หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ

กิจกรรม หรือสถานที่ใดๆ เมื่อเป็นที่นิยม ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้าที่เปิดใหม่หรูหรา ร้านอาหารหรือขนมใหม่ๆ ซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ คนยืนต่อคิวยาว

ความแออัดวุ่นวายแบบนี้ไม่เป็นเฉพาะในเมือง เมื่อถึงวันหนึ่ง การเดินป่า กลายเป็นสิ่งที่คนนิยม

ป่านั้นแตกต่างจากในเมือง ไม่ว่าจะเป็น ทางเดินที่ไม่กว้าง หลายเส้นทางเดิมนั้นมันคือเส้นทางที่สัตว์ป่าใช้เดินเชื่อมระหว่างแหล่งอาหารของพวกมัน

อีกทั้งบริเวณที่ตั้งแคมป์พัก หลายแห่งก็ไม่กว้าง แออัดเกินกว่าจะรองรับคนจำนวนมาก

แม้แต่ในอุทยานซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยม หลายๆ แห่ง ในวันหยุดสุดสัปดาห์ก็คล้ายจะ เกินกำลังจะรองรับ

การเดินป่าวันนี้ในความหมายหนึ่ง คือการไปอุทยาน หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งมีทิวทัศน์สวยงาม ความคับคั่งของคน จึงจำเป็นที่ผู้ดูแลพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งมีความพิเศษ เปราะบาง ต้องจัดระเบียบ มีกฎข้อบังคับเข้มงวด ต้องจองคิว กำหนดวันเดิน วันพักแรม

ซึ่งคล้ายจะมีเวลาเพียงแค่ให้เดินไปถึง ถ่ายรูปกับจุดชมวิว นอนหนึ่งคืน เดินทางกลับ

หลายแห่งมีลูกหาบบริการช่วยขนสัมภาระ และหลายแห่ง การเดินทางไปก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่า หลายคนจะจ่ายไหว

คนเดินป่าจำนวนมากซึ่งมีประสบการณ์ และเข้าใจ “หัวใจ” ของการเดินป่า บอกเสมอว่า การเดินทางไม่ใช่สำคัญเพียงแค่จุดหมาย ระหว่างทางต่างหากจะทำให้เรียนรู้ มีดอกไม้ ผีเสื้อ มีสัตว์เล็กสัตว์น้อย มีมอส มีไลเคน

แต่ดูเหมือนว่า ด้วยเวลาซึ่งมีจำกัด ไม่มีใครหยุดดูอะไรได้ ทุกคนทำได้เพียงเร่งเดินให้ถึงจุดหมาย ถ่ายรูปจุดชมวิว และกลับ บางทีอาจต้องหาวิธีอื่นเพื่อให้ช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อยกับการเดิน แบกเป้หนักอึ้ง มีความหมายมากขึ้น

อาจต้องเริ่มด้วยความเข้าใจว่า ป่ามีทางอยู่มากมาย บางทางเป็นรอยเก่าของสัตว์ที่เรียกว่าด่าน

บางทางเป็นรอยใหม่ของคน แต่ไม่ว่าทางใด ล้วนเป็นเพียงเส้นบางๆ ที่พาเราเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใช่เพียงลึกเข้าไปในป่า แต่ให้มันลึกเข้าไปในหัวใจของเรา

ด้วยอาชีพและงานที่ทำ ทำให้ผมต้องอยู่ในป่า และเดินป่ามาหลายแห่ง

ยิ่งเดินมากขึ้น ผมก็พบเหมือนที่หลายๆ คนพบ ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “จุดหมาย” ที่รออยู่ข้างหน้า หากคือ “จังหวะก้าว” ของเราในแต่ละช่วง

เพราะในจังหวะที่เราหยุดหอบหายใจแรงๆ พักหลังจากทางชัน เราจะเริ่มได้ยินเสียงอื่นที่ไม่เคยได้ยิน เสียงใบไม้ร่วง เสียงลมพัดยอดไม้ เสียงชีวิตเล็กๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่รอบข้าง เห็นมด ที่เดินราวกับไม่รู้จักความเหนื่อยล้า

เสียงเหล่านั้นไม่เคยดังขึ้นกว่าปกติหรอก เพียงแต่เราช้าลงพอที่จะได้ยิน

การเดินในป่าคือการฝึกเรียนรู้ตัวเองแบบหนึ่ง เมื่อยิ่งเดินไกล ยิ่งต้องรู้จักน้ำหนักของของที่แบก หาจังหวะก้าวของตัวเองให้พบ

ดอยสูงไม่ใช่สิ่งที่ “พิชิต” ได้ สิ่งที่พิชิตได้มีเพียง “ความเหนื่อยของตนเอง”

เราจะเข้าใจว่า ภูเขาไม่ได้ต้องการให้เราพิชิต เพียงแต่ให้เราได้รู้ว่า เราเล็กเพียงใดเมื่อยืนอยู่ตรงนั้น

ผมใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ เป็นเครื่องมือเช่นเดียวกับกล้องและเลนส์

การเดินทางเข้าป่า ส่วนใหญ่โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนเส้นทางไม่ได้ง่ายเลย บางช่วงลื่นไถล บางช่วงเป็นหล่มโคลน ต้องใช้ทางเบี่ยง

