เอเชียบทใหม่ : อำนาจ ความก้าวหน้า และสันติภาพ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ผมมีเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “State of Asia : Power, Progress and Peace” ที่ Asia Society Switzerland และมหาวิทยาลัยซูริก ในค่ำคืนอันสงบนิ่งของเมืองเก่าแห่งนี้ ที่ซึ่งแม่น้ำลิมมาตไหลผ่านอย่างเงียบงามใต้แสงไฟสีทอง
ห้องประชุมที่ผมยืนอยู่นั้น คือห้องเดียวกับที่ เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล เคยกล่าวสุนทรพจน์ “The United States of Europe” เมื่อกว่าแปดสิบปีก่อน
คืนนั้นของปี 1946 โลกเพิ่งหลุดพ้นจากเถ้าถ่านของสงคราม เชอร์ชิลพูดต่อหน้าผู้คนที่ยังมีรอยแผลจากการสู้รบอยู่ในใจ เขากล่าวว่า “จะไม่มีสันติภาพที่แท้จริง หากยุโรปไม่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน”
ในค่ำคืนนั้น เขามองเห็นยุโรปที่แตกสลายแต่ยังมีความหวัง
และในค่ำคืนนี้ ผมมองเห็นเอเชียที่แตกต่างแต่มีพลังร่วม กำลังยืนอยู่ในห้วงเวลาเดียวกันของ “การเปลี่ยนผ่านระหว่างยุค” (interregnum)
โลกเก่ากำลังเลือนหาย โลกใหม่กำลังถือกำเนิด แต่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าระเบียบใหม่นั้นจะหน้าตาเป็นอย่างไร
แปดสิบปีหลังจากเชอร์ชิลพูดถึง “ยุโรปที่ต้องรวมกันเพื่อไม่ทำลายกันเอง”
ผมขอพูดถึง “เอเชียที่ต้องเชื่อมกัน เพื่อไม่ให้ถูกแยกออกจากกัน”
ในค่ำคืนที่ซูริก สถานที่ซึ่งอดีตและอนาคตได้มาพบกันอีกครั้ง

1.Power : อำนาจในยุคเปลี่ยนผ่าน
หากปี 1946 คือจุดเริ่มต้นของโลกสองขั้วระหว่างสหรัฐ และสหภาพโซเวียต
ปี 2026 คือการกลับมาของโลกสองขั้วอีกครั้ง ระหว่างสหรัฐ และจีน
แต่ครั้งนี้ต่างออกไป โลกไม่ได้แตกออกเป็นสองค่ายที่ชัดเจนอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยเขตสีเทาและพลังขนาดกลางที่คอยถ่วงดุลระหว่างขั้วอำนาจ
การประชุมระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ที่เมืองปูซาน เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็น “ลมหายใจพักครึ่ง” ของสงครามการค้า ทั้งสองฝ่ายตกลงลดภาษีบางส่วนและฟื้นการสื่อสารระดับผู้นำ แต่ทุกคนรู้ดีว่านี่เป็นเพียง “เสถียรภาพที่เปราะบาง” (fragile stability) ชั่วคราวแต่จำเป็น
สิ่งที่หล่อเลี้ยงระเบียบโลกในวันนี้ ไม่ใช่มหาอำนาจ แต่คือประเทศขนาดกลาง (middle powers) ที่ทำหน้าที่เป็น connective tissue หรือ “เนื้อเยื่อเชื่อมต่อ” ของระบบระหว่างประเทศ
ประเทศอย่างเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ หรือแม้แต่ไทย ต่างพยายามถักทอเครือข่ายความร่วมมือเพื่อรักษาสมดุลในโลกที่ขั้วอำนาจใหญ่ไม่ไว้วางใจกัน
เราจึงเห็นการเกิดขึ้นของกลุ่ม “มินิลาเทอรัล” (minilaterals) รูปแบบความร่วมมือขนาดเล็กแต่คล่องตัว เช่น I2U2 (อินเดีย-อิสราเอล-UAE-สหรัฐ), Quad, ASEAN-GCC หรือ ROK-Australia-Indonesia Dialogue พวกเขาอาจไม่ใช่กองทัพ แต่คือเครือข่ายที่ช่วยเย็บรอยปริแตกของโลกไม่ให้ขาดออกจากกัน
หากปี 1946 เชอร์ชิลพูดถึงยุโรปที่ต้องรวมกันเพื่ออยู่รอด
ปี 2026 เอเชียต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อมกันเพื่อไม่ถูกกลืน

2.Progress : จากโรงงานของโลก สู่ห้องทดลองของโลก
ตลอดกว่า 80 ปีที่ผ่านมา เอเชียสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ
จากภูมิภาคยากจนกลายเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
วันนี้ เอเชียคิดเป็นกว่า 45% ของ GDP โลก และเป็นที่อยู่ของครึ่งหนึ่งของประชากรมนุษยชาติ
แต่ภายใต้ความสำเร็จนั้น กำลังปรากฏ “เอเชียสองจังหวะ” (Two-Speed Asia) ที่ชัดเจนขึ้นทุกปี ไม่ใช่เพียงเรื่องรายได้หรือเทคโนโลยี แต่คือ “ช่องว่างระหว่างวัยและเวลา”
