โต้ทฤษฎี “นวัตกรรมนำความก้าวหน้าของเศรษฐกิจ”ของรางวัลโนเบล (2)
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
อ่าน โต้ทฤษฎี ‘นวัตกรรมนำความก้าวหน้าของเศรษฐกิจ’ ของรางวัลโนเบล ตอนแรก
ในบทความอาทิตย์ที่แล้ว ผมตั้งคำถามต่อมโนทัศน์หลักของรางวัลโนเบลปีนี้ที่ว่า “นวัตกรรมนำความก้าวหน้าของเศรษฐกิจ” ที่ใช้อธิบายได้ทั้งโลกนั้นว่าถูกต้องตามประวัติศาสตร์ของการเกิดระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่จริงหรือ
ผมอ้างทฤษฎีของมาร์กซ์ที่นิพนธ์ใน “ทุน” เล่มหนึ่งที่เขาเสนออย่างหนักแน่นว่า ปมเงื่อนของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอยู่ที่การปฏิวัติเครื่องมือการผลิต นั่นคือการเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป นวัตกรรมไม่อาจเกิดได้ด้วยตัวมันเอง และเดินทางผ่านกาลเวลาไม่ได้ด้วยตัวมันเอง มันต้องอาศัยกระบบการผลิตที่มีลักษณะเฉพาะในระบบทุน ที่ทำให้นวัตกรรมเกิดและพัฒนาต่อเนื่องได้
มาร์กซ์กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของการผลิตแบบนายทุนทั้งทางประวัติศาสตร์และมโนทัศน์คือการมีผู้ใช้แรงงานจำนวนมากที่ทำงานด้วยกัน ในเวลาเดียวกันและในสถานที่เดียวกัน (หรือเราอาจกล่าวว่าแรงงานในภาคเดียวกัน) ภายใต้การบัญชาของนายทุนคนเดียว ทั้งหมดนั้นเพื่อที่จะผลิตสินค้าจำพวกเดียวกัน” นี่คือหนทางที่ระบบการผลิตแบบทุนนิยมถือกำเนิดขึ้นมาได้ จุดแรกที่ต้องมีก่อนคือการพัฒนาหัตถอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนกว่าหัตถกรรม ซึ่งมีลักษณะการทำงานช่างที่ขยายเติบใหญ่จากการทำงานแบบแยกกัน ต่างคนต่างทำ มาสู่การร่วมกันทำเพื่อสร้างสินค้าหรือของชนิดนั้น
กล่าวได้ว่าการร่วมมือกันซึ่งวางอยู่บนการแบ่งงานกันทำเป็นรูปลักษณ์ปกติในการหัตถอุตสาหกรรม และเป็นลักษณะที่แพร่หลายของกระบวนการผลิตแบบนายทุน การร่วมมือกันดังกล่าวครอบงำเหนือการผลิตตลอดช่วงเวลาของยุคของการผลิตแบบหัตถอุตสาหกรรมโดยแท้จริง ในช่วงเวลานั้น กล่าวอย่างคร่าวๆ ครอบคลุมจากกลางศตวรรษที่ 16 ถึงสามสิบปีสุดท้ายของศตวรรษที่ 18 ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนของมาร์กซ์เอง ที่ผมนำมาจาก “ทุน” เล่มหนึ่ง บทที่ 13 การร่วมมือกัน (Co-Operation)
“หัตถอุตสาหกรรมการผลิตถือกำเนิดขึ้นมาจากสองหนทาง
(1) ด้วยการรวมกลุ่มกันของผู้ใช้แรงงานทั้งหลายซึ่งเป็นสมาชิกของช่างฝีมืออิสระหลากหลาย ในโรงงานหนึ่งภายใต้การควบคุมของนายทุนคนเดียว โดยของชิ้นหนึ่งต้องผ่านมือของพวกเขาในเส้นทางไปสู่การเสร็จสมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น รถม้าที่ก่อนนี้เป็นผลผลิตของแรงงานของช่างชำนาญการอิสระจำนวนมาก อาทิเช่น ช่างทำล้อ ช่างทำบังเหียน ช่างตัดผ้า ช่างทำกุญแจ ช่างทำเบาะ ช่างกลึง ช่างขอบผ้า ช่างติดตั้งกระจก ช่างทาสี ช่างขัด ช่างปิดทอง ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ในการผลิตรถม้า บรรดาช่างชำนาญการทั้งหลายที่แตกต่างกันถูกรวมกลุ่มกันอยู่ในอาคารเดียวที่ซึ่งพวกเขาทำงานจากมือสู่มือ
เป็นความจริงว่ารถม้าไม่สามารถปิดทองก่อนที่มันจะถูกสร้างขึ้นมา แต่ถ้ารถม้าจำนวนหนึ่งถูกทำขึ้นพร้อมกัน บางคันอาจอยู่ในมือของช่างปิดทองในขณะที่ช่างอื่น ๆ กำลังดำเนินงานผ่านกระบวนการที่อยู่ในขั้นก่อนหน้า จนถึงตอนนี้ เรายังอยู่ในขอบเขตของการร่วมมือกันธรรมดาซึ่งพบว่าวัตถุทั้งหลายของมันเป็นรูปเป็นร่างพร้อมอยู่ในมือของคนและสิ่งของ แต่อีกไม่นานการเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้น ช่างตัดผ้า ช่างกุญแจ และช่างฝีมือชำนาญอื่นๆ ที่ขณะนี้ง่วนอยู่กับการทำรถม้าเพียงอย่างเดียว แต่ละคนจะค่อย ๆสูญเสียความสามารถในการทำงานต่อไปจนเสร็จสิ้นในฝีมือช่างดั้งเดิมของเขาจากการปฏิบัติไม่ครบถ้วน แต่ทว่า ในทางตรงกันข้าม กิจกรรมของเขาบัดนี้ถูกจำกัดอยู่ในร่องเดียว กลายเป็นรูปแบบที่ถูกปรับให้ที่ดีที่สุดให้เข้ากับปริมณฑลแคบ ๆของกิจกรรม ขั้นแรกการผลิตรถม้าเป็นการรวมกันของช่างฝีมืออิสระหลากหลาย มันกลายเป็นการแบ่งการผลิตรถม้าออกเป็นกระบวนการละเอียดย่อยที่แตกต่างกันมากขึ้น แต่ละกระบวนการซึ่งตกผลึกไปเป็นหน้าที่เฉพาะอย่างของคนงานคนหนึ่ง การผลิตโดยรวมถูกดำเนินการโดยผู้คนที่มาบรรจบพบกัน ในทำนองเดียวกัน การผลิตผ้า เช่นเดียวกับการผลิตอื่น ๆ ทั้งชุด ต่างก็เกิดขึ้นโดยการรวมเอาช่างฝีมือต่าง ๆ มาไว้ด้วยกันให้อยู่ภายใต้การควบคุมของนายทุนคนเดียว
(2) หัตถอุตสาหกรรมยังเกิดขึ้นมาได้ในหนทางที่ตรงข้ามกับแบบนี้—กล่าวคือ ด้วยการที่นายทุนคนหนึ่งว่าจ้างช่างฝีมือจำนวนหนึ่งให้มาทำงานในโรงงานเดียวกัน ให้พวกเขาทำงานอย่างเดียวกัน หรือทำงานประเภทเดียวกัน เช่นทำกระดาษ พิมพ์ หรือเข็ม นี่เป็นการร่วมมือกันในรูปแบบที่พื้นฐานที่สุด ช่างฝีมือแต่ละคน (อาจจะด้วยความช่วยเหลือจากลูกมือฝึกหัดหนึ่งหรือสองคน) ทำสินค้าทั้งชิ้น และจากนั้นเขาดำเนินงานอย่างต่อเนื่องกันในปฏิบัติการทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการผลิตมัน เขายังคงทำงานในงานฝีมือแบบดั้งเดิมของเขา
