Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit
ในหนังสือ “บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ” ของอ็องรี มูโอต์ (Henri Mouhot) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ที่เข้ามาสำรวจดินแดนสยาม กัมพูชา และลาว ในสมัยรัชกาลที่ 4 หรือเมื่อ 167 ปีก่อน ได้บอกเล่าเอาไว้ว่าคนไทยชอบเล่นการพนันมาก เรียกได้ว่าเป็นผีพนันเลยทีเดียว และอุทิศเวลาส่วนใหญ่ไปกับการพนันขันต่อผ่านเกมและกิจกรรมต่างๆสารพัดอย่าง
โดยมูโอต์มองว่าคนไทยเป็นคนที่ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ไม่ได้มีความใฝ่ฝันใหญ่โต หรือจริงจังกับชีวิตนัก พวกเขาทำงานเพื่อประทังชีพไปวันๆ แล้วก็พักผ่อน
เมื่อใดก็ตามที่หาอยู่หากินได้พอกับที่ต้องการแล้ว เวลาที่เหลือก็จะหมดไปกับการหาความสำราญ โดยมีกิจวัตรประจำวันคือเล่นพนัน สลับไปกับทำมาหากิน แล้วก็กลับมาเล่นพนันต่อ หรือไม่ก็หาความบันเทิงเริงใจอื่น เช่น การละเล่นและมหรสพต่างๆ
ดังนั้น วิถีชีวิตคนไทยในภาพรวมเลยดูเป็นวงจรที่หมุนวนซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ตลอดอายุขัย และเป็นทุกเพศทุกวัยด้วย
ดังที่มูโอต์บันทึกไว้ในบทที่ 5 ว่า
“ชาวสยามใช้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิต หรือจะเรียกว่าช่วงที่ดีที่สุดก็ว่าได้ ไปกับการละเล่นและการบันเทิงชนิดต่างๆ เช่นเดียวกับพลเมืองชาติอื่นใดก็ตามที่มีบุคลิกสยบสยอม การละเล่นสารพัดสารพันนี้กลายเป็นกิจกรรมหลักในชีวิตทันทีที่หาได้พอกินในแต่ละวันแล้ว ต่อเมื่อหิวอีก จึงค่อยหันไปทำมาหากิน ช่วงเวลาที่เหลือนั้นต้องหาอะไรมาเล่นให้บันเทิงใจตลอดทั้งวัน ไม่เว้นเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่ทุกๆ วัย”
เกมและการพนันเป็นกิจกรรมที่มีทั่วโลกก็จริง แต่ดูเหมือนมูโอต์มองว่าคนไทยโปรดปรานกิจกรรมเหล่านี้มากเป็นพิเศษถึงขั้นหมกมุ่น
นอกจากนี้ ยังบรรยายถึงการละเล่นที่ได้รับความนิยม โดยแยกออกเป็นกิจกรรมของเด็กกับผู้ใหญ่
เช่น เด็กชอบเล่นซ่อนหา ส่วนผู้ใหญ่ชอบเล่นหมากกระดาน
จะเห็นได้ว่าเกมพวกนี้ยังคงได้รับความนิยมในหมู่คนไทยจนถึงทุกวันนี้ แต่อาจลดน้อยลงบ้างเพราะมีสิ่งบันเทิงเริงใจจากอินเตอร์เน็ตเข้ามาแทน
ที่น่าสนใจคือสิ่งที่ผู้ใหญ่ไทยเล่น ผู้ใหญ่ฝรั่งจะไม่เล่น มูโอต์บอกว่าชาวยุโรปมักเล่นเกมพวกนี้เฉพาะตอนที่ยังเด็กอยู่เท่านั้น
จึงพออนุมานได้ว่าแม้เด็กไทยกับฝรั่งจะชอบเล่นสนุกผ่านกิจกรรมที่คล้ายกัน แต่เมื่อชาวยุโรปโตเป็นผู้ใหญ่ก็หันไปใช้เวลากับอย่างอื่นแทน ขณะที่คนไทยที่โตแล้วยังคงเล่นอยู่ ที่สำคัญก็คือคนไทยจริงจังกับกิจกรรมพวกนี้มากและวางเดิมพันกันอย่างเอาเป็นเอาตายกัน โดยมูโอต์บอกเล่าความทรงจำในส่วนนี้ไว้ว่า
“สำหรับพวกเด็กๆ พวกแกเล่นทอยกอง กระโดดเชือก เสือข้ามห้วย โหนราว เล่นซ่อนหา เล่นลูกข่าง และอื่นๆ ที่สรรหากันมาตั้งแต่เช้าจดเย็น ชนิดที่เด็กๆ ชาวยุโรปอาจทึกทักเอาว่าได้แบบมาจากยุโรป ส่วนรุ่นโตก็มีเกมกระดาน เดินหมาก ทอดลูกบาศก์ หมากรุก ทอดลูกเต๋า หรือแม้แต่เล่นว่าว ซึ่งเป็นเครื่องเล่นเฉพาะวัยเด็กของทางเรา คนเล่นเองก็ตั้งอกตั้งใจทุ่มเทกับเครื่องบันเทิงนี้อย่างเอาจริงเอาจัง บ้างก็อ้างโชคถึงขั้นพนันขันต่อ เอาข้าวของที่มีติดตัววางเดิมพัน กระทั่งมีอันต้องเสียไปทั้งหมด ก็ถึงขั้นยอมสละผ้านุ่งผ้าผ่อนชิ้นเดียวที่ห่มพันตัวกันอุจาดโน่นแน่ะ”
การพนันที่ครองใจคนไทยสมัยนั้นมากที่สุดก็คือ “การชนไก่”
ทั้งๆ ที่การตีไก่ไม่สามารถเล่นอย่างประเจิดประเจ้อได้เพราะผิดกฎหมายบ้านเมือง ผู้ใดฝ่าฝืนแอบเอาไก่ชนมาตีกันเพื่อเล่นพนัน หากถูกจับก็ต้องโดนปรับเป็นการลงโทษ
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมิวายมีการชนไก่กันทุกวัน แถมยังแน่นขนัดไปด้วยนักพนันที่มารวมตัวกันอย่างเนืองแน่น แล้วตามมาด้วยเหตุทะเลาะวิวาทชกต่อยกันอยู่เรื่อยๆ
ภาพที่ทั้งคนและไก่ต่างสะบักสะบอมกันไปหลังโรมรันพันตูเสร็จนั้นติดตรึงอยู่ในความทรงจำของมูโอต์ที่มีต่อชาวสยาม ดังข้อความในบันทึกที่พรรณนาว่า
“กับการชนไก่ ยิ่งติดกันหัวปักหัวปำ แม้จะมีพระบรมราชโองการสั่งห้าม ซ้ำต้องจ่ายค่าระวางค่าปรับที่หลวงกำหนดไว้นั่นอีก แต่ก็ยังไม่วายมีสังเวียนชนไก่ให้เห็นกันทุกวัน พอรู้ว่าจะจัดชนไก่ที่ไหน ผู้คนก็จะกรูเกรียวเข้าไปส่งเสียงพนันขันต่อกันคึกคัก และมักลงท้ายด้วยการทะเลาะวิวาทวางมวยกันในหมู่คนดูเสมอ การต่อสู้ที่เริ่มจากการจิกตีกันด้วยจะงอยปากและพวงขนที่ถูกกระชากหลุดร่วง จึงจบลงด้วยกำปั้นและกระบอกตาเขียวช้ำ”