เอเชียเหนือ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน กำลังเผชิญภาวะสังคมสูงวัยอย่างถาวร
อายุมัธยฐานของญี่ปุ่นอยู่ที่ 49 ปี เกาหลีใต้ 46 ปี และจีน 42 ปี
ประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-64) ในประเทศเหล่านี้กำลังหดตัวเฉลี่ยปีละกว่า 0.5-1%
ญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุเกิน 65 ปีมากกว่า 30% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสูงที่สุดในโลก
ในทางกลับกัน เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยัง “หนุ่มแน่นและกระตือรือร้น”
อินเดียมีอายุมัธยฐานเพียง 28 ปี อินโดนีเซีย 31 ปี ฟิลิปปินส์ 26 ปี เวียดนาม 33 ปี และไทย 40 ปี
ภูมิภาคนี้จะมีแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดกว่า 100 ล้านคนในทศวรรษหน้า
ประชากรวัยทำงานยังคงขยายตัวเฉลี่ยปีละ 1-1.5%
เมื่อรวมกับศักยภาพทางเศรษฐกิจที่กำลังไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว
GDP ของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5-6% จนถึงปี 2030
ขณะที่เอเชียเหนือจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 1-3%
จุดศูนย์ถ่วงของเอเชีย (center of gravity) จึงกำลังเคลื่อนลงใต้
อินโดนีเซียโตเฉลี่ยปีละ 5% เวียดนาม 6% ฟิลิปปินส์ 5.8%
ในขณะที่ญี่ปุ่นโตเพียง 1% และจีนชะลอตัวต่ำกว่า 4%
ผลต่างนี้ทำให้รายได้เฉลี่ยของประเทศในเอเชียใต้และอาเซียนกำลังไล่ทันจีนเร็วกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์เคยคาดไว้
กล่าวอีกอย่างคือ
เอเชียเหนือกำลังแก่ก่อนรวย ส่วนเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังรวยก่อนแก่
นี่คือเหตุผลเชิงโครงสร้างที่ทำให้ “เอเชียสองจังหวะ” ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่คือการเปลี่ยนสมดุลของพลังเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21
เอเชียกำลังก้าวสู่ World Laboratory ห้องทดลองของเทคโนโลยีสะอาด เมืองอัจฉริยะ และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ประเทศในภูมิภาคเริ่มเรียนรู้ที่จะเปลี่ยน pain points ให้เป็น profit points
ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสให้คนตัวเล็ก ไม่ใช่เพื่อขยายอำนาจให้คนตัวใหญ่
3.Peace : สันติภาพในยุคไร้อำนาจนำ
หลังปี 1946 โลกอยู่ภายใต้ระเบียบมหาอำนาจ (hegemonic order) ที่มีกติกาชัดเจนและอำนาจนำชัดเจน แต่หลังปี 2026 เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค post-hegemonic โลกที่ไม่มีใครใหญ่พอจะกำหนดกติกาได้ฝ่ายเดียว
สิ่งที่เอเชียต้องสร้างให้ได้ในระเบียบใหม่นี้คือสามเสาหลัก
Guardrails Rules และ Room
Guardrails เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลื่นไถลไปสู่สงคราม
Rules เพื่อให้ประเทศต่างๆ ยังสามารถร่วมมือกันได้แม้แตกต่างทางการเมือง
และ Room เพื่อให้แต่ละชาติยังมีพื้นที่ในการกำหนดชะตาของตนเอง
ในโลกที่ข้อมูล ทุน และเทคโนโลยีเคลื่อนไหวเร็วกว่าความเข้าใจของมนุษย์
สันติภาพไม่ใช่เพียง “การไม่มีสงคราม”
แต่คือ “การออกแบบระบบที่ทำให้สงครามไม่เกิดขึ้นอีก”
เชอร์ชิลในปี 1946 พูดถึง “ยุโรปที่ต้องรวมกันเพื่อสร้างสันติภาพ”
ในปี 2026 ผมอยากพูดถึง “เอเชียที่ต้องเชื่อมกันเพื่อสร้างศักดิ์ศรี”
เพราะในห้วง “ระหว่างยุค” เช่นนี้
เราทุกคนในเอเชียคือผู้เขียนบทใหม่ของประวัติศาสตร์โลก
บทที่ว่าด้วย อำนาจที่เชื่อมโยง ความก้าวหน้าที่เท่าเทียม และสันติภาพที่ยั่งยืน
AI Disclosure : บทความนี้เรียบเรียงจากสุนทรพจน์ State of Asia : Power, Progress and Peace ด้วยการแปลอัตโนมัติ และตรวจทานโดยผู้เขียน