แต่ในเวลาไม่นาน สถานการณ์ภายนอกเป็นเหตุให้การใช้งานที่แตกต่างออกไปถูกสร้างโดยการรวมศูนย์คนงานไว้ในที่จุดเดียว และโดยความพร้อมเพรียงของงานพวกเขา ปริมาณสิ่งของที่เพิ่มมากขึ้นบางครั้งต้องส่งมอบในกรอบเวลาที่กำหนด งานจึงถูกแจกแจงใหม่อีก แทนที่แต่ละคนได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่างๆ ทั้งหมดต่อกันไป การดำเนินการเหล่านี้ถูกเปลี่ยนให้เป็นงานที่ไม่เชื่อมต่อกัน แยกจากกัน ที่ทำไปเคียงข้างกัน แต่ละงานถูกมอบหมายให้
ช่างฝีมือแต่ละคน และทั้งหมดถูกปฏิบัติไปในเวลาเดียวกันด้วยคนงานที่ร่วมมือกัน การปรับแก้ไขใหม่ที่เป็นอุบัติเหตุนี้ถูกทำซ้ำ พัฒนาความได้เปรียบของแต่ละงานขึ้นมา และค่อยๆ ผสานเข้าไปในการสร้างระบบของการแบ่งงานกันทำ สินค้าเปลี่ยนจากการเป็นผลผลิตของช่างฝีมืออิสระแต่ละคน กลายเป็นผลผลิตทางสังคมของการรวมตัวของบรรดาช่างฝีมือ โดยช่างแต่ละคนทำงานอย่างหนึ่งและอย่างเดียวเท่านั้นในปฏิบัติการที่เป็นส่วนประกอบบางส่วน
ปฏิบัติการเดียวกันซึ่งในกรณีของช่างทำกระดาษที่อยู่ในสมาคมช่างฝีมือเยอรมัน หลอมรวมปฏิบัติการอันหนึ่งเข้าเป็นปฏิบัติการอันอื่น จากการปฏิบัติที่เป็นลำดับงานของช่างฝีมือคนหนึ่ง แต่ในหัตถอุตสาหกรรมกระดาษดัตช์ กลายมาเป็นปฏิบัติการบางส่วน ๆ หลาย ๆ ปฏิบัติการที่ถูกดำเนินการข้างเคียงกันโดยผู้ใช้แรงงานจำนวนมากที่ร่วมมือกัน ช่างทำเข็มแห่งสมาคมช่างฝีมือเมืองนูเร็มเบอร์กเป็นพื้นฐานสำคัญที่หัตถอุตสาหกรรมทำเข็มของอังกฤษอาศัยในการเติบโตขึ้นมา แต่ขณะที่ในนูเร็มเบอร์ก ช่างฝีมือคนหนึ่งดำเนินปฏิบัติการชุดบางครั้ง 20 ปฏิบัติการต่อกัน ในอังกฤษไม่นานมานี้ มีช่างทำเข็ม 20 คนยืนข้างกัน แต่ละคนกระทำงานเพียงหนึ่งใน 20 ปฏิบัติการนั้น และผลจากการมีประสบการณ์มากขึ้น ปฏิบัติการ 20 อย่าง แต่ละอย่างถูกแบ่งต่อไปอีก แยกกันทำ และทำให้เป็นหน้าที่เฉพาะของคนงานที่แยกออกจากกัน
วิถีซึ่งหัตถอุตสาหกรรมกำเนิดขึ้นมา การเติบโตของมันจากงานหัตถกรรม ดังนั้นจึงเป็นสองด้าน ในด้านหนึ่ง มันเกิดจากการร่วมกันของงานหัตถกรรมอิสระต่างๆ ซึ่งถูกปลดเปลื้องความเป็นอิสระและมีความชำนาญในขอบเขตที่มันถูกลดไปเป็นเพียงแค่ส่วนเสริมของกระบวนการไม่สมบูรณ์ในการผลิตสินค้าเฉพาะอย่างหนึ่ง ในอีกด้านหนึ่ง มันเกิดจากการร่วมมือกันของช่างฝีมือผู้ชำนาญในหัตถกรรมประเภทใดประเภทหนึ่ง มันแยกงานหัตถกรรมหนึ่งเป็นปฏิบัติการย่อยต่าง ๆ แยกจากกัน และทำให้ปฏิบัติการเหล่านี้เป็นอิสระจากกันและกันจนถึงจุดที่แต่ละปฏิบัติการกลายเป็นหน้าที่เฉพาะตัวของผู้ใช้แรงงานคนหนึ่ง