bg-single

สยามเมื่อยามแรกเห็น งดงามแต่มีข้อยกเว้น

08.12.2025

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทความของผมตอนที่แล้วชื่อว่า “เมืองไทยในสายตาต่างชาติ มนุษย์น้ำ และเวนิสตะวันออก” ได้กล่าวถึงทัศนะของอ็องรี มูโอต์ (Henri Mouhot) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาสำรวจสยามและดินแดนแถบอินโดจีนระหว่างปี พ.ศ.2401 – 2404 ในฐานะที่เป็นชาวต่างชาติที่มีความคิดเห็นมากมายต่อดินแดนสยามเมื่อยามแรกเห็น ตามที่ปรากฏในหนังสือ “บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ”

ซึ่งในบทความตอนที่แล้วนั้นกล่าวถึงเฉพาะด้านบวกล้วนๆ

ส่วนบทความนี้จะเล่าต่อโดยไม่ได้มีเพียงแง่บวกอย่างเดียว แต่มีมุมมองเชิงลบที่มูโอต์มีต่อแดนสยามด้วย

โดยหยิบยกเมืองต่างๆ ที่มูโอต์ได้สัมผัสมาเป็นตัวอย่าง 4 เมืองดังนี้

1.เมืองปากน้ำ (จังหวัดสมุทรปราการ)

เริ่มจากเมืองแรกที่เขาได้มีโอกาสเห็นก่อน นั่นก็คือเมือง “ปากน้ำ” หรือเมือง “สมุทรปราการ” ในปัจจุบัน เนื่องจากในสมัยนั้นการสัญจรทางเรือเป็นเส้นทางคมนาคมหลักจากต่างแดนเข้ามาเมืองไทย ทำให้มูโอต์สามารถมองเห็นทัศนียภาพของสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง อ.เมือง และ อ.พระสมุทรเจดีย์ ได้อย่างชัดเจน

เรือของมูโอต์ออกจากท่าที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน ค.ศ.1858 (พ.ศ.2401) ใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือนก็เทียบท่าที่สิงคโปร์ ก่อนจะตัดข้ามอ่าวไทยมาสู่บางกอก ใช้เวลาราวๆ 9 วันก็มาถึงปากน้ำในวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2401 ดังนั้นปากน้ำจึงเป็นภาพแรกของมูโอต์ที่เห็นดินแดนสยาม

เขาบรรยายถึงความงดงามของพระสมุทรเจดีย์เมื่อประกอบเข้ากับทิวทัศน์โดยรอบซึ่งต้องตาต้องใจผู้มาเยือนเป็นอย่างมาก

แต่อย่างไรก็ตาม มูโอต์ไม่ชื่นชมเมืองปากน้ำเลย เขาติว่ามองดูไม่สะอาดและล่องเรือผ่านจุดนี้ไปโดยไม่หยุดแวะเข้าเมืองปากน้ำ ดังข้อความที่บรรยายไว้ในบันทึกว่า

“บนเกาะเล็กๆ กลางน้ำปรากฏเจดีย์มีชื่อฝีมืองดงามตั้งตระหง่าน คนเขาเล่ากันว่าเป็นสถานที่บรรจุพระอัฐิธาตุของเจ้าแผ่นดินสยามองค์ก่อน รูปทรงพีระมิดที่สะท้อนลงบนท้องน้ำลึกเรียบใส แลองค์พระเจดีย์ที่โดดเด่นเห็นชัดอยู่หว่างความเขียวชอุ่มของกลุ่มพืชเมืองร้อน ช่างเป็นภาพที่ตรึงตาตรึงใจยิ่งนัก ส่วนตัวเมืองเท่าที่เห็นด้วยตานั้น ดูสกปรกโสโครกไม่น่าเข้าใกล้”

2.เมืองพระประแดง (จังหวัดสมุทรปราการ)

เมืองต่อมาที่มูโอต์เห็นก็คือ “ปากลัด” หรือเมือง “พระประแดง” ในปัจจุบัน เขาบรรยายว่าเมืองนี้เต็มไปด้วยประชากรชาวมอญเป็นจำนวนมาก และมีป้อมปราการระวังภัยจากข้าศึกอยู่ทั้งสองฝั่งน้ำ

