บทความพิเศษ |พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ , ธรรม์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ
จากกรุงเฮกสู่หาดใหญ่ : คุยคนไทยในเนเธอร์แลนด์
“คุณทิม รู้ไหมว่าที่โครงการบริหารจัดการน้ำของเนเธอร์แลนด์มีธงชาติไทยอยู่ใหญ่มาก เด่นมาก”
“เพราะอะไรครับ?” ผมถามตัวแทนสมาคมคนไทยในกรุงเฮกระหว่างการพูดคุยเมื่อสัปดาห์ก่อน
“เพราะมีมาดูงานทุกปี ทั้งสภาบน สภาล่าง ข้าราชการ เอกชน คนไทยมาที่นี่ตลอด จนเขาเอาธงมาติดอะค่ะ”
ผมยิ้มแห้งๆ เพราะพอเห็นภาพ-คณะดูงานไทยเดินทางซ้ำในเส้นทางเดิม แต่คำถามสำคัญคือ เราได้นำบทเรียนเหล่านั้นกลับมาใช้จริงมากน้อยเพียงใด
หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า ผมเพิ่งอยู่ที่ Zurich พูดคุยกับ Swiss Re ถึง Climate Risk Index ซึ่งกำลังบอกโลกตรงกันว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดต่อภัยน้ำในประวัติศาสตร์มนุษย์ พายุ น้ำหลาก น้ำทะเลสูง และฝนสุดขั้วเกิดเร็วขึ้นและแรงขึ้นจนระบบรับมือแบบเดิมตั้งตัวไม่ทัน
สองอาทิตย์ผ่านไป บทสนทนาเบาๆ ในกรุงเฮกและคำเตือนจากสวิตเซอร์แลนด์กลับทำให้ผมหันกลับมามองเอเชียและบ้านเราด้วยความหนักใจมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะจากข่าวน้ำท่วมหลายพื้นที่ รวมถึงหาดใหญ่ของเราเอง
เอเชียในยุค Climate Shock
: ภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดในโลก
ปี2025 ถูกเรียกว่า “The Asian Decade of Climate Shock” เพราะเหตุการณ์ที่เคยเกิดทุกหนึ่งชั่วอายุคน กลับเกิดแทบทุกสองถึงห้าปี อินโดนีเซียกำลังย้ายเมืองหลวงเพราะจาการ์ตาจมลงปีละหลายเซนติเมตร
เวียดนามสูญเสีย GDP จากน้ำท่วมลุ่มน้ำโขงปีละหลายเปอร์เซ็นต์
ฟิลิปปินส์เผชิญซูเปอร์ไต้ฝุ่นรุนแรงที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์
ส่วนปากีสถานและบังกลาเทศต้องอพยพผู้คนนับล้านจากน้ำหลากที่มาเร็วเกินคาด
ไทยเองกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่เกิดซ้ำจนแทบกลายเป็นความปกติ สะท้อนว่าระบบเตือนภัยและการจัดการน้ำแบบเดิมไม่เพียงพอต่อภูมิอากาศยุคใหม่อีกต่อไป
เราจึงต้องถามตัวเองว่า เมื่อภูมิภาคกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้น ไทยจะเปลี่ยนตัวเองให้ทันหรือไม่
ประเทศที่ควรจม…กลับยืนหยัด
: ความลับของเนเธอร์แลนด์
ท่ามกลางเมืองเอเชียที่เผชิญปัญหาน้ำหลากอย่างหนัก เนเธอร์แลนด์กลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าศึกษาที่สุด
เพราะกว่า 26% ของพื้นที่อยู่ต่ำกว่าน้ำทะเล และกว่า 60% ของเศรษฐกิจตั้งอยู่ในเขตเสี่ยง
หากธรรมชาติรุนแรงขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย ประเทศนี้ควรเผชิญภัยระดับชาติทุกปี
แต่สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้น เพราะเนเธอร์แลนด์ “คิดใหม่ทั้งระบบ” หลังอุทกภัยปี 1953 ที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,800 คนในคืนเดียว
การตัดสินใจครั้งนั้นนำไปสู่ 3 รากฐานสำคัญที่ทำให้เนเธอร์แลนด์ยืนหยัดได้จนถึงวันนี้

1) Delta Works : โครงการที่พิสูจน์ว่ามนุษย์รอดได้ หากคิดยาวกว่าพายุ
เพียงหนึ่งปีหลังโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เนเธอร์แลนด์เริ่มโครงการ Delta Works ซึ่งภายหลังถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
โครงการนี้ไม่ใช่แค่เขื่อนหรือประตูน้ำ แต่เป็น “ระบบนิเวศทางวิศวกรรม” ที่ออกแบบจากอนาคตกลับมาปัจจุบัน-ตั้งแต่ความแรงของพายุที่ยังไม่เกิด ไปจนถึงระดับน้ำทะเลที่จะสูงขึ้นอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
ภายในโครงการมีทั้งกำแพงกันพายุ ประตูยักษ์ที่เปิด-ปิดตามสภาพอากาศจริง
ระบบผันน้ำหลายทิศทางเพื่อกระจายน้ำหลากก่อนถึงเมือง
