จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
เรือกำปั่นต่างแดนที่เข้ามาค้าขายกับไทยเรา มิใช่จะมีแค่สมัยกรุงศรีอยุธยา ยังมีเรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ดังที่พระชำนิโวหารเล่าถึงเรือสินค้าของชาวโปรตุเกสและฮอลันดาไว้ใน “โคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์” ว่า
“๏ กำปั่นปิตุเก็ดทั้ง ลันดา
คุมสิ่งสินค้ามา ไม่น้อย
เรือแขกต่วนปังกะหลา เกาะหมาก
นำเพชรนิลนับร้อย ชั่งเข้ามาถวาย ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
‘ปิตุเก็ด’ ออกเสียงตามสำเนียงไทย มาจากคำว่า ‘โปรตุเกส’ ส่วน ‘ลันดา’ คือ วิลันดา หรือฮอลันดานั่นเอง นอกจากนี้พระยาไชยวิชิต (เผือก) กล่าวถึงบรรดาเรือสินค้าต่างประเทศที่มาค้าขายช่วงสมัยรัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 3 ไว้ในตอนหนึ่งของ “ยอพระเกียรติ ๓ รัชกาล” ว่า
“จะว่าข้างสิ่งของท้องน้ำ สลุบลำกำปั่นก็หนักหนา
อแจจีนสำเภาเลากา ยี่ปุ่นกระหลาป๋าเข้ามากรุง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ยิ่งไปกว่านั้น “กลอนเพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” ของนายมี มหาดเล็ก ช่วยยืนยันว่าสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ไทยมีความสัมพันธ์และติดต่อค้าขายกับประเทศในเอเชียและยุโรปมาโดยตลอด
“เรือไหหลำสำเภาเหล่ากำปั่น สมอทอดจอดเป็นหลั่นจีนฝรั่ง
แต่งบรรณามาถวายไม่วายครั้ง สิ่งของคั่งกันเข้าก็เยาลง”
เมื่อสินค้ามีปริมาณมากมาย ราคาซื้อขายจึงถูกลง ลูกค้าชาวไทยสามารถเลือกซื้อได้ตามชอบใจ สินค้าที่แต่เดิมราคาแพงมากก็กลายเป็นราคาจับต้องได้ ชาวบ้านทั้งหลายสามารถซื้อหามาครอบครอง นำ ‘ผ้าแพร ผ้าลาย ผ้าลายอย่าง’ มาใช้นุ่งไปเที่ยวไปเกี้ยวสาว หรือไปทำงานจนเป็นเรื่องปรกติธรรมดา ไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าชั้นดีเหล่านี้ในโอกาสพิเศษ หรือใช้เฉพาะแวดวงชนชั้นสูง คนมีฐานะดังที่เคยเป็นมา
“แพรผ้าลายขายถูกไปทุกสิ่ง พวกชายหญิงนิยมสมประสงค์
นุ่งลายอย่างกางเพลาะเที่ยวเหยาะยง จนนุ่งลงทำงานการนิคม”
“หนังสือภาษาไทยวันละคำ ฉบับรวมเล่ม” ให้รายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเภทของเรือกำปั่นว่า
“เรือกำปั่นในสมัยแรกๆ ยังใช้ใบ จึงมีเสากระโดงสูงในเรือมักมี ๓ ใบ เรียกว่า กำปั่นใบ”
ลองนึกภาพของเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ที่ใช้ใบเรือเป็นหลัก หัวเรือมีลักษณะเรียวแหลม ท้ายเรือมนและราบ มีเสากระโดง หรือเสาใบเรือถึง 3 เสาเพื่อใช้ผูกขึงใบเรือ
“นิราศเมืองเทศ” ที่กรมการคุมเรือกำปั่นหลวงนำช้างหลวงกับดีบุกไปขายที่อินเดีย แต่งขึ้นคราวไปเมื่อปีเถาะ พ.ศ.2362 เล่าถึงใบเรือเป็นระยะๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ
“นาวาล่องต้องพระพายรำเพยพัด แล่นลัดเลี้ยวล่องตามประสงค์
ผ่านมาหน้าเกาะหนึ่งจำนง จึงให้ลงสมอแล้วปลงใบ”
เมื่อต้องการจอดเรือกำปั่นก็ทอดสมอและลดใบลง เมื่อจะเดินทางก็กางใบให้เรือแล่นต่อไป ดังที่กวีบรรยายว่า
“พระพายชายพัดรำเพยพา นาวาวิ่งว่องด้วยต้องใบ”
ครั้งหนึ่งเรือกำปั่นหลวงเผชิญพายุใหญ่ ถูกคลื่นถาโถมใส่จนใบเรือขาด
“เดือนหนึ่งจะใกล้ถึงซึ่งนิเวศ บันดาลเหตุเกิดเป็นพายุใหญ่
เป็นคลื่นโครมครื้นครั่นสนั่นไป ทั้งเสียดใบนั้นขาดพินาศลง
พระพิรุณร่วงโรยระดมหนัก นาวาปลักคลื่นใหญ่กระทบส่ง
เข้าในลำปิ้มป้ำจะจมลง เหมือนชีวงจะไม่คืนชีวานาน”
หลังจากวิกฤตการณ์ผ่านพ้นก็เดินทางต่อไป
“พนักงานจัดการโดยจำนง ชักใบยกธงแล่นมา”
“นิราศเมืองเทศ” ถ่ายทอดนานาประสบการณ์ที่ได้พบเห็น เมื่อการเดินทางไปค้าขายที่อินเดียบรรลุผลตามต้องการแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางกลับ
“อยู่มาเนิ่นช้าได้ครึ่งปี ถึงกำหนดเดือนที่จะกลับไป
เร่งรัดเชือกสายใบผ้า จ้างกะลาสีมาทำให้”
ชาวไทยและเทศที่จะโดยสารเรือกลับ ต่างพากันเสาะหาของฝากนานาชนิด มีทั้งอัญมณี ผ้าหลากสีหลายแบบ อาวุธ เช่น กระบี่เทศ ปืนคาบศิลา ไปจนถึงเสบียงระหว่างเดินทางที่จะขาดเสียมิได้
“จะพาเงินกลับเปล่าไปไย ซื้อของชอบใจให้สรรพสรรพ์
ด้วยเมืองเทศนิเวศนั้นไกลกัน เป็นการเดือนนานวันที่จะมา
แล้วจัดแจงซื้อหาอาหาร เครื่องตระการที่จะกินไปข้างหน้า
กับข้าวหมากพลูปูนยา ถั่วงาหอมกระเทียมบรรดามี
พริกเทศพริกไทยไข่สด กลัวจะอดในกลางวารีศรี
เคยเกลือเผื่อไปให้พอดี ไม่ถึงที่จะเอาแต่ไหนกิน
เสร็จแล้วชวนกันขนยกกล่นเกลื่อน เนืองเลื่อนลงไปกำปั่นสิ้น
น้ำฟืนกับข้าวของกิน พร้อมสิ้นถ้วนจบครบครัน”
ต่อจากนั้นก็ร่ำลา ‘เศรษฐี’ ชาวอินเดียผู้เป็นตัวแทนการค้าของไทย คำอธิบายนิราศเมืองเทศในหนังสือ “ประชุมนิราศต่างประเทศ” เล่ม 1 สันนิษฐานว่า คือ ‘สังฆนาเกนเศรษฐี’ ตามที่เรียกในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งระบุว่า “เป็นคนชอบกับเจ้าพระยานครได้เคยรับซื้อช้างกันมาเสมอทุกปี”
“เสร็จสารสนองด้วยเศรษฐี ก็ลาลาศจรลีจากสถาน
มาถึงกำปั่นมิทันนาน ให้จัดการตรวจเตรียมจะใช้ใบ”
ก่อนเดินทางกลับ กวีขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย บิดามารดา พระมหากษัตริย์ เทพยดาอารักษ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยคุ้มครองให้เดินทางกลับเมืองไทยได้อย่างราบรื่น ปราศจากอุปสรรคและภยันตรายทั้งมวล
ให้ฉ่ำเฉื่อยเรื่อยเรียบรำเพยพา พอนาวาวิ่งว่องต้องใบไป
พระคงคาอย่าได้มาตีฟอง พระพายเจ้าอย่าคะนองให้คลื่นใหญ่
ด้วยเดชะตบะบุญทั้งนี้ไซร้ ขอให้สมเหมือนดังใจจินดา
ครั้นฤกษ์ดีแล้วก็ถอนสมอ ตั้งต่อตั้งติดบุรพทิศา
พระพายพานใบตึงตะบึงมา ในมหาสาคเรศสำราญใจ
คล้ายคล้ายว่ายวิ่งเร็วรี่ สิบห้าทิวาราตรีนับได้
พอถึงเมืองตรังค่อยตั้งใจ เหมือนตายไปเกิดอื่นคืนมาเอย ๚ (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ฉบับนี้ ‘กำปั่นใบ’ ฉบับหน้า ‘กำปั่นไฟ’