รถกับคนไม่ได้ต่างนัก ถ้าใจร้อน เหยียบคันเร่งหนัก รถก็จม ถ้าเบาเกินไป ก็ไปไม่ถึง

จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าจังหวะไหนควรเร่ง ตอนไหนที่ต้องผ่อน

ผมพูดกับรถ ทำเหมือนมันเป็นเพื่อน ฟังเสียงเครื่องยนต์ เหมือนฟังเสียงหัวใจของตัวเอง

หลายๆ ครั้ง ผมเคยติดหล่มอยู่กลางทางหลายชั่วโมง ฝนตกปรอยๆ ล้อจมดินเหนียวจนไม่อาจขยับได้

และช่วงนี้มักจะมาพร้อมกับอาการเสียของวินซ์ เครื่องมืออันจะช่วยลากรถขึ้นจากหล่ม

ผมพยายามขุด พยายามเร่ง พยายามทุกทาง แต่ยิ่งพยายาม รถก็ยิ่งจมลึก

สุดท้ายผมเพียงนั่งลงมองมันเงียบๆ ปล่อยใจให้นิ่ง ฟังเสียงฝนตกกระทบหลังคาเหล็ก กางฟลายชีต ผูกเปล นอน วันรุ่งขึ้นค่อยว่ากันใหม่

ตอนนั้นผมรู้สึกว่า “เอาชนะธรรมชาติ” ไม่ได้ รับรู้ว่าธรรมชาติไม่เคยเป็นคู่แข่งของเรา ต้องรอเมื่อระดับน้ำในลำห้วยขึ้นสูงไหลแรง

ป่าเตือนให้เรารู้จักจังหวะระหว่าง “ยอม” กับ “ไปต่อ”

ในป่าไม่มีใครเร็วกว่าใคร เพราะแต่ละคนมักเจอเส้นทางที่ไม่เหมือนกันบางคนได้เรียนรู้จากยอดดอย

บางคนได้เรียนรู้จากการติดหล่ม

แต่สุดท้าย สิ่งที่ได้ไม่ต่างกันนัก คือการเข้าใจว่าทางเดินข้างนอก ไม่สำคัญเท่าทางเดินข้างใน

กวางผา: ต้นฤดูหนาว ดอยหลายแห่งเปิดให้คนเข้าได้ สภาพอากาศจากที่มีหมอกหนาทึบเปิดให้เห็นลูกกวางผาซึ่งเกิดในช่วงฤดูฝนเริ่มโต

มีคนจำนวนมาก อยากเข้าใกล้ธรรมชาติ แต่ด้วยเวลาอันน้อยนิด ต้องรีบเร่ง

แต่ไม่ควรลืมว่าบางครั้ง การหยุดดูมอส, ไลเคนเล็กๆ บนก้อนหินบนขอนไม้ อาจพาเราเข้าใจป่าได้มากกว่าการมองวิวจากยอดเขา”

ป่าไม่ใช่พื้นที่ของการเร่งรีบ มันเป็นพื้นที่ของการฟัง การรอ และการยอมให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามจังหวะของมันเอง

ทุกครั้งที่ผมกลับออกมาจากป่าผมรู้สึกเหมือนกลับจากโรงเรียน

ได้เรียนรู้ผ่านบทเรียน บางบทเรียนเข้าใจได้ทันที บางบทเรียนใช้เวลาอีกหลายปี

แต่ทั้งหมดนั้น ป่าค่อยๆ สอนด้วยวิธีของมัน เงียบ และตรงไปตรงมา

ผมเคยคิดว่าการเดินทางในป่าคือการหนีออกจากโลกของคน

แต่แท้จริงแล้ว มันคือการกลับไปหา “ธรรมชาติในตัวเราเอง”

ธรรมชาติที่เคยรู้จักการรอ การฟัง และการยอม ธรรมชาติที่รู้ว่า บางครั้ง การไม่ไปต่อก็เป็นการไปต่อในอีกทางหนึ่ง

ทางในป่าบางเส้นเราอาจไม่เคยกลับไปอีกแต่ร่องรอยที่มันฝากไว้ในใจ จะค่อยๆ เป็นความเข้าใจใหม่ในวันหนึ่งเหมือนรอยตีนสัตว์ที่ถูกลบไป

แต่เรายังจำได้ว่า เคยเดินผ่านตรงนั้น

ท่ามกลางความอึกทึกของเต็นท์ข้างๆ

ท่ามกลางผู้คนแออัดเร่งรีบ ต้องเดินอยู่ในเงื่อนไขของเวลา

เพียงยอมรับว่า การเดินป่าแท้จริงคงไม่ใช่เพียงการถึงยอดเขา

แต่คือการไปให้ถึง ความสงบภายในใจ จากสิ่งเล็กๆ ที่อยู่ข้างทาง

ไม่ง่ายที่จะมองเห็น

ไม่ง่ายนักที่จะก้าวเท้าให้ช้าลง

มอง “ข้างทาง” ด้วยเงื่อนไขต่างๆ รวมทั้ง “ใจ” ที่ยึดมั่นอยู่แค่ “ยอดเขา”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน