เบอร์ลิน 36 ปีหลังการล่มสลายของกำแพง | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เขียนจากเบอร์ลิน ในวันครบรอบ 36 ปีของการล่มสลายของกำแพง เพราะในทุกยุคสมัย ยังมีกำแพงที่ต้องพังอีกมากมาย โดยเฉพาะกำแพงที่มองไม่เห็น
ผมมาอยู่ที่เบอร์ลิน ในวันครบรอบ 36 ปีของวันที่กำแพงเบอร์ลินพังลง กำแพงที่ครั้งหนึ่งเคยแบ่งประเทศออกเป็นสองฝั่ง และแบ่งโลกออกเป็นสองค่ายระหว่างโลกเสรีกับโลกคอมมิวนิสต์ ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ
กำแพงคอนกรีตยาวกว่า 150 กิโลเมตรนี้ ไม่ได้สร้างเพื่อกันพื้นที่แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อกัน “อิสรภาพ”
ตั้งแต่ปี 1961 กำแพงเบอร์ลินกลายเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็น ผู้คนนับร้อยถูกยิงตายขณะพยายามหนีข้ามไปยังฝั่งตะวันตกแต่คืนวันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 ทุกอย่างเปลี่ยนไป ประชาชนหลายแสนคนออกมารวมตัวกันที่ด่านพรมแดน เสียงค้อน เสียงเชียร์ และเสียงร้องไห้ดังพร้อมกันทั่วเมือง
เยอรมนีกลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งและโลกได้เห็นว่า “เสรีภาพ” สามารถชนะ “ความกลัว” ได้จริง
สามสิบหกปีผ่านไป ผมยืนอยู่ในเมืองเดิม แต่โลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ผมมาที่นี่ในฐานะแขกรับเชิญของงาน Berlin Freedom Week ที่จัดขึ้นในอาคารรัฐสภาแห่งกรุงเบอร์ลิน เพื่อรำลึกถึงวันที่กำแพงพัง และเพื่อพูดถึง “กำแพงใหม่” ที่ยังคงยืนอยู่ในศตวรรษที่ 21
กำแพงที่ไม่ได้ทำจากอิฐหรือปูนอีกต่อไป แต่สร้างขึ้นจากกฎหมายที่ใช้ปิดปากผู้เห็นต่าง
จากเทคโนโลยีที่ใช้สอดแนมชีวิตของผู้คนและจากความกลัวที่ฝังอยู่ในใจของเราเอง
เมืองที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งแยก กลับกลายเป็นสถานที่ที่เตือนให้เรารื้อกำแพงในใจออกไปทีละก้อน
เยอรมนีในวันที่โลกผันผวน
ปี2025 เยอรมนีเพิ่งผ่านการเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่
นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ทซ์ จากพรรค CDU จัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรค SPD หลังการเจรจายาวนานหลายเดือน
ขณะที่พรรคขวาจัด AfD กลายเป็นฝ่ายค้านขนาดใหญ่ที่สุดในสภา
เป็นสัญญาณเตือนว่า ความกลัวและความไม่มั่นคงกำลังหวนกลับมาในยุโรปอีกครั้ง
ผมนั่งฟังนักการเมืองเยอรมันอภิปรายกันในห้องประชุมเล็กๆ ทุกคนพูดถึงปัญหาที่เราคุ้นหู เศรษฐกิจที่ชะลอตัว สงครามในยูเครน ความแตกแยกในสหภาพยุโรปและการเมืองของอเมริกาที่เปลี่ยนทิศทุกสี่ปี แต่สิ่งที่ผมเห็นชัด คือ แม้จะมีแรงกดดันรอบด้าน
เยอรมนียังยืนอยู่บนเส้นทางเดิมของหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพ
อาจจะเดินช้าบ้าง หยุดพักบ้าง แต่ไม่เคยหันหลังกลับ
การยืนอยู่ในรัฐสภาเบอร์ลินวันนี้เหมือนได้เห็นภาพซ้อนระหว่างอดีตกับอนาคต
อาคารที่เคยเป็นสนามรบของอุดมการณ์ กลายมาเป็นพื้นที่ถกเถียงของความคิดและในห้องประชุมนี้ เราไม่ได้พูดถึงกำแพงที่พังไปแล้วแต่พูดถึงกำแพงใหม่ที่กำลังถูกสร้างขึ้นทุกวัน
จากการกดขี่ข้ามพรมแดน
การค้ามนุษย์ยุคสแกม
และการฟ้องปิดปากผู้พูดความจริง
แม้กำแพงเบอร์ลินจะพังลงไปนานแล้วแต่เสรีภาพของมนุษย์ยังไม่เคยเสร็จสมบูรณ์เลยสักครั้ง
1. การกดขี่ข้ามพรมแดน : เมื่อเงื้อมมืออำนาจยื่นไกลกว่าชาติ
ในช่วงเช้าของการประชุม ผมขึ้นพูดในหัวข้อ “Transnational Repression” หรือการกดขี่ข้ามพรมแดน
นี่คือกำแพงแบบใหม่ในยุคเผด็จการดิจิทัล
รายงานของ Freedom House ระบุว่ามีอย่างน้อย 48 ประเทศที่ใช้อำนาจรัฐไล่ล่าและข่มขู่ผู้เห็นต่างในต่างแดน ตั้งแต่การลักพาตัว การสอดแนม ไปจนถึงการสังหารทางการเมือง
เยอรมนีเองเคยเจอเหตุการณ์นี้ในปี 2017 เมื่อเจ้าหน้าที่เวียดนามลักพาตัว ตรินห์ ซวน ทัญห์ นักการเมืองผู้ลี้ภัย จากกลางกรุงเบอร์ลินกลับไปฮานอย
ศาลเยอรมันตัดสินลงโทษผู้กระทำผิด และยืนยันว่า “อธิปไตยของกฎหมาย ไม่อาจยอมจำนนต่อการกดขี่ของรัฐใดได้”
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา มีผู้ลี้ภัยการเมืองไทยหลายคนถูกพบเป็นศพในแม่น้ำโขง ถูกมัดมือ ถูกทำร้าย และถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ชื่อของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่หายไปกลางกรุงพนมเปญ กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคที่ “คนพูดความจริงต้องหลบหนี ส่วนคนพูดเท็จกลับได้อยู่หน้าจอ”
ในเมียนมา ความรุนแรงยังดำเนินต่อไป ข้อมูลจาก Assistance Association for Political Prisoners ระบุว่า ตั้งแต่การรัฐประหารปี 2021 มีพลเรือนถูกสังหารแล้วมากกว่า 7,000 คน
ผมพูดบนเวทีว่า “ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผด็จการไม่ได้หยุดอยู่แค่ชายแดน แต่มันแพร่ข้ามพรมแดนได้เหมือนไวรัส”
เราจึงควรมีระบบเฝ้าระวังระดับภูมิภาค เช่น ASEAN Transnational Repression Watchlist
เพื่อเปิดเผยการกดขี่นอกประเทศ และปกป้องผู้ลี้ภัยทางการเมือง
เพราะในโลกที่กำแพงพังไปแล้วหลายแห่ง ยังมีกำแพงที่มองไม่เห็น ที่คอยปิดปากและปิดใจเราอยู่ทุกวัน
2.ค้ามนุษย์และแรงงานทาสในยุคสแกม
บ่ายวันเดียวกัน เราพูดถึงหัวข้อ “Modern Slavery” หรือแรงงานทาสยุคใหม่
ผมเริ่มต้นด้วยประโยคที่ทำให้ทั้งห้องเงียบลง
“วันนี้แรงงานบางคนไม่ได้ถูกบังคับให้ออกเรือ แต่ถูกบังคับให้นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ 14 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อหลอกคนอื่นให้โอนเงิน”
นี่คือภาพของอุตสาหกรรมสแกมที่กำลังขยายตัวในภูมิภาคเรา
องค์การสหประชาชาติประเมินว่ามีแรงงานถูกบังคับทำงานในคอมพาวด์กว่า 100,000 คน
ในเมียนมา กัมพูชา และลาว เหยื่อจำนวนมากเป็นคนไทย เวียดนาม หรือแม้แต่จากแอฟริกา ถูกหลอกไปทำงาน กลายเป็นนักต้มตุ๋นโดยไม่รู้ตัว
รัฐบาลไทยเพิ่งช่วยคนกลับบ้านได้ราว 260 คนในช่วงต้นปีนี้ แต่คาดว่ายังมีอีกหลายพันคนรอความช่วยเหลือ
ในสหรัฐอเมริกา FBI รายงานว่าความเสียหายจาก “pig-butchering scams” สูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีนี่ไม่ใช่คดีเทคโนโลยี แต่คือคดีค้ามนุษย์ยุคใหม่
ผมเสนอให้ประเทศไทยผลักดันให้คดีสแกมถูกจัดอยู่ในนิยาม “ค้ามนุษย์” อย่างเป็นทางการ และตั้ง ASEAN-EU Taskforce เพื่อสกัดเส้นทางเงินข้ามประเทศ เพราะเราจะพูดถึง
เสรีภาพไม่ได้เลย หากยังมีคนถูกขายให้กับอาชญากรรม
3.SLAPP และคดีปิดปากจากแร่สำคัญและสิ่งแวดล้อม
หัวข้อสุดท้ายของวันนั้น ผมเริ่มต้นด้วยประโยคที่เรียบง่ายแต่สำคัญ
“เสรีภาพไม่ได้หมายถึงแค่การพูด แต่หมายถึงการไม่ถูกฟ้องเพียงเพราะพูดความจริง”
ประเทศไทยมีกฎหมายอาญามาตรา 161/1 ที่ให้ศาลยกฟ้องคดีฟ้องกลั่นแกล้งหรือ SLAPP แต่ในความเป็นจริง คดีแบบนี้ยังเกิดขึ้นเกือบทุกเดือน โดยเฉพาะกับชาวบ้านที่คัดค้านเหมืองโปแตช เหมืองทอง หรือโรงไฟฟ้า
กลุ่ม “ขอนรักบ้านเกิด” เพิ่งชนะคดีหมิ่นประมาทเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาหลังถูกบริษัทฟ้องเพียงเพราะแสดงความเห็นเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ในประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหานี้ก็ไม่ต่างกัน
อินโดนีเซียใช้กฎหมาย ITE ฟ้องนักกิจกรรมที่วิจารณ์นโยบายเหมืองนิกเกิล
ฟิลิปปินส์ใช้วิธี “red-tagging” ป้ายชื่อเอ็นจีโอว่าเป็นคอมมิวนิสต์
ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ความมั่งคั่งจาก “แร่สำคัญ” มักเดินคู่กับความยากจนของประชาธิปไตย
ผมเสนอให้ไทยออกกฎหมาย Anti-SLAPP ฉบับเฉพาะครอบคลุมทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา
พร้อมจัดตั้งศูนย์ทนายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมและแร่ยุทธศาสตร์ เพื่อเตรียมรับมือกับยุคพลังงานสะอาดที่ความขัดแย้งระหว่าง “เหมือง” กับ “ชุมชน” จะเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ
เสรีภาพที่ยังไม่เสร็จ
เมื่อเดินออกจากรัฐสภาในตอนเย็น แสงอาทิตย์สุดท้ายสาดเข้ามาตรงช่องหน้าต่างพอดี
ผมยืนมองแนวกำแพงเก่าที่วันนี้กลายเป็นสวนสาธารณะไม่มีลวดหนาม ไม่มีปูน มีเพียงทางจักรยานและเสียงหัวเราะของเด็กๆ
ผมคิดถึงประเทศไทย
เรายังมีกำแพงที่มองไม่เห็นอีกมาก
กำแพงของกฎหมายที่ไม่เท่าเทียม กำแพงของความกลัวที่จะพูดความจริงและกำแพงของการไม่กล้าถามคำถามยากๆ
สามสิบหกปีหลังจากเบอร์ลินพังลง กำแพงรุ่นใหม่อาจไม่ได้ทำจากอิฐ แต่ยังอยู่ในหัวใจของเรา หน้าที่ของเราทุกคน คือทำให้มันพังลงอีกครั้งเพื่อให้เสรีภาพไม่ใช่เพียงคำในอนุสาวรีย์ แต่เป็นสิ่งที่คนรุ่นเราได้ใช้จริง ปกป้องจริง และส่งต่อจริง