และโครงสร้างธรรมชาติอย่างเกาะเทียมและพื้นที่ชุ่มน้ำที่ช่วยซับแรงคลื่น
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ โครงการนี้ใช้เวลากว่า 43 ปีโดยไม่เคยสะดุด แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนกี่สมัย
เพราะเนเธอร์แลนด์ถือว่าการจัดการน้ำเป็น “ภารกิจระดับศตวรรษ ไม่ใช่วาระสี่ปี”
2)Room for the River : อยู่กับน้ำอย่างฉลาด
หัวใจของแนวคิดนี้คือการเปลี่ยนคำถามจาก “จะกันน้ำอย่างไร” ไปเป็น “จะให้น้ำไปอยู่ตรงไหนจึงจะปลอดภัยที่สุด”
แทนที่จะสร้างกำแพงสูงขึ้นเรื่อยๆ-which สุดท้ายก็แพ้ธรรมชาติที่แรงกว่า-เนเธอร์แลนด์เลือก “เปิดพื้นที่ให้น้ำอยู่ได้” อย่างเป็นระบบ
รัฐปรับพื้นที่บางส่วนให้ทำหน้าที่เป็น พื้นที่รับน้ำเชิงธรรมชาติ เช่น ทุ่งนา พื้นที่ชุ่มน้ำ สวนสาธารณะริมแม่น้ำ และพื้นที่โล่งที่ยอมให้น้ำล้นได้เป็นครั้งคราวโดยไม่สร้างความเสียหายหนัก เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ลุ่มน้ำต้องการ “ที่ว่างในการขยายตัว” หากไม่มีพื้นที่เหล่านี้ น้ำย่อมพุ่งเข้าสู่เมืองอย่างรวดเร็ว
แต่ถ้ามี Room for the River น้ำจะถูกกระจายออกไปตามพื้นที่ที่เตรียมไว้ ทำให้ระดับน้ำในเขตเมืองไม่พุ่งขึ้นแบบฉับพลัน และลดความเสียหายได้อย่างมหาศาล
ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่ลดความเสี่ยงน้ำท่วม แต่ยังได้พื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุ่มน้ำ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกลับมาพร้อมกัน
เป็นการจัดการน้ำที่ทำให้ “ธรรมชาติทำงานตามจังหวะของมัน” ในพื้นที่ที่ปลอดภัยต่อผู้คน
3)Water Board : หัวใจของระบบน้ำดัตช์ ที่ทำงานข้ามรุ่น
สิ่งที่ทำให้ระบบน้ำของเนเธอร์แลนด์ยืนยาวไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “สถาบัน”
Water Board คือองค์กรอิสระที่มีอายุย้อนไปกว่า 700 ปี ตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการน้ำโดยเฉพาะ และยังทำงานต่อเนื่องมาจนวันนี้โดยแทบไม่เปลี่ยนรูปแบบ
จุดแข็งที่สุดคือ Water Board “ไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง” หมายความว่าการจัดการน้ำไม่ถูกผูกไว้กับความนิยมทางการเมืองหรือวาระสี่ปี แต่เป็นงานของชาติที่เดินหน้าได้เสมอ
ที่สำคัญ Water Board มี “อำนาจจัดเก็บภาษีน้ำ” เป็นของตัวเอง ทำให้มีงบประมาณมั่นคงเพียงพอสำหรับซ่อมบำรุง ปรับปรุง และลงทุนยาว 30-50 ปี รัฐบาลจะเปลี่ยนกี่สมัยก็ไม่กระทบเงินกองนี้ และไม่ทำให้ระบบน้ำสะดุดกลางคัน
Water Board ยังประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ นักวิทยาศาสตร์ ภาคเกษตร และประชาชนในพื้นที่น้ำจริงๆ ทำให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนข้อมูลและผลกระทบระยะยาว ไม่ใช่คะแนนนิยมในช่วงสั้น
ผลลัพธ์คือ เนเธอร์แลนด์มีระบบที่ “แก้ปัญหาได้ก่อนน้ำมา ไม่ใช่หลังน้ำท่วมแล้วค่อยซ่อม”
เมื่อมองย้อนกลับมายังประเทศไทย เราพบว่าระบบจัดการน้ำของเรายังแยกส่วน งบประมาณผูกกับวาระรายปี และการแก้ปัญหามักเป็นเพียงการดับไฟเฉพาะหน้า ไม่ใช่การวางแผนระยะยาวแบบประเทศที่เผชิญความเสี่ยงคล้ายกัน
บทเรียนจากเนเธอร์แลนด์ชี้ให้เห็นว่า ประเทศที่รอด ไม่ใช่ประเทศที่ไม่เคยน้ำท่วม แต่คือประเทศที่ไม่ยอมให้ “เหตุการณ์เดิมเกิดซ้ำโดยไม่เปลี่ยนอะไร” ความต่อเนื่องของสถาบัน ความจริงจังของแผนงาน และความสามารถในการคิดยาวเกินอายุรัฐบาลหนึ่งชุด คือสิ่งที่ตัดสินอนาคตของชาติ
ในยุคที่ภัยน้ำหลากมาแรงกว่าที่สังคมตั้งตัวทัน คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “น้ำจะมาอีกไหม” เพราะคำตอบนั้นรู้กันอยู่แล้ว
แต่คือ “เราจะพร้อมกว่าครั้งที่แล้วหรือไม่” ก่อนที่เรา ลูกหลานเราจะต้องเห็นปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ ที่นอกจากไม่จบไม่สิ้นแล้ว ยังจะหนักขึ้นเรื่อยๆ
