โดย
ธงชัย วินิจจะกูล
อธิปไตยของรัฐสมัยก่อนไม่ได้ผูกติดกับดินแดนอย่างในสมัยใหม่ แต่ผูกติดกับองค์อธิปัตย์หรือกษัตริย์แห่งรัฐหนึ่งๆ
ดังนั้น การได้หรือเสียเมืองขึ้นในการเมืองแบบจารีตก่อนสมัยใหม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เพราะว่าได้หรือเสียดินแดนมากขึ้นหรือน้อยลงไปกี่ตารางนิ้ว เพราะดินแดนในตัวมันเองยังไม่สำคัญมากนัก
แต่จะเป็นเรื่องสำคัญถ้าหากเป็นการเชิดชูพระเกียรติยศหรือทำให้พระเกียรติยศเสื่อมเสีย
เพราะการทำให้พระมหากษัตริย์เสียหน้าหรือเสียเกียรติเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับรัฐจารีต
ถ้าหากไม่เกี่ยวอะไรนักกับพระเกียรติยศ ก็ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญสักเท่าไร เช่น การที่กษัตริย์พระองค์หนึ่งยกดินแดนให้เป็นของขวัญแก่กษัตริย์ของอีกรัฐหนึ่ง (ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งในประวัติศาสตร์) เป็นต้น
เสียดินแดนจึงไม่ถือเป็นการเสียพระเกียรติยศเสมอไป และเสียพระเกียรติยศร้ายแรงกว่าเสียดินแดน
รัฐจารีตในอุษาคเนย์ในสมัยก่อน กษัตริย์ที่มีอำนาจสูงจะทำตัวเป็น “ราชาธิราช” (ราชา+อธิราช = ราชาผู้ยิ่งใหญ่เหนือราชาอื่น) แผ่อำนาจของ “รัฐจักรวรรดิ” ด้วยการล่าเมืองขึ้น บังคับให้กษัตริย์ที่อ่อนแอกว่ายอมสวามิภักดิ์เป็น “ประเทศราช” ส่งส่วยบรรณาการหรือแรงงานให้แก่รัฐจักรวรรดิ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการแผ่พระเกียรติยศบารมี
แม้ว่ารัฐที่อ่อนแอกว่าที่ถือว่าเป็นประเทศราชหรือเมืองขึ้นของรัฐจักรวรรดิ จะไม่ถูกปกครองโดยตรงจากรัฐจักรวรรดิ และยังมีอิสระในการปกครองคนของตนอยู่ แต่อิสระมีขีดจำกัด ต้องสวามิภักดิ์ ส่งส่วย บรรณาการ แรงงานตามที่รัฐจักรวรรดิกำหนด และยามสงครามก็ต้องส่งคนไปเป็นทหารของทัพขององค์ราชาธิราชตามที่ถูกเกณฑ์มา
ทุกจักรวรรดิ อาณาจักร และเมืองขึ้นมีอำนาจมากขึ้นหรือน้อยลงได้ จึงเปลี่ยนสถานะที่มีต่อกันได้ เช่น จักรวรรดิเสื่อมถอยได้ เมืองขึ้นเลิกสวามิภักดิ์ออกจากการเป็นเมืองขึ้นก็ได้ เปลี่ยนสังกัดย้ายสวามิภักดิ์ไปขึ้นต่ออีกจักรวรรดิก็ได้
ในช่วงเวลาหลายร้อยปีนั้น ทั้งสยาม พม่า และเวียดนามเป็นจักรวรรดิระดับใหญ่สุดเป็นเวลาส่วนใหญ่ ส่วนมอญ กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ ล้านนา ล้านช้าง กัมพูชา และอีกหลายอาณาจักรเป็นเมืองขึ้นของรัฐจักรวรรดิระดับใหญ่ แต่ตัวเองก็เป็นจักรวรรดิระดับรอง คือมีเมืองที่อ่อนแอกว่าโดยรอบเป็นเมืองขึ้นตนอีกทอดหนึ่ง เป็นลำดับเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันลงไป
แต่ “เมืองขึ้น” หรือประเทศราชแบบจารีต ก็ยังต่างจากการตกเป็นอาณานิคมฝรั่งในยุคสมัยใหม่ เพราะ…
1) ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐแบบจารีตนั้น การยอมเป็นประเทศราชเป็นการรักษาอิสระแบบหนึ่ง อำนาจกษัตริย์ของเมืองขึ้นนั้นๆ ยังมีอำนาจอธิปไตยในการปกครองคนของตนอยู่แม้จะจำกัดก็ตาม
2) ณ เวลาหนึ่งๆ เมืองขึ้นหรืออาณาจักรระดับรองอาจถูกข่มขู่บังคับให้สวามิภักดิ์จากจักรวรรดิมากกว่าหนึ่งราย อาณาจักรระดับรองนั้นมักยอมเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิมากกว่าหนึ่งรายพร้อมๆ กัน เพื่อให้จักรวรรดิหนึ่งคะคานป้องกันการถูกรังแกจากอีกจักรวรรดิหนึ่ง
3) กษัตริย์ของรัฐจักรวรรดิก็รับรู้และมักยอมรับการที่เมืองขึ้นสวามิภักดิ์แก่หลายจักรวรรดิพร้อมกัน ตราบเท่าที่ประเทศราชนั้นๆ ส่งส่วยบรรณาการตรงกำหนดเป็นประจำและไม่หือหรือขัดขืนต่อตน
4) รัฐจักรวรรดิโบราณหนึ่งสามารถข่มขู่เอารัฐอ่อนแอกว่าเป็นเมืองขึ้นได้ แม้ว่าจะเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิอื่นอยู่แล้วก็ตาม อธิปไตยซ้อนกันได้หลายรายหลายชั้น ไม่เป็นปัญหา
5) หมายความว่าอธิปไตยของรัฐระดับรองๆ ซ้อนกันได้หลายรายหลายชั้น แบ่งกันก็ได้ หลายรัฐถือว่าตนเป็นเจ้าของร่วมก็ได้ ไม่ถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องแก้ ไม่ถือว่าแบ่งแยกมิได้อย่างอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐจักรวรรดิ “เสียเมืองขึ้น” หมายถึง กษัตริย์ของอาณาจักรรองๆ ถอนความสวามิภักดิ์ที่เคยมีต่อราชาธิราช ย่อมถือเป็นการ “เสียพระเกียรติยศ” ของราชาธิราชอย่างยิ่ง เรียกง่ายๆ ก็คือ เสียหน้า (แถมยังเสียกำลังคน ส่วย บรรณาการที่เคยได้รับจากเมืองขึ้นนั้นพ่วงไปด้วย) กษัตริย์ที่เป็นราชาธิราชจึงต้องพยายามบังคับให้เมืองขึ้นกลับมาสวามิภักดิ์ตามเดิม
เสียดินแดนเป็นเพียงเสียสิ่งที่พ่วงไปกับความสวามิภักดิ์ของกษัตริย์ที่เคยเป็นเมืองขึ้น แถมตามคติรัฐจารีต ดินแดนมักสำคัญน้อยกว่ากำลังคน ส่วย บรรณาการด้วยซ้ำ
กรณีที่ทำให้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสียพระทัยหนักสาหัสขนาดวิกฤต คือเหตุการณ์ ร.ศ.112 (พ.ศ.2436 = ค.ศ.1893) คนรุ่นหลังเข้าใจว่าเป็นเพราะสยามเสียดินแดนครั้งใหญ่ ทั้งประเทศจึงร่วมเจ็บปวดไปด้วยต่อมาจนทุกวันนี้
ประเด็นที่เราท่านสมัยนี้คงไม่เคยสงสัยเลย ก็คือ สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงกลางเก่ากลางใหม่ กำลังเปลี่ยนผ่านจากสมัยเก่าสู่สมัยใหม่ ถ้าเช่นนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสียพระทัยหนักเพราะเสียดินแดน หรือเสียพระทัยเพราะเกียรติศักดิ์ศรีของกษัตริย์ถูกลบหลู่ พระบารมีถูกท้าทาย
การ “เสียดินแดน” สมัยรัชกาลที่ 5 บางแห่งเป็นความเจ็บปวดสาหัสเพราะเป็นการเสียพระเกียรติยศอย่างแรง แต่บางแห่งไม่เจ็บปวดสักเท่าไร เช่น ซีกล่างของปาตานีเก่าภายใต้ปกครองของสยามในขณะนั้น ซึ่งพระองค์ตระหนักว่าปกครองไม่ได้จริง มีแต่ก่อปัญหารบกวนใจ
สยามจึงเจรจายกให้อังกฤษเพื่อแลกกับสิ่งที่สยามต้องการ (เงินสร้างเส้นทางรถไฟ) จึงเป็นการเสียพระเกียรติยศที่น้อยกว่าเพราะไม่ได้ถูกคุกคามบังคับจนยอมแพ้จนต้องจำใจยกให้ผู้ชนะ
การนับรวมซีกล่างของปาตานีเข้าในลิสต์การเสียดินแดนอันสุดแสนเจ็บปวดไม่ต่างกับครั้ง ร.ศ.112 เป็นการนับโดยคนสมัยหลังที่รู้จักแต่การ “เสียดินแดน” แบบที่คนสมัยปัจจุบันคิด ทึกทักด้วยความไม่รู้ประวัติศาสตร์ว่าเจ็บปวดทุกกรณี เพราะไม่รู้จักการเสียพระเกียรติยศตามคติก่อนสมัยใหม่การนับรวมซีกล่างของปาตานีเข้าในลิสต์การเสียดินแดนอันสุดแสนเจ็บปวดไม่ต่างกับครั้ง ร.ศ.112 เป็นการนับโดยคนสมัยหลังที่รู้จักแต่การ “เสียดินแดน” แบบที่คนสมัยปัจจุบันคิด ทึกทักด้วยความไม่รู้ประวัติศาสตร์ว่าเจ็บปวดทุกกรณี เพราะไม่รู้จักการเสียพระเกียรติยศตามคติก่อนสมัยใหม่
ประเด็นน่าคิดถัดไปก็คือ เคยสงสัยไหมว่า พระเกียรติยศที่เสียไปครั้งเหตุการณ์ ร.ศ.112 นั้น เป็นเพราะเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง หรือเพราะถูกเรือปืนมาจ่อพระราชวังจนต้องยอมแพ้กันแน่?
เพราะการถูกเรือปืนจ่อพระราชวังจนกระทั่งต้องยอมตามคำร้องของฝ่ายคุกคามนั้น ย่อมเป็นการถูกลบหลู่อย่างหนักหนาสากรรจ์ ด้วยเหตุนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงเสียพระทัยอย่างสาหัสในครั้งนั้น
ตามคติสมัยโบราณนั้น เมื่อราชาธิราชพระองค์หนึ่งยกทัพไปท้าทาย เรียกร้องเอาโน่นเอานี่จนสำเร็จ ย่อมถือว่าฝ่ายผู้แพ้ที่ต้องยอมตามนั้นได้อยู่ใต้พระบารมีขององค์ราชาธิราชผู้ชนะไปแล้ว (อาจเทียบได้กับคราวสงครามช้างเผือก พ.ศ.2106-2107 สมัยพระมหาจักรพรรดินั้น พม่าก็ไม่ได้ถล่มกรุงศรีอยุธยาจนยับเยิน แต่ปิดล้อมจนกษัตริย์อยุธยายอมจำนน ต้องยกช้างเผือกคู่บารมีกษัตริย์และตัวประกันสำคัญอีกหลายคนให้แก่บุเรงนอง อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นทางการ จะไม่นับสงครามคราวนั้นเป็นการเสียกรุงครั้งที่ 1)
การเสียพื้นที่ดินแดนไม่ว่าจะกี่ตารางนิ้ว ถ้าไม่เป็นการเสียพระเกียรติยศก็ยังไม่เป็นไรนัก แต่ถ้าเป็นผลของการเสียพระเกียรติยศจึงเจ็บปวดสาหัส ความเจ็บปวดมากหรือน้อย จึงเป็นเรื่องของความรู้สึกของเจ้าที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องของการเสียดินแดนจำนวนมากอย่างที่เข้าใจกันโดยคนสมัยปัจจุบัน
คำอธิบายที่ว่าเสียส่วนน้อยรักษาส่วนใหญ่ เสียแขนขาเพื่อรักษาร่างอันเป็นหลักของสยามไว้ เสียแค่บางส่วนดีกว่าเสียหัวใจ เหล่านี้ล้วนเป็นการปลอบขวัญตนเองว่ายังไม่ตกเป็นเมืองขึ้น
จนกระทั่งรัฐแบบสมัยใหม่หรือรัฐชาติลงหลักปักฐานในอุษาคเนย์รวมทั้งสยาม มีการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐด้วยภูมิศาสตร์สมัยใหม่แบบวิทยาศาสตร์ที่มีแผนที่วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมืออันหนึ่ง อำนาจอธิปไตยจึงเคลื่อนจากองค์กษัตริย์มาสู่ดินแดน อธิปไตยรับรู้และตรวจวัดกันด้วยดินแดน
ตามความคิดแบบนี้ซึ่งยังคงครอบงำปัจจุบัน เสียดินแดนมากครั้งเท่าไร ก็เจ็บปวดหลายเท่าทวีคูณ ยิ่งมากครั้งยิ่งเจ็บปวด ยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ชาตินิยม ดังนั้น แทนที่จะเป็น 8 ครั้งจึงต้องเพิ่มเป็น 14-15 ครั้งอย่างไม่มีปี่ขลุ่ย
นี่เป็นความความคิดของคนสมัยหลังที่ไม่รู้จักการเสียดินแดนที่ผูกพันกับการเสียเกียรติยศอีกต่อไปแล้ว
อีกประเด็นสำคัญ ทำไมดินแดนต่างๆ มีน้ำหนักความสำคัญต่อการเสียยศมากน้อยต่างกัน?
รัฐประเทศราชต่างๆ มีน้ำหนักไม่เท่ากัน เช่น การยกดินแดนชายแดนตะวันตกของล้านนาให้อังกฤษไม่กี่ปีก่อนหน้า ร.ศ.112 เพื่อประโยชน์บางอย่าง ไม่ถือเป็นการเสียพระเกียรติยศ ไม่ปรากฏว่าชนชั้นนำกรุงเทพฯ เจ็บปวดอะไรเลยกับกรณีนี้ คนรุ่นหลังก็แทบไม่รู้จัก บางทีก็ไม่นับเป็นการเสียดินแดนด้วยซ้ำไป
กรณีปาตานีเป็นการยกให้อังกฤษแลกกับผลประโยชน์เช่นกัน ถูกนับเข้าไปในลิสต์ของการเสียดินแดนที่แสนจะเจ็บปวดโดยคนรุ่นหลังๆ
ดินแดนอีกแห่งที่ทำให้พระองค์ท่านเสียพระทัยมากคือ จันทบุรี ซึ่งฝรั่งเศสยึดครองไว้โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันว่าสยามจะทำตามข้อตกลงหลังเหตุการณ์ ร.ศ.112
การเสียจันทบุรีเป็นเรื่องใหญ่มาก เข้าใจว่าเป็นเพราะ 1) เป็นส่วนหนึ่งของสยาม (กรุงเทพฯ) โดยตรง ไม่ใช่ประเทศราช ประชากรเป็นคนพูดภาษาไทย และ 2) จันทบุรีสมัยนั้นเป็นเมืองท่าสำคัญของสยามทางด้านกัมพูชาและเวียดนาม และเป็นช่องทางเดินเรือข้ามอ่าวไปสู่ด้ามขวานของสยามด้วย
คุณค่าความสำคัญมากเท่าไร ก็ยิ่งเสียพระเกียรติยศมาก ความเจ็บปวดจึงยิ่งหนักขึ้นตามนั้น
สยามจึงหาทางแลกเอาจันทบุรีให้ได้เป็นลำดับความสำคัญต้นๆ หลัง ร.ศ.112 ถึงขนาดยอมแลกกับไซยะบุรี (ฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้ามหลวงพระบาง) และจำปาสักในปี 1904 แม้ว่าส่วนที่แลกให้ฝรั่งเศสไปจะมีขนาดใหญ่กว่าจันทบุรีหลายเท่าตัวก็ตาม
เห็นชัดๆ ว่าคุณค่าความสำคัญของดินแดนไม่ได้อยู่ที่ขนาด ความเจ็บปวดไม่ได้อยู่ที่กี่ตารางนิ้วมากหรือน้อยกว่ากัน
การเปลี่ยนผ่านระหว่างสมัยเก่ากับสมัยใหม่ ระหว่างรัฐแบบจารีตกับรัฐสมัยใหม่ ระหว่างอธิปไตยของรัฐที่ผูกติดกับพระมหากษัตริย์กับอธิปไตยของรัฐที่ผูกติดกับดินแดน เหล่านี้ทำให้ดินแดนมีความสำคัญในตัวมันเองขึ้นมา
ตามระบบคุณค่าของรัฐแบบสมัยใหม่ การเสียหน้าหรือเสียพระเกียรติยศของกษัตริย์จึงถูกมองข้ามไป การเสียดินแดนกลายเป็นสิ่งสำคัญในตัวมันเอง จนเกิดความคิดว่าจะยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียวก็ไม่ได้
เส้นเขตแดนจึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แม้จะอยู่ไกลโพ้นขอบประเทศ และแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญมากนักในยุครัฐจารีตก็ตาม

บรรยายภาพ
“พระราชดำรัส รัชกาลที่ 5 ทรงในที่ประชุมเสนาบดี เรื่องทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกับอังกฤษ ร.ศ.128” (จาก ศิลปากร, กันยายน 2519 ปีที่ 20 เล่มที่ 3 หน้า 67-70)

“พระราชดำรัส รัชกาลที่ 5 ทรงในที่ประชุมเสนาบดี เรื่องทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกับอังกฤษ ร.ศ.128” (จาก ศิลปากร, กันยายน 2519 ปีที่ 20 เล่มที่ 3 หน้า 67-70)
อ่านบทความอื่นๆของธงชัย วินิจจะกูล คลิก!
