นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
เมือง…อันเป็นศูนย์รวมของผู้คนที่แตกต่างเกิดขึ้นมาตลอดบนเส้นทางอารยธรรมมนุษยชาติ ตลอดเส้นทางที่ว่านี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เกลียดชัง และความรุนแรงที่ผู้คนกระทำต่อกัน เมื่อต้องอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ต่างผิวพรรณ หน้าตา ภาษา ศาสนา ชาติพันธุ์ หรือแผ่นดินถิ่นเกิด
คนเราแยกตัวออกจากคนที่แตกต่างได้ว่องไวราวเป็นสัญชาตญาณภายในที่ไม่ต้องสอนกัน ไม่ว่ารูปลักษณ์ทางกายภาพอย่างขนาดดวงตา สีผม สีผิว สูง เตี้ย ไปจนถึงวัฒนธรรมเช่นเสื้อผ้า การพูดจา อาหารการกิน อากัปกิริยา เหล่านี้ก่อร่างความรู้สึกแปลกแยกและนำไปสู่ความระแวงและไม่ชอบขี้หน้ากันได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ถูกปลุกเร้าจากกระแสสังคม
เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่มีการอพยพย้ายถิ่นฐานของผู้คนในที่ต่างๆ ของโลกเป็นจำนวนมาก เหตุผลหลากหลายทับซ้อนกัน ตั้งแต่ภัยสงคราม วิกฤตสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีบีบให้คนต้องหางานต่างถิ่น หรือบางประเทศที่ขาดแคลนแรงงานเพราะจำนวนประชากรลดลง ไม่มีเด็กเกิดใหม่ ก็เปิดรับผู้อพยพไปทำงานเพิ่มขึ้นด้วย ในโลกเช่นนี้ประเทศต่างๆ กำลังเผชิญปัญหาว่าจะทำให้คนหลายล้านคนที่ปะปนด้วยความหลากหลายอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้อย่างไร ท่ามกลางเสียงแห่งความเกลียดชังผู้อพยพของเจ้าบ้านที่ดังขึ้นเรื่อยๆ
2
เป็นเรื่องน่าตั้งคำถามว่า บนเส้นทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมีช่วงเวลาใดบ้างที่ผู้คนแตกต่างปูมหลังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ แถมยังช่วยกันก่อร่างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้ด้วย
ช่วงเวลาดังกล่าวมีอยู่จริงไหม?
พอจะมองเห็นตัวอย่างจากประวัติศาสตร์บ้างหรือเปล่า?
โรมัน คริสนาร์อิก นักปรัชญาสังคมผู้นิยามตนเองว่าเป็นลูกหลานที่มีส่วนผสมมาจากหลากหลายปูมหลังพยายามตอบคำถามนี้ไว้ในหนังสือ History for Tomorrow ซึ่งตั้งใจหยิบเอาตัวอย่างในประวัติศาสตร์มาแก้โจทย์ยากในปัจจุบัน เขาพูดถึงอาณาจักรโบราณในยุคกลางซึ่งอาจเป็นตัวอย่างให้เราได้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เกี่ยวกับเรื่องนี้
อัลอันดะลุส-อาณาจักรอิสลามในยุคกลาง
ท่ามกลางยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อน เหตุนองเลือด สงคราม ความยากจน และโรคระบาด เกิดขึ้นทั่วไป ขณะนั้นมีเมืองแห่งหนึ่งที่เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับ ‘ใครก็ตาม’ ไม่ว่าเชื้อชาติหรือศาสนาใดก็สามารถเข้ามาอยู่ในขอบเขตดินแดนแห่งนี้ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกกระทำชำเราเพียงเพราะตนแตกต่างจากเจ้าถิ่น
เมืองที่ว่านี้คือกอร์โดบา ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของสเปนในปัจจุบัน
ขณะนั้น กอร์โดบาเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรมุสลิมอัลอันดะลุส มันเป็นเมืองใหญ่ที่คึกคักยิ่ง ประชากรกว่าครึ่งล้าน (ขณะที่ลอนดอนและปารีสมีผู้อาศัยเพียงสองหมื่น) เป็นเมืองศูนย์กลางความรู้และการศึกษา ว่ากันว่าหอสมุดหลักของเมืองมีหนังสือหกแสนเล่ม ในนั้นมีการแปลต้นฉบับกรีกโบราณเป็นภาษาอารบิก การค้ารุ่งเรือง ชีวิตรุ่มรวย
ผู้คนในกอร์โดบาไม่ได้มีแค่ชาวมุสลิม ทว่ามีชาวคริสเตียนและชาวยิวอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน คนต่างศาสนาได้รับสิทธิในการปฏิบัติตามแนวทางศาสนาตนตราบที่ไม่ทำในที่สาธารณะ และจ่ายภาษีพิเศษเพื่ออภิสิทธิ์นั้น
ชาวมุสลิม คริสต์ ยิว ใช้ชีวิตร่วมกันในเมืองตลอดเวลา แลกเปลี่ยนสิ่งของ ทำการค้า อาบน้ำในโรงอาบน้ำเดียวกัน บรรเลงดนตรีร่วมกัน กระทั่งอาจมีเพศสัมพันธ์กันด้วยซ้ำไป (แม้ผิดกฎหมายก็ตาม) ผู้คนต่างมองว่าพวกเขาเป็นชาวอัลอันดะลุสด้วยกันทั้งสิ้น และปฏิบัติต่อกันโดยไม่รู้สึกแบ่งแยก
อะไรที่ทำให้บรรยากาศเช่นนี้เกิดขึ้นได้?