ดังนั้น ในด้านหนึ่ง หัตถอุตสาหกรรมจะนำการแบ่งงานกันทำเข้าไปเป็นกระบวนการผลิต หรือไม่ก็พัฒนาการแบ่งงานกันทำนั้นต่อไป ในอีกด้านหนึ่ง มันรวมบรรดางานหัตถกรรมทั้งหลายที่ก่อนหน้านี้แยกออกจากกันเข้ามาอยู่ด้วยกัน แต่ไม่ว่าอะไรจะเป็นจุดเริ่มต้นเฉพาะของมัน รูปแบบสุดท้ายของมันยังคงเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือเป็นกลไกที่ทำการผลิตมีชิ้นส่วนเป็นมนุษย์
เพื่อความเข้าใจอันถูกต้องเกี่ยวกับการแบ่งงานกันทำในหัตถอุตสาหกรรม สิ่งสำคัญคือต้องยึดกุมประเด็นต่อไปนี้อย่างเหนียวแน่น ประการแรก การแยกองค์ประกอบของกระบวนการของการผลิตไปเป็นลำดับขั้นตามลำดับ ที่ต่อเนื่องกัน ในที่นี้ ต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการแยกย่อยหัตถกรรมไปเป็นปฏิบัติการตามลำดับขั้น ไม่ว่าปฏิบัติการจะเป็นอย่างซับซ้อนหรือเรียบง่าย ทุกอย่างต้องทำด้วยมือ รักษาคุณลักษณะของงานหัตถกรรมไว้ และดังนั้นจึงพึ่งพากำลัง ความชำนาญ ความรวดเร็ว และความแน่ใจ ของคนงานแต่ละคนในการจัดการกับเครื่องมือของเขา หัตถกรรมยังคง
เป็นพื้นฐานต่อไป ฐานเทคนิคอันคับแคบนี้ไม่รวมเอาการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงของกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมใด ๆ ทั้งนี้เพราะมันยังเป็นเงื่อนไขว่ารายละเอียดของแต่ละกระบวนการที่ผลผลิตผ่านออกมานั้นต้องสามารถทำด้วยมือได้และก่อรูปเป็นงานหัตถกรรมแยกออกไปต่างหากตามทางของมัน ตามเส้นทางนี้ การที่ความชำนาญทางหัตถกรรมยังเป็นรากฐานของกระบวนการของการผลิตที่คนงานแต่ละคนถูกมอบหมายเจาะจงให้มีหน้าที่บางส่วน และนั่นสำหรับชีวิตที่เหลือของเขา กำลังแรงงานของเขาถูกปรับไปเป็นองค์ประกอบของหน้าที่เฉพาะทางนี้”
ประการที่สอง การแบ่งงานกันทำนี้เป็นรูปแบบจำเพาะของการร่วมมือกัน และข้อเสียหลายประการเกิดมาจากลักษณะทั่วไปของการร่วมมือกัน และไม่ได้เกิดมาจากรูปแบบเฉพาะนี้ของมัน ตรงนี้คือ “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” เพราะระบบใหม่เข้าแทนที่ระบบผลิตเก่า ช่างฝีมือเก่ากลายเป็นช่างคุมเครื่อง ที่ไม่ต้องใช้ฝีมือเฉพาะอีกต่อไป มีการต่อต้านต่างๆก่อนจะเป็นการต่อสู้ระหว่างกรรมกรกับนายทุน
ดังนั้นระบบทุนอุตสาหกรรม จึงไม่ได้ตกลงมาจากฟากฟ้า หรือนำเข้าจากภายนอก หากเกิดขึ้นภายในสังคมเอง ที่ระบบผลิตช่างฝีมือเดิมถูกเปลี่ยนให้เป็นระบบผลิตโดยเครื่องจักร
(ยังมีต่อ)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
