จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

ฉบับที่แล้ว ‘กำปั่น’ เป็นได้ทั้งผลไม้ และหีบใส่ของมีค่า

ฉบับนี้ ‘กำปั่น’ หมายถึง เรือเดินทะเลขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง หัวเรือเรียวแหลม ท้ายเรือมนและราบในระดับเดียวกับหัวเรือ (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)

หนังสือ “ภาษาไทยวันละคำ ฉบับรวมเล่ม” โดยศาสตราจารย์กิตติคุณกาญจนา นาคสกุล (ราชบัณฑิต) และคณะ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า

“กำปั่น เป็นคำมาจากภาษามลายูว่า capel เป็นเรือแบบฝรั่งที่ใช้เพื่อเดินทางทางทะเลมาทำการค้าขายกับไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา กำปั่นเป็นเรือที่มีรูปร่างเพรียว มีความเร็วมากกว่าเรือสำเภา เมื่อมีเรือกำปั่นใช้จึงนิยมต่อเรือกำปั่นมากกว่าเรือสำเภา”

เอกสารจากหอหลวง “คำให้การขุนหลวง วัดประดู่ทรงธรรม” หรือพระเจ้าอุทุมพร นอกจากบันทึกเกี่ยวกับชาวต่างชาติที่เดินทางทางเรือมาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา ว่าใช้พาหนะทั้งสำเภา เรือสลุป และกำปั่นแล้ว ยังเล่าถึงที่ตั้งอู่ต่อเรือของไทย ดังนี้

“ครั้นถึงระดูลมสำเภาพัดเข้ามาในกรุง เปนมรสุมเทศกาลพวกลูกค้าพานิชสำเภาจีนแลลูกค้าแขกสลุป ลูกค้าฝรั่งกำปั่น ลูกค้าแขกกุศราช และพวกลูกค้าแขกสุรัดแขกชวามาลายูแขกเทศฝรั่งเศสฝรั่งโลสงโปรตุเกศวิลันดาอิศปันยอนอังกฤษ แลฝรั่งดำฝรั่งเมืองลังกุนีแขกเกาะ เปนพ่อค้าพานิชคุมสำเภาสลุปกำปั่นแล่นเข้ามาทอดสมออยู่ท้ายคู ขนสินค้าขึ้นมาไว้บนตึกห้างในกำแพงพระนครศรีอยุทธยา ตามที่ของตนซื้อแลเช่าต่างๆ กัน เปิดร้านห้างตึกฃายของตามเพศตามภาษา ๑

ที่ท้ายบ้านท่าเสือข้ามนั้น มีอู่สำหรับต่อกำปั่นแลสำเภาหลวง เรียงกันสิบแปดอู่แลอู่กำปั่นแลสำเภาที่อยู่ริมกำแพงพระนครมีอยู่ ๔ อู่ ที่ใต้ประตูไชยสองอู่ ที่ป่าตองสองอู่เปนอู่หลวงเก่ามาแต่เดิม” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงมีเรือกำปั่นส่วนพระองค์ ดังที่ “จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม” (ฉบับสันต์ ท. โกมลบุตร แปล) บันทึกว่า

“สมเด็จพระเจ้ากรุงสยามทรงมีเรือกำปั่นขนาดย่อมๆ อยู่เพียงห้าหรือ ๖ ลำเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็ใช้บรรทุกสินค้า ลางครั้งก็ติดอาวุธเพื่อใช้สู้รบกับเรือรบของประเทศข้างเคียงที่มีการรบติดพันกันอยู่ แต่ว่านายเรือและลูกเรือที่พระองค์ทรงมอบเรือให้นำไปนั้น ก็ล้วนแต่เป็นชาวต่างประเทศทั้งสิ้น”

หนังสือ “ภาษาไทยวันละคำ ฉบับรวมเล่ม” ให้รายละเอียดเกี่ยวกับนายเรือและลูกเรือที่เป็นชาวต่างประเทศว่า

“เรือกำปั่นมักจะใช้ฝรั่งชาติอังกฤษเป็นนายเรือ จึงเรียกนายเรือว่า กัปตัน คนประจำเรือมีจีนบ้าง แขกบ้างปนๆ กันไป โดยเฉพาะพวกแขกอาสาจามเป็นผู้ที่มีความชำนาญทางทะเลจึงเป็นลูกเรืออยู่มาก ทำให้ถ้อยคำที่ใช้ในเรือเป็นคำต่างชาติ เช่น กะลาสี ฮะเบส หะเรีย กะซับ สรั่ง ต้นเด่น เป็นต้น”

เรือกำปั่นอยู่คู่กับสังคมไทยสมัยโบราณตลอดมา จากรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระเจ้าเสือ มาถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ “พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา” ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) บันทึกเกี่ยวกับการต่อเรือกำปั่นบรรทุกช้างออกไปขายต่างประเทศรวม 40 ช้าง ว่า

“ทรงพระกรุณาตรัสสั่งโกษาธิบดีให้ต่อกำปั่น ๓ หน้า ปากกว้าง ๖ วา แล้วทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้ติดสมอ ณ วัดมเหยงคณ์ ต่อกำปั่น ๕ เดือนเศษจึ่งสำเร็จแล้วๆ ให้ใช้ใบออกไป ณ เมืองมะริด แล้วให้ประทุกช้างออกไปจำหน่าย ณ เมืองเทศ ๔๐ ช้าง”