นอกจากนี้ มูโอต์ยังมองว่าการใช้ชีวิตของคนไทยดูย้อนแย้งกัน เนื่องจากในขณะที่บรรดาข้าราชการคอยไล่จับพวกผู้ใหญ่ที่ลักลอบชนไก่ แต่กลับปล่อยให้เกิดการพนันแบบอื่นในหมู่ลูกเด็กเล็กแดงอย่างโจ่งแจ้งไปทั่ว มูโอต์ดูแปลกใจไม่น้อยที่การพนันหลากหลายรูปแบบสามารถแทรกซึมอยู่ในสารพัดกิจกรรมของคนไทยตั้งแต่วัยเด็กจนโต โดยสามารถหยิบจับสิ่งมีชีวิตต่างๆ รอบตัวมาเดิมพันได้หมด ตามที่เขากล่าวว่า
“ข้างฝ่ายปกครองซึ่งหาทางห้ามพวกพ่อแม่เล่นพนันชนไก่กัน กลับปล่อยให้พวกเด็กๆ ร่วมกิจกรรมแบบต่อสู้ฟาดฟันกัน ไม่ว่าจะจับมดแดง จิ้งหรีด ตั๊กแตน หรือแม้แต่จับปลาดุร้ายพันธุ์เล็กๆ มากัดกัน พอคู่ต่อสู้ถลาเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด เด็กๆ ที่ล้อมลงกันอยู่ในนั้นถูกอกถูกใจนัก และเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ อีกมากที่ทางรัฐดูไร้หลักการ ไร้เหตุไร้ผลเอาเสียจริงๆ”
มูโอต์มองว่าแม้การชนไก่จะผิดกฎหมายก็ตาม แต่การที่กิจกรรมนี้ไม่เคยหายไป ซ้ำยังได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ก็เพราะว่าคนไทยชอบเล่นพนันและไม่ได้ปฏิเสธการพนันอย่างจริงจัง เห็นได้จากกิจการต่างๆ นั้นสามารถเอามาเดิมพันได้หมด ไม่ว่าจะเป็น ควาย ช้าง ฯลฯ เพียงแต่สัตว์ใหญ่ต้องอาศัยเงินทองมากกว่าและมีโอกาสเล่นได้ไม่บ่อยเหมือนสัตว์เล็ก ตามที่มูโอต์บันทึกว่า
“ข้างฝ่ายผู้ถูกปกครองที่แสนดีนี้ก็ช่างนิยมชมชอบเวทีแข่งควายและช้างนัก แต่เดิมพันนี้ต้องใช้เงินมาก ก็เลยจัดให้มีได้แค่นานๆ ครั้ง พอๆ กับการแข่งเรือและการประลองทางน้ำ ดีหน่อยที่ในช่วงว่างเว้นจากการบันเทิงสำคัญๆ เช่นว่านี้ ยังพอมีงานฌาปนกิจศพคนใหญ่คนโตมาคั่นเวลา พอให้ได้สนุกกับเวทีประลองมวย กายกรรมไต่เชือก พลุไฟ หุ่นกระบอก หนังใหญ่ และมหรสพกลางแจ้ง”
แล้วเหตุใดคนไทยจึงหมดเวลาในชีวิตไปสิ่งเหล่านี้มากมายนัก?
มูโอต์คิดว่าที่คนไทยเป็นเช่นนี้ไม่ได้มาจากรสนิยมหรือนิสัยใจคอเพียงอย่างเดียว
แต่มาจากการจงใจของรัฐหรือผู้มีอำนาจที่ปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ เพื่อง่ายต่อการควบคุมปกครองด้วย
ตามที่มูโอต์เขียนไว้ในบันทึกว่า “แต่ก็นั่นแหละ นี่คือเหตุผลของฝ่ายปกครองผู้เถลิงอำนาจเด็ดขาดโดยทั่วๆ ไป ที่จะต้องปล่อยให้พลเมืองมัวแต่หลงสนุกกันไป”
เพราะการที่ชาวบ้านเอาแต่ง่วนอยู่กับการเล่นสนุกสนานไปวันๆ จนไม่ตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว ก็จะทำให้พวกเขาไม่มีเวลาว่างเหลือเฟือมาคิดสงสัยอะไรให้วุ่นวาย
หรือสร้างแรงต่อต้านสั่นคลอนอำนาจของผู้ปกครองได้
