บทความพิเศษ
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
หลังจากเสร็จภารกิจที่เบอร์ลิน ผมเดินทางต่อมายังเนเธอร์แลนด์
ประเทศที่พอพูดชื่อ ทุกคนมักนึกถึงกังหันลม ทิวลิป และจักรยาน
แต่พอมาเห็นใกล้ๆ แบบนี้ยิ่งทึ่ง เพราะประเทศเล็กๆ แห่งนี้มีจักรยานมากกว่าจำนวนประชากรจริงๆ
และถ้ามองลึกไปกว่านั้น จะเห็นว่าทั้งประเทศคือห้องทดลองใหญ่ของมนุษย์ ที่ทดลองวิธีอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างชาญฉลาด
พื้นที่กว่า 1 ใน 3 อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล แต่พวกเขากลับสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมที่ทั้งโลกต้องมาศึกษา
และทำให้ประเทศเล็กกว่าเท็กซัสสิบเท่ากลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอันดับสองของโลกได้
นี่คือพลังของการออกแบบระบบความรู้ และวัฒนธรรมการลงมือทำอย่างเงียบๆ แต่แม่นยำของชาวดัตช์
เมืองแรกที่ผมแวะคือ The Hague เมืองที่ทำให้รู้ว่าบทบาทของเนเธอร์แลนด์บนเวทีโลกใหญ่กว่าที่หลายคนคิด
แม้เฮกจะไม่ใช่เมืองหลวงอย่างอัมสเตอร์ดัม แต่กลับเป็นเมืองที่รัฐบาลตั้งอยู่ และเป็นจุดศูนย์กลางของความยุติธรรมระดับโลก
เดินไปไม่กี่ก้าวก็เจอศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ถัดออกไปเป็นศาลอาญาระหว่างประเทศ และองค์การห้ามอาวุธเคมี
สถาบันเหล่านี้ตั้งอยู่ในเมืองชายทะเลเล็กๆ แห่งเดียว ทำให้รู้สึกเหมือนเมืองทั้งเมืองกำลังคุ้มครองกติกาของโลกไว้เงียบๆ
ยิ่งเดินไปในย่านเก่าๆ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความลุ่มลึกของประเทศนี้
หลายอาคารเก่าแก่ของ The Hague และอัมสเตอร์ดัมถูกสร้างขึ้นบนเสาไม้หลายล้านต้น
เพราะพื้นดินแถวนี้เป็นพื้นดินอ่อนนุ่มจนต้องสร้างเมืองขึ้นมาบนป่าไม้ที่ฝังอยู่ใต้ดิน
ฟังดูเหมือนนิทาน แต่เป็นเรื่องจริงที่ช่วยอธิบายได้ดีว่าประเทศนี้อยู่กับธรรมชาติอย่างไร
เขาไม่ได้ต่อสู้กับมัน แต่เรียนรู้ที่จะประคองมัน และคิดหาทางทำให้ทุกอย่างอยู่ร่วมกันได้
จาก The Hague ผมขับรถไม่นานก็มาถึง Leiden เมืองมหาวิทยาลัยที่เงียบกว่า ใสกว่าหน่อย แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ทำให้รู้สึกว่าความรู้กำลังกระจายตัวอยู่ในอากาศตลอดเวลา
ความงดงามของคลองเล็กๆ ร้านกาแฟที่มีบรรยากาศเหมือนหลุดมาจากหนัง และตึกรามเก่าแก่ที่ยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิม
ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมคนจำนวนมากเรียกไลเดนว่า “เมืองที่อ่านหนังสือเก่งที่สุดในเนเธอร์แลนด์”
อีกอย่างหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ Rembrandt ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของโลกก็เกิดที่เมืองนี้เช่นกัน
มหาวิทยาลัยไลเดนเองก็มีประวัติที่เป็นเหมือนบทเรียนของยุโรป มันถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1575 หลังจากเมืองยืนหยัดต้านการล้อมของสเปน
ชาวเมืองสู้จนได้รับเสรีภาพ และกษัตริย์วิลเลียมแห่งออเรนจ์จึงตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นเป็นของขวัญสำหรับความกล้าหาญ
นี่คือมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเสรีภาพ ไม่ใช่เพราะคำสั่งจากเบื้องบน
และเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยไม่กี่แห่งที่ “ไม่เคยถูกปิด” แม้ในช่วงสงครามโลกหลายครั้ง
ความเป็นอิสระแบบนี้สะท้อนอยู่ในบรรยากาศเมืองทั้งเมือง
สัปดาห์ก่อนที่ซูริก ผมมีโอกาสเจอทีมวิชาการจากไลเดนที่แวะมาฟังผมพูดที่ Asia Society Switzerland เขาชวนว่า ถ้ามาเนเธอร์แลนด์เมื่อไหร่ให้ไปทักทายที่ไลเดน
และพอมีโอกาสก็เหมือนมาตามคำที่พูดไว้แบบไม่เป็นพิธีมากนัก แต่ทำให้ผมได้มองเห็นเมืองนี้ผ่านมุมมองของคนที่ผูกพันกับมันจริงๆ
ซึ่งต่างจากมุมของนักท่องเที่ยวมาก
ระหว่างอยู่ที่ไลเดน ผมได้เจอทั้งนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาที่มหาวิทยาลัย และพี่ๆ คนไทยที่อาศัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์มานาน
การได้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยเติบโต สร้างงาน และใช้ชีวิตในประเทศที่วางระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คิดต่อว่าถ้าประเทศไทยลงทุนกับระบบและสถาบันจริงจังขึ้นอีกนิด เราก็ทำอะไรได้มากกว่านี้มาก
ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับคนไทยไกลบ้าน ผมจะได้มุมมองที่ “กลับมาชัด” เสมอว่าบ้านเรายังขาดอะไร และโลกกำลังไปในทิศทางไหน
ต้องขอบคุณ Thai Expat Community of the Netherlands ที่ช่วยประสานงานทุกอย่างจนทุกคนได้มาพบกัน
เราคุยกันตั้งแต่ปีที่แล้วว่าถ้ามีโอกาสจะจัดเจอกันสักครั้ง กว่าจะลงตัวได้ก็เกือบปี
แต่พอได้เจอกันจริงๆ ก็เหมือนเจอครอบครัวต่างแดนมากกว่า “งานพบปะ” ทั่วไป
สิ่งที่ผมชอบเวลาพบคนไทยในต่างประเทศคือ ทุกคนมีความหวังบางอย่างร่วมกันที่พูดออกมาไม่ต้องใช้คำมาก
หวังให้บ้านเราเดินไปข้างหน้า หวังให้เราได้เห็นอนาคตที่มั่นคงกว่าวันนี้
การเดินทางครั้งนี้ทำให้เห็นชัดว่าเนเธอร์แลนด์มีบทเรียนให้ไทยเยอะมาก
ตั้งแต่การจัดการน้ำที่อยู่กับภัยธรรมชาติอย่างสมดุล
การพัฒนาเกษตรให้แม่นยำจนพื้นที่เล็กๆ สามารถเลี้ยงโลกได้
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ
แต่เกิดจากระบบที่ดี สถาบันที่เข้มแข็ง และเสรีภาพทางความคิดที่กล้าตั้งคำถามกับของเดิม
และในช่วงที่ประเทศไทยกำลังจะเดินเข้าสู่การเลือกตั้งรอบใหม่ หากชุมชนคนไทยในต่างประเทศที่ไหนอยากจัดกิจกรรมพูดคุยแบบนี้อีก-เล่าเรื่องบ้านเรา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือถามคำถามแบบเปิดใจ-บอกผมได้เลย ผมยินดีแวะไปหาเสมอ ไม่ว่าคุณจะอยู่ไกลแค่ไหน
เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าพวกเราจะกระจายอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยจักรยานแบบอัมสเตอร์ดัม เมืองแห่งกฎหมายโลกแบบ The Hague หรือเมืองที่สงบและฉลาดอย่างไลเดน
ความเป็นไทยและความหวังต่ออนาคตของประเทศ ก็ยังทำให้เราเชื่อมกันได้เสมอ
