให้เด็กคิดวิเคราะห์หรือแก้ปัญหาได้จริง

ข้อเสนอจากวงสนทนา :

ปรับหลักสูตรจาก Content-Based (เน้นเนื้อหา) เป็น Competency-Based (เน้นสมรรถนะ) ให้สอนทักษะการคิด การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์

ตั้ง Lab Schools (โรงเรียนต้นแบบ) เพื่อทดลองนวัตกรรมการสอนก่อนขยายผลทั่วประเทศ

จัด Teacher Reskilling Program (โครงการพัฒนาครูประจำปี) ให้ครูได้เรียนรู้ทักษะใหม่ เช่น AI literacy หรือ Project-Based Learning (การเรียนรู้ผ่านโครงการจริง)

4. Engagement (การมีส่วนร่วม)

ปัญหา :

การศึกษาของไทยยังเป็นระบบบนลงล่าง (Top-down System) โรงเรียนและครูมีพื้นที่น้อยในการตัดสินใจ ขณะที่เสียงของนักเรียนและชุมชนยังแทบไม่ได้ถูกฟัง

ข้อเสนอจากวงสนทนา :

ตั้ง Student Voice Council (สภาเสียงนักเรียน) ในทุกเขตพื้นที่ ให้เด็กและเยาวชนเสนอแนวคิดการพัฒนาโรงเรียนโดยตรง

ส่งเสริม Community Classrooms (ห้องเรียนของชุมชน) เชื่อมโรงเรียนกับภาคธุรกิจและองค์กรสังคม เพื่อให้เด็กเห็นโลกจริง

พัฒนา Open Curriculum Platform (แพลตฟอร์มหลักสูตรเปิด) ให้ครูทั่วประเทศแลกเปลี่ยนสื่อการสอนกันได้อย่างเสรี

Reimagine Thai Education

: The Three Flips

เมื่อเราจบวงสนทนาในบอสตัน ผมชวนทุกคนลองสรุปสิ่งที่พูดคุยกันออกมาเป็นภาพเดียวกันว่า “ถ้าเราจะปฏิรูปการศึกษาไทยให้เห็นผลจริงในรุ่นเรา เราต้องพลิกอะไรบ้าง”

และนี่คือ Three Flips ที่ทุกคนเห็นพ้องกันทั้งในแนวคิดและตัวเลข

1. Budget Flip (พลิกงบประมาณ)

วันนี้กว่า 90% ของงบการศึกษาไทยมาจากส่วนกลาง ขณะที่รัฐแมสซาชูเซตส์ 90% มาจากท้องถิ่นและรัฐบาลรัฐ ความต่างนี้ทำให้โรงเรียนในแมสซาชูเซตส์มีอิสระในการตัดสินใจเรื่องหลักสูตร ครู และการใช้จ่าย ประเทศไทยควรพลิกจากระบบรวมศูนย์ ไปสู่ระบบกระจายอำนาจ ให้จังหวัดและเขตพื้นที่มีสิทธิ์ออกแบบการศึกษาของตัวเอง โดยกระทรวงส่วนกลางควรปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้สนับสนุนและเสริมศักยภาพ” ให้รัฐบาลท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและรับผิดชอบต่อบริบทของตนเอง

2. Time Flip (คืนเวลาสอนให้ครู)

ครูไทยใช้เวลาประมาณ 60% กับงานเอกสาร และ 40% กับการสอน เป้าหมายคือกลับด้านตัวเลขนี้ ให้ครูได้สอนมากกว่า 60% และใช้เวลาน้อยลงกับเอกสาร โดยลดระบบรายงานที่ซ้ำซ้อน และใช้เทคโนโลยีอย่าง AI ช่วยจัดการข้อมูลและรายงานผล เพื่อคืนเวลาให้ครูได้สอนและดูแลนักเรียน

3. PISA Score Flip (พลิกผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของชาติ)

ไทยอยู่ในอันดับ 58 จาก 81 ประเทศ โดยมีคะแนนเฉลี่ยราว 400 คะแนน เป้าหมายคือพลิกขึ้นไปอยู่ในกลุ่มบนสุดหนึ่งในสามของโลก หรือประมาณ 520 คะแนน ภายในปี 2035 ไม่ใช่เพื่ออันดับ แต่เพื่อเพิ่ม “โอกาสในชีวิตของเด็กไทย” ให้ดีขึ้นจริง

Flip the budget.

Flip the time.

Flip the outcomes.

นี่คือสามก้าวเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากวงสนทนาในบอสตัน วงสนทนานี้ทำให้ผมเห็นคุณค่าของ “ภูมิปัญญาร่วม” (collective wisdom) จากคนไทยรุ่นใหม่ที่แม้อยู่ไกลบ้าน แต่ยังอยากเห็นระบบการศึกษาของประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

วงสนทนานี้ตอกย้ำความเชื่อของผมว่าปัญหาของไทยไม่ใช่การ “ขาดความคิดใหม่” หรือ “ขาดคนลงมือทำ” เรามีคนที่พร้อมจะคิดและลงมือทำอยู่มากมาย แต่สิ่งที่เรายังขาดคือ “กลไก” ที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงระหว่างความคิดกับการลงมือทำให้เดินต่อเนื่องได้จริง

แน่นอนว่ามันอาจไม่ใช่สิ่งที่ผมเห็นด้วยทั้งหมด ในฐานะอดีตนักการเมืองที่เคยเห็นทั้งความติดขัดทางการเมืองและกฎหมายการศึกษาที่รวมศูนย์อำนาจจนขยับยาก ผมเห็นว่ายังมีอีกหลายคำถามที่ต้องคิดต่อและหลายรายละเอียดที่ต้องขัดเกลา แต่ในฐานะผู้ใหญ่ที่ได้พูดคุยกับคนรุ่นใหม่

ผมคิดว่านี่คือ “การทดลองที่มีความหวัง” เราต้องเปิดใจกว้างให้มากพอที่จะยอมรับว่า ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ หากเรากล้าคิดและลงมือทำไปด้วยกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์
กลไกอุดมการณ์หนังไทย ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19