เรื่องราวของเรือกำปั่นหลวงที่บรรทุกสินค้ารวมทั้งช้างหลวงไปขายต่างประเทศนั้นดำเนินเรื่อยมาจากสมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ดังจะเห็นได้จาก “นิราศเมืองเทศ” เล่าถึงการเดินทางจากเมืองตรังไปค้าขายที่เมืองบาบุดบำดัดของอินเดียในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายถึงที่มาของเรื่องไว้ดังบางส่วนที่คัดมานี้

“นิราศเมืองเทศนี้ กรมการเมืองนครศรีธรรมราช ฤๅเมืองตรังคน ๑ เปนผู้แต่ง ในสมัยนั้นรัฐบาลยังประกอบการค้าขายกับต่างประเทศ แต่งเรือกำปั่นหลวงบรรทุกสินค้าไปค้าขายเมืองจีน เมืองชวา มลายู ตลอดจนอินเดียทุกๆ ปี การค้าขายทางอินเดียมอบให้เจ้าพระยานครฯ เปนผู้จัดการ ด้วยเมืองนครมีเมืองตรังเปนท่าอยู่ทางทเลตวันตก ใช้เรือไปมาถึงอินเดียได้ง่าย ถึงปีเจ้าพระยานครฯ จัดช้างหลวงกับดีบุก ซึ่งเปนส่วยของหลวงบรรทุกเรือกำปั่นส่งไปขายที่อินเดีย กรรมการที่เปนผู้คุมเรือไป จึงแต่งนิราศเรื่องนี้ในคราวไปเมื่อปีเถาะ พ.ศ.๒๓๖๒ เล่าถึงการที่ไปในครั้งนั้น” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

วรรณคดีเรื่องนี้ถ่ายทอดภาพชุลมุนวุ่นวายตอนขนถ่ายสินค้าจากเรือเพื่อมอบให้ตัวแทนการค้าของไทย ทำให้เห็นฤทธิ์ของสินค้ามีชีวิตที่ก่อความอลหม่านเกินคาดคิด

"ad"

“เร่งลูกจ้างให้ชักช้างจากกำปั่น เสียงสนั่นเอิกเกริกเหลือหลาย

ชาวเมืองเนื่องมาทั้งหญิงชาย หมายจะมาดูเล่นเป็นขวัญตา

ช้างชักมาถึงตะบึงแล่น แปร๋แปร้นดังอึงระทึงท่า

เทศพราหมณ์ตามดูเป็นหมู่มา ช้างผวาแล่นไล่จะแทงคน

เมาเตนมาลีออกต่อดัก ช้างชักส่ายฝูงดูหลายหน

กลับกลอกเลี้ยวไล่อลวน ฝูงคนล้มระนาดลงพาดกัน

เหล่าเชือกสาวเชือกชักตะบึง ช้างเข้ามาถึงตะลุงมั่น

แต่ละตัวไม่ชั่วดังลงมัน ร้ายรันวุ่นวิ่งเป็นสิงคลี

ฝูงคนวุ่นวายพากายวิ่ง ปะกันล้มกลิ้งลงกับที่

ทั้งฝรั่งอังกฤษพาอิสตรี นั่งเก้าอี้ดูกลาดทั้งหาดทราย

เหล่าหญิงบ้างเข้าพิงต้นไม้มอง ครั้นช้างร้องแล้วก็แล่นจนขวัญหาย

ผ้าหลุดยุดไว้ได้แต่ชาย ผมระสายปิดตาคว้าตี” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

อยากดูกันดีนัก…เข็ดไหมล่ะ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

อินเดีย จากแกนนำขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด สู่ประเทศที่ฝักใฝ่ทุกฝ่าย
เวียงจันทน์ขยับ ฮานอยเขยื้อน : เวียดนามกับการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว
ทรัมป์ ‘คนทรยศ’ (Betrayal) ยกเลิกการแซงก์ชั่นน้ำมันรัสเซีย ซื้อดีเซลหมีขาวนำเข้าอเมริกา
6 ปทัสถาน ‘เคลียร์ได้’ ที่สังคมไทยต้องข้ามให้พ้น
4 ปีไม่มีใครฟัง ธีระ ศรีมงคล ผู้ใหญ่หมู่ 1 บ้านสระมะเขือ ย้ำอีกที ‘โรงขยะคือบทเรียนแสนสาหัส’
เมื่อประวัติศาสตร์เปลี่ยนข้าง : ถึงเวลาคืนความเป็นธรรม ให้เหยื่อของอำนาจรัฐ?
สัมผัสแง่งามสุดขมขื่น และความรักอันร้าวราน ผ่านอัลบั้ม O ของ เดเมียน ไรซ์
จากไทยหนึ่งเดียว สู่ ‘ไทยหลายใบ’ : ไทยศึกษาผ่านมุมมองนักวิชาการญี่ปุ่น
‘3 เสือป่า’ ภาค 2 ‘บิ๊กหยอย’ ส่งสัญญาณ? จับตา ไฟใต้ เดิมพันสุดท้าย ตท.26 หนู บุกรัง บิ๊กดุลย์ The Last Mission ‘บิ๊กเต้’ กับ สัญญาใจ ทบ.
E-DUANG | ในความนิ่ง ของ “เพื่อไทย” มี กระแส”คลื่น” ไหวเคลื่อน
คุยกับทูต | โมนิกา เครเซวิคกา โปแลนด์…ความหมายของเอกราช ผ่านเรื่องเล่าและเสียงดนตรี (1)
ANIMALS | ‘สัตว์สังคม’