พิธีกรรมบูชายัญมนุษย์ ที่เสาหลักบ้าน บนหน้ากลองมโหระทึก จากมณฑลหยุนหนาน ประเทศจีน
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ในพื้นที่บริเวณใกล้ภูมิภาคอุษาคเนย์มีการค้นพบหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่แสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมบูชายัญมนุษย์อยู่ด้วย
หลักฐานที่ว่าก็คือ รูปประติมากรรมขนาดเล็กบนหน้ากลองมโหระทึก ที่กำหนดอายุได้ตรงกับช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันตกของจีน (พ.ศ.337-568) จากมณฑลหยุนหนาน (หรือที่เรียกกันในโลกภาษาไทยว่า ยูนนาน) ในประเทศจีน
กลองมโหระทึกดังกล่าวสร้างขึ้นในวัฒนธรรมเทียน (Dian culture [滇]) ที่เจริญอยู่ในช่วงราว 2,800-2,100 ปีที่แล้ว โดยคำว่าเทียนในที่นี้ เป็นคนละคำกับเทียน [天] ซึ่งแปลว่า “ฟ้า” หรือ “สวรรค์” (คือ “แถน” ในสำเนียงแบบไต-ไท)
และแม้ว่าในปัจจุบัน อาณาบริเวณที่เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมเทียนนั้นจะตั้งอยู่ในเขตประเทศจีน แต่ในทางวัฒนธรรมนั้นสัมพันธ์กับอุษาคเนย์มากกว่า
อย่างน้อยที่สุดช่วงเวลาที่วัฒนธรรมเทียนเจริญอยู่ ราชวงศ์ฮั่นของจีนที่มีอายุอยู่ร่วมสมัยกัน ก็ถือว่าคนพวกนี้คือพวกป่าเถื่อน อย่างที่เรียกว่า “พวกไป่เยว่” หมายถึง “เยว่” คือ “พวกป่าเถื่อน” ร้อยจำพวก ดังนั้น ชาวจีนจึงไม่เคยยอมรับว่าชนกลุ่มนี้ ซึ่งก็หมายรวมถึงกลุ่มวัฒนธรรมเทียนด้วย เป็นส่วนหนึ่งของสังคมวัฒนธรรมจีนเลย
ที่สำคัญก็คือการพบกลองมโหระทึกในวัฒนธรรมเทียนนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกับวัฒนธรรมการใช้กลองมโหระทึกของชาวจ้วง ในมณฑลกว่างซี (กวางสี ในโลกภาษาไทย) ประเทศจีน และวัฒนธรรมด่งเซิน (Đông Sơn, หรือที่แต่เดิมนักวิชาการไทยมักจะสะกดว่า ดองซอน) ที่มีศูนย์กลางอยู่ในเขตที่ราบระหว่างหุบเขาของแม่น้ำแดง ทางตอนเหนือของเวียดนาม ซึ่งเจริญอยู่ในช่วง 3,000-1,900 ปีที่แล้ว อย่างเห็นได้ชัด
และความสัมพันธ์ดังกล่าวก็เป็นที่ยอมรับกันดีในกลุ่มนักโบราณคดีทั่วทั้งโลกเลยทีเดียว

บนหน้าของกลองมโหระทึกชิ้นที่ผมกล่าวถึงไปตั้งแต่ต้นนั้น แสดงรูปพิธีที่จับมนุษย์มัดไว้กับเสา ในลานแห่งหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็น “ลานกลางบ้าน” เพราะเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในชุมชน อันสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป
สำหรับในโลกอุษาคเนย์โบราณแล้ว “ลานกลางบ้าน” นั้นก็คือ ที่ตั้งของ “เสาหลักบ้าน” ในชุมชนต่างๆ ของอุษาคเนย์ โดยความแตกต่างระหว่างเสาหลักบ้าน กับเสาหลักเมืองนั้น ก็คือขนาดของชุมชนเท่านั้น
ขนาดของชุมชน ที่เป็นปัจจัยให้ชื่อเรียกของเสาเปลี่ยนไปนั้น ก็ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยเดียวกันกับที่ทำให้คำเรียก “ลาน” เมื่อถูกใช้กับชุมชนขนาดใหญ่ระดับเมืองขึ้นไป ก็กลายเป็นถูกเรียกว่า “สนาม” ด้วยเช่นกัน
ดังจะเห็นได้ว่า สนาม ของเมืองเหล่านี้ก็ทำหน้าที่สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ ไม่ต่างไปจากลาน ของชุมชนระดับบ้าน หรือหมู่บ้าน และพิธีกรรมต่างๆ นั้น
เมื่อถูกประกอบขึ้นโดยรัฐ ที่มีการปกครองด้วยระบบกษัตริย์แล้ว ก็จะถูกเรียกว่า “พระราชพิธี”

ในกรณีของไทยนั้น พระราชพิธีต่างๆ ที่ประกอบกันบน “สนาม” คือ ลานของเมือง ก็จะเรียกรวมๆ กันว่า “พระราชพิธีสนาม” เพราะเป็นพระราชพิธีที่กระทำกันในท้องสนามพวกนี้ มีมาตั้งแต่ยุคโบราณ เก่าแก่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาไปอีกหลายร้อยปี ดังปรากฏมีรูปสลักขบวนทหารเรียงรายกันยาวเหยียดอยู่ที่ระเบียงคด ของปราสาทนครวัด เป็นต้น
ภาพสลักทหารที่ว่านั้นก็คือ กระบวนแห่ หรือพยุหยาตราในพระราชพิธีสนามแบบโบราณพิธีหนึ่ง ที่ด้านหน้าของพระราชวังเมืองพระนครหลวง คือนครธม อันเป็นเมืองของกษัตริย์ขอมโบราณนั้น ก็มีลาน หรือสนามใหญ่ ไว้ใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีสนามอยู่ด้วยเหมือนกัน
และอะไรที่เรียกกันว่า “สนาม” ของไทยโบราณนั้น ยังถูกใช้สำหรับประกอบการเล่นมหรสพต่างๆ ในพระราชพิธีสนามอื่นๆ อีกด้วย

ตัวอย่างของพระราชพิธีสนามสำคัญที่จัดให้เป็นสถานที่สำหรับการมหรสพก็คือ พระราชพิธีที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาซึ่งจัดขึ้นในพื้นที่ลานหน้าวิหารวัดมงคลบพิตรอย่าง “การพระราชพิทธีเผดจ์ศกลดแจตรออกสนาม” หรือที่มักจะเรียกกันอย่างลำลองว่า “พระราชพิธีออกสนามใหญ่” มากกว่า
คำว่า “เผดจ์ศก” คือ “เผด็จศก” หมายถึง ตัดปี หรือข้ามปี ส่วน “ลดแจตร” คือ “ลดจิตร” โดยจิตรเป็นชื่อเดือน 5 ตัวพระราชพิธีจึงกระทำกันในเดือน 5 ซึ่งถือเป็นเดือนที่ขึ้นปีใหม่ตามความเชื่อในราชสำนัก
และเมื่อได้ชื่อว่าเป็นพระราชพิธี “ตัดศก” คือ “ขึ้นปีใหม่” แล้วก็ย่อมเป็นพระราชพิธีที่สำคัญ จนต้องมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่
ภายในการพระราชพิธีออกสนามใหญ่นี้จะมีการมหรสพมากมาย เช่น ล่อช้าง, รันแทะ, วัวชน, กระบือชน, ชุมพาพน, ช้างชน, คนชน, ปรบไก่, คลีชงโคน, ปล้ำมวย, ตีดั้ง, ฟันแย้ง, เชิงแวง, เล่นกล, คลีม้า ฯลฯ รวมไปถึงโขน, ละคร และการระบำต่างๆ แต่ที่สำคัญก็คือ จะมีการออกกระบวนกองทัพช้าง กองทัพม้า กองกำลังทุกหมู่เหล่า ทั้งหัวเมือง, พลเรือน และพวกไพร่ ในทำนองเดียวกันกับที่ภาพสลักขบวนทหาร ที่ระเบียงคดของปราสาทนครวัดนั่นเอง
ลาน หรือสนาม ที่กรุงศรีอยุธยานั้น จึงเป็นสถานที่สำหรับใช้จัดกระบวนแห่, กระบวนพยุหยาตรา หรือมหรสพ อันเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมความเชื่อโบราณเกี่ยวกับอำนาจ และความรุ่งเรืองของพระนคร ในพระราชพิธีต่างๆ รวมไปถึงในงานพระบรมศพ และงานพระเมรุก็ด้วย
ภาพของของพิธีกรรมที่ปรากฏอยู่บนหน้ากลองมโหระทึกในวัฒนธรรมเทียน ที่ผมนำมาชี้ชวนให้ดูกันในข้อเขียนชิ้นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงหน้าที่ของ “ลานกลางบ้าน” ในทำนองเดียวกันนี้ เพียงแต่พิธีกรรมที่แสดงอยู่บนหน้ากลองนั้น เป็นพิธีบูชายัญมนุษย์ ซึ่งสาบสูญหรือได้เลิกทำไปแล้วในชั้นหลังก็เท่านั้น

บนหน้ากลองมโหระทึกชิ้นเดิมยังมี “เฮือนเฮ่ว” หรือ “เฮือนแฮ่ว” (บางทีเขียน เฮือนเห้ว, เฮือนแห้ว) คือเรือน (เฮือน) หลังน้อยที่ปลูกคร่อมหลุมฝังศพ หรือกระดูกคนตาย ในป่าเฮ่ว หรือป่าแฮ่ว (ป่าเห้ว, ป่าแห้ว) ที่ภาษาไทยกรุงเทพฯ เรียก ป่าช้า
นักประวัติศาสตร์-โบราณคดีนอกเครื่องแบบอย่าง คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ได้อธิบายว่า คำว่า เฮ่ว, แฮ่ว มีรากมาจากคำว่า เรี้ยว หมายถึง คนตาย ส่วนคำว่า ช้า เป็นคำภาษาไต-ไท พบข้อมูลในพจนานุกรมลาว แปลว่า ซากศพ
ถูกต้องครับ อะไรที่เรียกว่า “ลานกลางบ้าน” นั้นก็คือ “สถานที่ฝังศพ” ของผู้นำชุมชน หรือตระกูลของหัวหน้าเผ่า ซึ่งก็คือสุสานดีๆ นี่เอง ดังนั้น ถ้าพิธีกรรมบูชายัญมนุษย์นั้น จะกระทำขึ้นในเขตพื้นที่สุสานก็เห็นจะไม่ใช่เรื่องแปลก
ที่สำคัญก็คือ พิธีกรรมต่างๆ ในอุษาคเนย์โบราณนั้น ทั้งหมดก็จะจัดกันขึ้นบนลาน อันเป็นที่ฝังศพของบรรพชนนั่นแหละ

ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรอีกเช่นกัน ที่ “เสาหลักเมือง” (ซึ่งก็คือเสาหลักบ้านของชุมชนขนาดใหญ่ระดับเมือง) มักจะมีเรื่องตำนานเล่าลือเกี่ยวกับการบูชายัญมนุษย์ด้วยการฝังเอาไว้ข้างใต้ของเสา เพื่อให้เป็น “อารักษ์” ที่คอยปกปักรักษาเมือง ดังมีเรื่องราวต่างๆ มากมายหลายสำนวน
เช่น เรื่องที่รู้จักกันดีในสังคมไทยอย่างการป่าวประกาศเรียกหาคนที่มีชื่อว่า อิน จัน มั่น และคง มาฝังเอาไว้ที่ทางใต้ของเสา ซึ่งแม้จะไม่ได้มีหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าเป็นความจริงหรือไม่ แต่ก็ชวนให้นึกถึงภาพประติมากรรมการบูชายัญมนุษย์ บนหน้ากลองมโหระทึก ในวัฒนธรรมเทียน จากมณฑลหยุนหนาน ชิ้นเดิมสิ้นดีเลย
ตำนานการบูชายัญมนุษย์ไว้ที่ข้างใต้ของเสาหลักเมืองของอุษาคเนย์ ไม่ได้มีเฉพาะในไทยเท่านั้น แต่ยังมีในปรากฏในตำนานหลักเมืองเวียงจันทน์ ในประเทศลาว หรือเรื่องการสร้างเสาเอกของพระราชวังเมืองหงสาวดี ของพระเจ้าฟ้ารั่ว (มะกะโท) ในพงศาวดารมอญเรื่อง ราชาธิราช เป็นต้น
ในอุษาคเนย์ยังมีหลักฐานทางโบราณคดี ที่ค้นพบการฝังสรีรธาตุของผู้ตายเอาไว้ข้างใต้อะไรที่คล้ายๆ กับเสา อย่างเช่น “หินตั้ง” อีกหลายแห่ง เช่น ที่บ้านหินตั้ง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่ติดกับเมืองโบราณสำคัญ อย่างเมืองเสมา ก็ยิ่งชวนให้เห็นได้ถึงร่องรอยของพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฝังศพไว้ข้างใต้เสาในสมัยโบราณ หรืออาจจะเป็นพิธีกรรมบูชายัญมนุษย์ ที่เคยมีอยู่ในอุษาคเนย์ แต่ได้เลือนหายไปนาน จนเหลือแค่เพียงตำนานเล่าขานกันปากต่อปาก และผิดเพี้ยนไปจากความหมายเดิมจนหมดแล้ว
กลองมโหระทึกในวัฒนธรรมเทียนชิ้นนี้ จึงเป็นร่องรอยหลักฐานสำคัญของพิธีกรรม และคติความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับการบูชายัญมนุษย์ในอุษาคเนย์ ที่เคยมีอยู่ในยุคก่อนที่จะมีตัวอักษรใช้นับพันปีแล้วนั่นเอง
ที่มาภาพ : Herbert Plutschow (2008), “Ancient Human Sacrifice on China’s Periphery,” Anthrophoetics 14, 1 Herbert Plutschow (2008), “Ancient Human Sacrifice on China’s Periphery,” Anthrophoetics 14, 1.