3
โรมัน คริสนาร์อิก อธิบายว่าปัจจัยแรกคือภาษาที่พวกเขาใช้ร่วมกัน
คือภาษาอารบิก
ไม่ว่าจะเจรจาต่อรอง ซุบซิบนินทา ถกเถียง ร่ำเรียนหนังสือ ล้วนแล้วแต่เป็นภาษาเดียวกันนี้ทั้งสิ้น ชาวคริสต์จึงศึกษาหนังสืออาหรับ ชาวยิวอาจเขียนบทกวีด้วยภาษาอารบิก และชาวมุสลิมก็สามารถอ่านกวีเหล่านั้นได้ การใช้ภาษาเดียวกันเป็นเสมือน ‘กาว’ เชื่อมวัฒนธรรมที่แตกต่างให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน และทำให้สังคมมีความเป็น ‘สากล’ ในแบบที่โลกไม่เคยพบมาก่อน
มีกวีและผู้นำทางการเมืองชาวยิวคนหนึ่ง ชื่อซามูเอล ฮานากิด ได้รับความไว้ใจจากกษัตริย์มุสลิมถึงขนาดแต่งตั้งให้เป็นวิเซียร์ (vizier) ขุนนางใหญ่ผู้มีอำนาจรองแค่กษัตริย์เท่านั้น เพราะเขามีทักษะการเขียนทั้งอักษรยิวและภาษาอาหรับ แถมยังเป็นผู้พัฒนาฉันทลักษณ์บทกวีภาษาฮีบรูซึ่งนำเอาฉันทลักษณ์แบบอาหรับมาประยุกต์ นี่คือตัวอย่างของนวัตกรรมทางวัฒนธรรมอันเกิดจากความมั่งคั่งของความหลากหลายในสังคม
ในสังคมที่มีความแตกต่าง หากไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง และสามารถสร้างบรรยากาศที่มีสีสันแห่งความหลากหลายได้ย่อมเกิดการผสานความต่างก่อร่างเป็นความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้ไม่รู้จบ
4
แล้วเหตุไฉนจึงไม่มีความขัดแย้งทางศาสนาเกิดขึ้น?
นอกจากเรื่องภาษาที่ใช้ร่วมกันและอิสระในการปฏิบัติกิจทางศาสนาแล้ว ความกลมเกลียวกันในเมืองใหญ่ยังเกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตร่วมกันของปัจเจกที่วิถีชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมโน้มนำให้พวกเขาค่อยๆ กลายเป็นเนื้อเดียวกันไปในที่สุด
การอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกันทำให้แต่ละคนต้องทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจโยงใยไปมา ช่างหนังชาวมุสลิมต้องพึ่งพาช่างฟอกหนังชาวคริสต์ หรือแพทย์ชาวยิวอาจต้องการบริการจากผู้รับเหมาชาวมุสลิม–โรมัน คริสนาร์อิกอธิบายไว้อย่างเห็นภาพ
มีงานวิจัยเผยว่า ยิ่งเมืองใหญ่เท่าไร ประชากรในเมืองยิ่งอดกลั้นต่อคนนอกได้มากเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลว่าในปี 2016 ตอนลงประชามติให้สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) เหตุใดผู้คนในมหานครอย่างลอนดอนจึงโหวตต้านการออกจากสหภาพยุโรปในปริมาณที่แตกต่างจากคนในแถบชานเมือง
โดยสรุปแล้ว การพบกัน เจอหน้าค่าตากัน ค้าขายกัน ทำให้ผู้คนที่แตกต่างรู้สึกว่าพวกเขามีบางอย่างร่วมกัน นำไปสู่ชีวิตที่ปกติสุขมากกว่าจะรู้สึกเป็นภัยของกันและกัน
เงื่อนไขอยู่ตรงที่ พวกเขาต้องปฏิสัมพันธ์อย่างเท่าเทียม หากเป็นเช่นนี้แล้วจะช่วยลดอคติระหว่างกลุ่มลงได้ แถมยังเพิ่มความอดกลั้นมากขึ้น ลองจินตนาการถึงการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเท่าเทียม เช่น ลูกหลานชาวมุสลิม คริสต์ ยิว ลงสนามไปเตะฟุตบอลในทีมเดียวกัน อาบน้ำด้วยกัน เรียนห้องเดียวกัน แถมถ้าพูดภาษาเดียวกันด้วยก็ยิ่งรู้สึกกลมกลืนกันมากขึ้นเรื่อยๆ
5
เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ผู้คนเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน ภายในปี 2050 ประชากรโลกมากกว่า 2 ใน 3 จะอาศัยในเขตเมือง ฉะนั้น หน้าตาของเมืองจำนวนมากจะปนเปไปด้วยผู้คนที่ดูเหมือนจะมาจากต่างถิ่นต่างที่กัน
ทุกวันนี้คนกว่า 280 ล้านคนกำลังโยกย้ายถิ่นที่อยู่ นี่ไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ เลย 35 ล้านคนในนี้ถูกบีบให้ออกจากแดนเกิดของตนจากสงคราม ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้อพยพอาจพุ่งสูงถึง 1,000 ล้านคนภายในปี 2050 ถ้าตอนนั้นประชากรโลกมีจำนวน 10,000 ล้านคน นี่คือตัวเลข 1 ใน 10 ของประชากรโลกเลยทีเดียว
ระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้น ภัยแล้งก่อตัว สภาพอากาศผันผวน น้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นถี่ บวกรวมไปกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ฮึ่มๆ จะก่อสงครามกันในจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ หลายมุมโลก รวมถึงสงครามที่เกิดขึ้นแล้วมีผลต่อการย้ายถิ่นฐานของผู้คนในประเทศนั้นๆ นอกจากแรงผลักเหล่านี้ก็ยังมีโอกาสของงานในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เป็นแรงดูดให้คนอพยพเข้าไปทำงาน
ผลที่ตามมาคือข้อกล่าวหาจากพรรคการเมืองฝ่ายขวาและสื่อจำนวนหนึ่งที่สุมไฟให้เกลียดชังผู้อพยพหรือคนต่างชาติว่า “มาแย่งงานของเราไป” หรือ “คุกคามวิถีชีวิตเรา” ก่อกระแสความเกลียดชังขึ้นในสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจซบเซา
ทว่า หนังสือ History for Tomorrow อ้างถึงงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่า การอพยพสร้างผลดีทางเศรษฐกิจได้มากกว่าผลเสีย ตัวเลขชี้ว่าแรงงานผู้อพยพเป็นผู้สนับสนุนการให้เงินของรัฐบาล โดยจ่ายภาษีอากรมากกว่าที่พวกเขาได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพหรือที่อยู่อาศัย ส่วนประเด็นของการจ้างงานนั้น ผู้อพยพและคนในท้องที่แทบไม่ได้แข่งขันกันแบบตัวต่อตัวเลย เพราะปกติผู้อพยพมักเลือกงานที่คนพื้นถิ่นไม่พร้อมทำ
ความกลัวจึงรุนแรงเกินกว่าความจริง
อย่างไรก็ดี นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ไม่ง่ายในยุคสมัยที่กำลังจะมาถึง แม้โลกใบนี้มีมนุษย์เดินทางไปมาหาสู่กันมาเนิ่นนาน กระนั้นก็ใช่ว่าจะมีตัวอย่างของเมือง อาณาจักร หรือสังคมที่สามารถสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างทางวัฒนธรรม ศาสนา และปูมหลังของผู้คน ให้มนุษย์ที่แตกต่างสามารถอยู่ร่วมและสร้างสรรค์ชีวิต รวมถึงเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และผลงานต่างๆ ร่วมกันได้ให้เห็นมากนัก โดยมากมักเป็นการกีดกัน กดทับ เหยียด เบียดเบียน และขีดเส้นแบ่งอันนำไปสู่ปัญหาเสียมากกว่า
ทว่า เส้นทางประวัติศาสตร์ก็บอกกับเราได้เป็นอย่างดีว่า ชุมชนใดสามารถผสานผสมความต่างให้เกิดความร่วมมือได้ย่อมก่อร่างสังคมที่นำไปสู่ความสงบและรุ่งเรืองได้ดีกว่า และเมื่อมาถึงวันนี้ มนุษย์ย่อมมองเห็นแล้วว่าเราไม่สามารถอยู่ในโลกนี้ได้โดยไม่มี ‘คนอื่น’ ที่แตกต่างจากเรา
ในอีกมุมหนึ่ง หากมองด้วยแว่นตา ‘มนุษยชาติ’ เราแตกต่างกันจริงหรือ?
หรือแท้จริงแล้วเราก็เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันที่ขยันเดินทางไปตั้งถิ่นฐานตามส่วนต่างๆ ของดาวเคราะห์ดวงนี้ แล้ววิวัฒนาการแปลงร่างเปลี่ยนรูปกันไปตามสภาพอากาศ อาหาร และภูมิประเทศ อีกทั้งยังผสานกับวิวัฒนาการทางสังคมอันก่อให้เกิดความต่างระหว่างความเชื่อ วิถีชีวิต แนวคิด ชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมอีกมากมายขึ้นมา เราจึงรู้สึกว่าพวกเราช่างแตกต่างกันราวกับเป็นมนุษย์คนละดาว
นี่คือโจทย์ใหญ่ของวันนี้ว่า เรามองเห็นความเหมือนหรือความต่างมากกว่ากัน
และเราจะอยู่ร่วมกันยังไงเพื่อให้เราเป็น ‘มนุษย์ที่ดีขึ้น’ จากการอยู่กับมนุษย์อีกคนหนึ่ง
