ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์

ใน Wednesday Song จะมีช่วง “เพลย์ลิสต์”

เราจะเชิญคนในแวดวงเพลงมาเป็นแขกรับเชิญ

ให้เลือกเพลงมา 5 เพลง

จะเป็นเพลงที่ชอบ หรือเพลงที่มีความหมายต่อชีวิตของเขาก็ได้

เขาจะเล่าว่าทำไมถึงเลือกเพลงนี้

จากนั้นนักร้องเสียงดีที่ผ่านเวที “เดอะวอยซ์” ก็จะมาร้องเพลงนั้น

สลับไปเรื่อยๆ จนครบ 5 เพลง

ช่วง “เพลย์ลิสต์” ทำให้ผมได้คุยกับนักแต่งเพลงดังๆ ของเมืองไทยหลายคน

ตั้งแต่ “กบ บิ๊กแอส-แทน ลิปตา-พี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค”

นอกจากเขาจะเล่าถึงเหตุผลในการเลือกเพลงแล้ว

ทุกคนจะพูดถึงวิธีการแต่งเพลงด้วย

การแต่งเพลงนั้นไม่ใช่จะแต่งเพลงอะไรก็ได้

เพราะนอกจากต้องมีประเด็นที่จะเล่าแล้ว

เขายังต้องคิดถึง “ศิลปิน” ที่จะร้องเพลงนี้ด้วย

บุคลิกเป็นอย่างไร

เนื้อเสียงแบบไหน

อย่าง “พี่ดี้” พูดถึงเพลง “ก้อนหินก้อนนั้น” ที่ “โรส” ร้อง

เพลงนี้เป็นเพลงกึ่งสอน

แต่ “โรส” ยังใส่คอซองอยู่เลย

เพียงแต่เสียงของเธอเป็น “ผู้ใหญ่”

“พี่ดี้” ใช้วิธีการเริ่มต้นเพลงด้วยการสร้างเงื่อนไขขึ้นมา

คือ เนื้อหาท่อนแรกของเพลงนี้

เพื่อบอกว่า “โรส” ไม่ได้พูดเอง

แต่ฟังมาจากใครบางคนแล้วมาเล่าให้ฟัง

ถามว่าฟังใครมา

คำตอบก็คือ “พี่ดี้” คนแต่งเพลง

นักแต่งเพลงทุกคน เวลาจะแต่งเพลงให้ศิลปินคนไหน

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนทำเหมือนกัน คือ คุยกับนักร้องคนนั้น

ประสบการณ์ชีวิต สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ ฯลฯ

คุยไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้รู้จักศิลปินคนนั้นมากขึ้น

รู้จักชีวิต วิธีคิด หรือบางประโยคจากศิลปิน

เพราะถ้าแต่งเพลงที่เขาไม่เชื่อ หรือไม่รู้สึก

การถ่ายทอดจะยาก

อย่างเพลง “ดีใจด้วยนะ” ของ “อิ้งค์-วรันธร”

“แทน” แต่งเพลงนี้จากเรื่องจริงของ “อิ้งค์” ตอนที่ไปเจอแฟนเก่าที่เลิกกันไปแล้วกับผู้หญิงคนอื่น

“อิ้งค์” โทร.มาเล่าเรื่องนี้และร้องไห้กับ “แทน”

เขาก็เลยใช้เรื่องราวนี้มาแต่งเป็นเพลง

“กบ” ก็เช่นกัน เวลาแต่งเพลงให้ “บอดี้สแลม” เขาก็ต้องคุยกับ “ตูน”

ตอนแต่งเพลงก็ต้องคิดว่า “ตูน” เป็นคนร้อง

เขาเรียกวิธีการนี้ว่า “การสิงร่าง”

คือ ต้องสมมุติว่าตัวเขาเป็น “ตูน” และร้องเพลงที่เขาแต่ง

ดูว่ามันเข้ากันได้ไหม

การสิงร่างจึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งของ “นักแต่งเพลง”

ผมชอบคำนี้เพราะทำให้เห็นภาพชัดเจน

แต่จริงๆ มันก็คือ คำเดียวกับ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”

บางครั้งเราต้องสมมุติเป็นคนอื่น

คิดว่าถ้าเราทำแบบนี้ คนนั้นจะรู้สึกอย่างไร

หลักคิดนี้ใช้ได้ตั้งแต่การทำงานกับคนอื่น

จนถึงการเจรจาต่อรอง

เราต้องรู้จักตัวตนและวิธีคิดของคู่เจรจา

ต้องรู้ว่า “อำนาจต่อรอง” ของเรามีแค่ไหน

เพื่อที่การเจรจาจะได้ราบรื่น

ผมคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เมื่อผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาทำหนังสือถึงรัฐบาลไทย ยุติการเจรจาภาษีการค้า

จนกว่าไทยจะปฏิบัติตามสัญญาสันติภาพที่ทำไว้กับ “กัมพูชา”

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก

เพราะช่วงที่ผ่านมา “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวหลังจากทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ทหารกัมพูชามาวางในพื้นที่ของไทย

และประกาศว่า “การเดินไปสู่สันติภาพมันจบแล้ว”

คุณอนุทินยังไปพูดในงานวันเปิดหลักสูตร วปอ.68

ครับ หลังจากนั้นไม่กี่วัน ผู้แทนการค้าสหรัฐก็ส่งหนังสือยุติการเจรจาการค้า

แต่คุณอนุทิน ไม่ยอมรับเนื้อหาในหนังสือ

เขาบอกว่าเจ้าหน้าที่ร่างหนังสือนี้ก่อนที่เขาจะโทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”

เพราะตอนที่คุยกัน “ทรัมป์” ก็ยอมรับว่าจะไม่เอาเรื่องภาษีการค้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา”

และยังย้ำว่าได้คุยกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนที่โทร.คุยกับ “ทรัมป์” อีกครั้ง

“สหรัฐอเมริกาจะไม่นำประเด็นการระงับปฏิญญาของไทยอันเนื่องมาจากการละเมิดเงื่อนไขของกัมพูชา มาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้”

คือ คำยืนยันจาก “อันวาร์” ที่ “อนุทิน” โพสต์ในเฟซบุ๊ก

คำถามก็คือ “ทรัมป์” พูดหรือคิดแบบนั้นจริงหรือ

ถ้าเราไล่เรียงการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ของ “ทรัมป์”

เขาเริ่มต้นเข้ามาหลังเกิดการปะทะกันอย่างหนักที่ชายแดน

โทร.หา “ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการนายกฯ ในช่วงนั้นและ “ฮุน มาเนต”

บอกว่า “ให้หยุดยิง”

ไม่เช่นนั้น สหรัฐอเมริกาจะไม่เจรจาเรื่องภาษีการค้าด้วย

ตั้งแต่รับตำแหน่งประธานาธิบดี “ทรัมป์” เอาเรื่อง “ภาษีการค้า” มากดดันทุกประเทศให้เข้ามาเจรจา

“ไทย-กัมพูชา” ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับหลายประเทศ

เพราะสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่

อย่างไทยส่งออกไปสหรัฐอเมริกาประมาณ 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

เกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมด

และได้ดุลการค้ามากที่สุดด้วย

ถ้าเจอกำแพงภาษีสูงลิ่ว การส่งออกไทยเหนื่อยแน่

“ทรัมป์” โพสต์ใน X แบบตรงไปตรงมาว่าเขาใช้เรื่องนี้มาบีบนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาตรงๆ

ถ้าไม่หยุดยิง ก็จะไม่เจรจา

เขาพูดถึงกลยุทธ์นี้อย่างภาคภูมิใจ

ในที่สุด “ไทย-กัมพูชา” ก็ยอมหยุดยิง

เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่เขาโทรศัพท์มาหานายกฯ อนุทิน

“โดนัลด์ ทรัมป์” ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบนเครื่องบินทันทีหลังวางสาย

เขาพูดด้วยความภูมิใจว่า “วันนี้ผมหยุดสงครามไว้ได้”

เมื่อนักข่าวถามว่าหมายถึง “ไทย-กัมพูชา” ใช่ไหม

“ทรัมป์” ยอมรับและพูดอย่างชัดเจน

“วันนี้ผมหยุดสงครามได้โดยใช้ภาษีศุลกากร”

ครับ เหมือนเรื่อง “ราโชมอน” เลย

เรื่องเดียวกันแต่พูดไม่เหมือนกัน

ถ้าลองวิเคราะห์เรื่องนี้แบบ “สิงร่าง”

“ทรัมป์” นั้นมีเป้าหมายสูงสุดเรื่องหนึ่งในการเป็นประธานาธิบดีสมัยนี้

คือ รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ

เขาต้องการเป็นผู้ยุติสงครามในโลกใบนี้

ตอนบีบ “ไทย-กัมพูชา” ให้หยุดยิง เขาก็พูดถึงการยุติการปะทะกันระหว่าง “อินเดีย-ปากีสถาน” ด้วยภาษีการค้า

“ทรัมป์” รู้ว่า “อำนาจต่อรอง” ของเขาที่มากที่สุดคือ เรื่องภาษีการค้า

เขาเป็นพ่อค้ามาทั้งชีวิต

แนวคิดแบบ “อเมริกัน เฟิร์สต์” ก็ชัดเจนมากว่าจะสนใจเรื่องผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาก่อนสิ่งอื่น

เจรจากับใครก็จะพูดเรื่องการค้าอย่างเดียว

แทบไม่สนใจเรื่องอื่นเลย

และเป้าหมายในชีวิตของเขาตอนนี้ คือ รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ

ลองสิงร่างคนคนนี้ดูสิครับ

จินตนาการดูว่าเขาคิดอย่างไร

แล้วค่อยวางแผนการเจรจา

อย่าคิดในสิ่งที่เราอยากให้เป็น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด