หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
บ่ายวันนั้น ริมลำห้วยกลางฤดูแล้ง ที่ระดับน้ำลดเหลือเพียงท่วมข้อเท้า อากาศร้อนอบอ้าว ผมนั่งอยู่บนหาดทราย ริมห้วย มือที่ถือกล้องและเลนส์เทเลโฟโต้ 400 มิลลิเมตร ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ไม่ใช่เพราะความอบอ้าว แต่เพราะความตื่นเต้นกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า
ราว 40 นาทีก่อนหน้า ผมอยู่ในซุ้มบังไพร ลิงแสมตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากด่าน มุ่งมาที่ลำห้วย เสือดาวตัวหนึ่งวิ่งตามมันมา โดยไม่ได้คิด ผมออกจากบังไพร วิ่งตามทั้งคู่
เสือดาวถึงตัวลิงเข้าโจมตี ลิงพยายามดิ้นรน เสือหันกลับมาเห็นผม มันปล่อยเหยื่อและผละไป ทิ้งลิงบาดเจ็บไว้บนผืนทรายกลางลำห้วย
ผมนั่งรอร่วมชั่วโมง หลังเสียงคำรามเสือออกมาเอาเหยื่อของมัน ก้มลงคาบ ลากลิง หายลับเข้าไปในด่าน
นั่นเป็นครั้งแรก ที่ผมมีโอกาสอยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่นักล่าทำงาน พูดได้ว่า
งานครั้งนั้น และภาพเสือดาวคาบลิง ทำให้ผมเดินบนหนทางเส้นนี้มาได้ยาวไกล ทำให้ผมมีโอกาสอยู่ในช่วงเวลาที่เหล่านักล่าทำงานอีกหลายครั้ง
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงเนื้อถูกกระชาก ดูคล้ายจะเป็นเรื่อง ความโหดร้าย แต่นั่นคือวิถีในป่าที่ดำเนินมายาวนาน
เป็นวิถีซึ่งชีวิตต่างๆ ได้รับการออกแบบให้อยู่ร่วมกันมาอย่างสอดคล้อง วิถี ของเหยื่อ และผู้ล่า
ว่าตามจริงในป่า ตลอดเวลามีการไล่ล่าและการหลบหนี มีผู้ล่า มีผู้ถูกล่า เป็นคู่สัมพันธ์ที่เก่าแก่
ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่ความชั่วที่ต้องกำจัด แต่คือสมดุลที่รักษาป่าทั้งผืนไว้
การกินของสัตว์กินเนื้อ และสัตว์กินพืช คือผลพลอยได้ของการทำงาน งานควบคุมปริมาณชีวิตให้ป่าเดินต่อไปได้อย่างพอดี
สัตว์ผู้ล่าได้รับการออกแบบร่างกายมาอย่างเหมาะสมกับงาน มีกล้ามเนื้อที่มีพลัง รวมทั้งทักษะดีเลิศ
การออกแบบร่างกายผู้ล่าและเหยื่อเป็นไปอย่างสอดคล้อง เช่น เสือชีตาห์วิ่งเร็วราวพายุ แต่ก็ได้เพียงชั่วระยะไม่กี่ร้อยเมตร
ความไวของพวกมันเกิดมาเพื่อช่วงเวลาสั้นๆ ที่ชีวิตทั้งชีวิตขึ้นอยู่กับวินาทีเดียว
ส่วนผู้ถูกล่า พวกมันมีร่างกายซึ่งทำให้งานของผู้ล่าไม่ง่าย
พวกมันมีหูที่ได้ยินไกล จมูกที่แยกแยะกลิ่นภัยได้จากลมอ่อนๆ
สายตาที่มองเห็นได้ดี กีบตีนที่เหมาะกับการวิ่งเลี้ยวไปมา การอยู่ในสถานภาพเหยื่อไม่ใช่การยอมจำนน
พวกมันจำเป็นต้อง “หนีให้ทัน” ซึ่งบางครั้งเพียงชั่วเสี้ยวหนึ่งก็หมายถึงการมีวันพรุ่งนี้
ในป่าดิบชื้นรกทึบ, ป่าเต็งรัง, ป่าเบญจพรรณ ผู้ล่าและผู้ถูกล่าก็มีแบบแผนของพวกมัน
ผู้ล่ามีลายพรางที่ไม่ใช่เพียงสี ลายมีไว้เพื่ออำพราง วิธีการล่าในป่าทึบ ไม่ใช่การวิ่งไล่ใช้ความเร็ว แต่คือการซุ่มเงียบรอคอย
ส่วนผู้ถูกล่ามีดวงตากว้าง ใบหู จมูก รับความเคลื่อนไหว รับกลิ่น ทุกอย่างหมุนวนอยู่ในจังหวะที่แม่นยำจนไม่มีใครคิดว่าคือการต่อสู้ มันคือการอยู่ร่วมกันอย่างสวยงาม
ในป่า ชีวิตและความตายเกิดขึ้นเสมอ ความตายซึ่งเกิดขึ้นจากคมเขี้ยว คืออาหารของอีกหลายชีวิต มันคือการเริ่มต้นงานเลี้ยง
ในป่า ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างมีเหตุผล ทุกการเคลื่อนไหวของสัตว์หนึ่งชนิดล้วนมีความหมาย
ช้างหักต้นไม้ลง มันไม่ได้ตั้งใจทำลายป่า สัตว์อื่น มีโอกาสได้กินยอดไม้ที่เคยอยู่สูงๆ
นอกจากนั้น นี่คือการ เปิดแสง เปิดพื้นที่ให้หญ้าแตกยอด ต้นไม้เล็กได้เติบโต
และหญ้าเหล่านั้นก็เป็นอาหารของ กระทิง, วัวแดง, กวาง
คนก็เคยอยู่ในป่านั้นเช่นกัน แต่เมื่อเราเดินออกจากถ้ำ จากป่า เรารู้ว่าเราไม่ได้ถูกออกแบบให้มีเขี้ยวแหลม หรือกีบตีนที่ไว
ร่างกายของเราไม่เหมาะกับการล่า ไม่อาจไล่ตามเหยื่อในที่โล่ง ไม่อาจหลบซ่อนในพงหญ้า แต่เราได้รับสิ่งหนึ่งแทน สิ่งซึ่งเรียกว่า “สมอง”
สมองไม่ได้ให้เราเพียง “ความคิด” มันให้เราสร้างเครื่องมือต่างๆ
สิ่งหนึ่งที่ติดเราออกมาจากป่า คือการล่า และถูกล่า
และเมื่อเรามีเครื่องมือ ผู้ล่าก็เริ่ม “ล่า” โดยไม่ต้องเคลื่อนไหว
ในเมือง การล่าไม่จำเป็นต้องมีร่างกายที่แข็งแรง เพียงมีข้อมูล เงินทุน ระบบ กฎเกณฑ์ หรือช่องโหว่
เครื่องมือเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็นเขี้ยวเล็บรูปแบบใหม่
กลายเป็นนักล่าที่เคลื่อนที่เงียบกว่าเสือล่าตอนกลางคืน

ความต่างระหว่างผู้ล่าในป่ากับผู้ล่าในเมืองอยู่ที่ “การเปิดเผยตัว”
ผู้ล่าในป่าพลาดเสมอ เสียงดังเพียงนิดเดียว เหยื่อก็หนีหาย
พวกมันยอมรับว่าในฐานะของนักล่า ความพลาดซึ่งต้องเริ่มต้นใหม่ คือส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่ความล้มเหลว
ความล้มเหลวในป่า คือพลาดพลั้งบาดเจ็บ และการไม่มีแรงพอจะล่าในครั้งถัดไป
ผู้ล่าในเมือง มักไม่เปิดเผยตัว ไม่ต้องใช้แรง ใช้เพียงช่องทางที่ซ่อนอยู่หลังเอกสาร หลังระบบ ในสมาร์ตโฟน หลังรอยยิ้มที่อ่อนโยน
พวกเขาไม่ได้จำเป็นต้องเสี่ยง เหยื่ออาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือผู้ล่า และบางครั้ง ผู้ล่าก็อาจไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่ากำลัง “ล่า”
ในป่า ผู้ล่าเลือกเหยื่อทีละตัว แต่ในเมือง การล่าบางแบบ ไม่ได้เลือก มันครอบคลุมทั้งสังคมตั้งแต่ผู้ไม่รู้หนังสือ ไปจนถึงคนที่มีปริญญาเต็มผนัง
ผลลัพธ์ของการล่าในเมืองอาจไม่ใช่เลือด แต่คือความหมดแรง ความสิ้นหวัง หรือความเชื่อใจที่ถูกกัดกินจนกลวง
เมื่อผมเฝ้ามองสัตว์ป่าผ่านเลนส์ ผมเห็นความตรงไปตรงมา การกินของผู้ล่าคือผลพลอยได้ ผู้ถูกล่าหนีเพราะต้องมีชีวิต
ทั้งสองฝ่ายต่างทำในสิ่งที่จำเป็น ไม่มีการล่าเพื่อสะสม ไม่มีการไล่เพราะความโลภ
ทุกชีวิตยอมรับบทของตัวเองอย่างซื่อตรง
แต่ดูเหมือนว่าในเมือง บทบาทกลับพร่าเลือน
บางครั้ง ผู้ล่าก็ไม่รู้ว่าการตักตวงของตัวเองทำให้สังคมอ่อนแรงเหมือนฝูงกวางที่ถูกรุกไล่จนไม่เหลือทุ่งหญ้า
บางครั้ง เหยื่อก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกปล่อยให้หมดแรงอย่างช้าๆ
และบางที ทั้งผู้ล่าและเหยื่อก็อาจอยู่ใต้หลังคาเดียวกันโดยไม่รู้ตัว
อย่างที่ผมพูดเสมอ ผมไม่คิดว่าเราจะต้องกลับไปอยู่ในป่า
แต่เรานำบทเรียนบางอย่างมาไว้ในเมืองได้
บทเรียนที่ว่า การอยู่รอดของตนเองไม่จำเป็นต้องทำลายความอยู่รอดของอีกชีวิต
บทเรียนที่ว่า โลกที่สมดุล ไม่ได้สร้างจากผู้ล่าที่เก่งที่สุด
แต่จากการที่ทุกบทบาทถูกใช้อย่างพอดี เหมือนเสือที่ล่าเท่าที่ต้องล่า
เหมือนกวางที่หนีเท่าที่หนีได้ ชีวิตและความตายได้ทำงานร่วมกันอย่างซื่อตรง
บางที เมืองเองก็อาจต้องการความซื่อตรงแบบนั้น ความซื่อตรงที่ทำให้เราเห็นว่า ผู้ล่าที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ไกล อยู่ในรูปแบบของความอยากได้เกินจำเป็น อยู่ในความกลัวที่จะขาด หรือความคิดที่อยากเอาชนะ โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเหลืออะไร
ความเป็นนักล่าอาจซ่อนอยู่ในใจเราเอง
สําหรับผม ป่าคือ โรงเรียน ครู คือชีวิตต่างๆ ที่สอนผ่านการกระทำ เมืองก็เป็นป่ารูปแบบหนึ่ง
เราต้องเรียนรู้จะมองตัวเองอย่างซื่อตรง ว่าเรากำลังเป็นผู้ล่าหรือเรากำลังเป็นเหยื่อ
เรากำลังสร้างสมดุล หรือทำลายมันโดยไม่รู้ตัว ในป่า
ผู้ล่ากับผู้ถูกล่า ไม่ใช่ฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นสิ่งคู่กันที่ช่วยกันพยุงผืนป่าไว้
เริ่มต้นจากในป่าลึก เสือดาวตัวหนึ่งเปิดโอกาสให้ ผมอยู่ร่วมในขณะมันทำงาน
เป็นบทเรียนอันทำให้ผมเห็นความเป็นไปในเมือง
เป็นบทเรียนอันทำให้ผมต้องถามตัวเองว่า แท้จริงแล้ว ผมเป็น “เหยื่อ หรือผู้ล่า”