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์สำหรับป้องกันเรือของศัตรูอยู่ในแม่น้ำด้วย แต่ดูไม่มีประสิทธิภาพนักเมื่อเทียบกับแสนยานุภาพทางเรือของฝรั่งเศส

มูโอต์ไม่ได้ให้ค่าเครื่องมือในการศึกของสยามเลย แม้กระทั่งเมื่อเทียบกับสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ริมแม่น้ำ เช่น โรงน้ำตาล เขาก็ยังเห็นว่ามองน่าชมกว่า โดยบันทึกเอาไว้ว่า

“เมื่อล่องเรือลึกเข้าไปอีก 8 – 10 กิโลเมตรก็ลุถึงอีกเมืองหนึ่งซึ่งก่อป้อมค่ายชื่อว่าปากลัด มีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 7,000 คน เป็นชาวมอญจากพะโคเสียส่วนใหญ่ บริเวณนี้มีป้อมตั้งอยู่สองฟากฝั่ง น่าจะฝังสายโซ่เหล็กหรือโซ่เหล็กร้อยเดือยแหลมขึงไว้ใต้ท้องน้ำ เป็นด่านขวากขวางเรือสำเภาจีนหรือญวนไม่ให้ล่องผ่าน แต่ไม่กระทบกระเทือนเรือติดปืนใหญ่ของทางเราแม้สักลำ ด้วยท้องเรือหุ้มเหล็กเป็นเกราะไว้อย่างดี เจ้าเครื่องมือเพื่อการสงครามไร้สมรรถภาพนี้ไม่น่าดูน่ามองเท่าภาพสิ่งปลูกสร้างหลายหลัง อันเป็นที่ตั้งโรงผลิตน้ำตาลพื้นถิ่น”

3.เมืองบางกอก (กรุงเทพมหานคร)

มูโอต์พรรณนาความงามของเมือง “บางกอก” หรือ “กรุงเทพมหานคร” ในปัจจุบันเอาไว้มากมาย และเปรียบเปรยว่าที่นี่ไม่ต่างอะไรกับ “นครเวนิสตะวันออก” เนื่องจากเต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลองมากมาย และผู้คนก็อาศัยสายน้ำเหล่านี้ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มูโอต์ก็ติกรุงเทพฯ อยู่ไม่น้อยเช่นกัน เริ่มตั้งแต่ชื่อเมืองที่เขาคิดว่าตั้งชื่อเสียอลังการเกินจริง

กรุงเทพฯ นั้นเป็นเมืองหลวงที่สืบทอดมาจากกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมูโอต์เสียดสีว่าตั้งชื่ออย่างใหญ่โตน่าอัศจรรย์แต่ผิดจากความเป็นจริง เพราะชื่อเต็มของเมืองกรุงเทพฯ นั้นแปลว่าราชธานีแห่งทวยเทพ เมืองสวรรค์ชั้นฟ้า นครอันงดงาม และอัปราชัย ซึ่งแปลว่าไม่แพ้ แต่จะไม่แพ้ได้อย่างไรในเมื่อสมัยอดีตสยามก็พ่ายแพ้แก่กองทัพพม่ามาแล้ว โดยเขาเขียนเอาไว้ว่า

“ชาวสยามเรียกขานเมืองนี้ว่ากรุงเทพมหานครศรีอยุธยา มหาดิลกราชธานี แปลความหมายได้ว่าราชธานีแห่งทวยเทพ เมืองสวรรค์ชั้นฟ้า นครอันงดงามและอัปราชัย ฯลฯ ช่างสรรหาถ้อยคำมานิยามนัก หากแต่จะเหมาะเจาะหรือไม่ ยังกังขาอยู่… ไม่มีใครเข้ายึดครองด้วยกำลัง… อนิจจา! บางกอกก็ดุจเดียวกับกรุงศรีอยุธยาซึ่งเคยถูกพวกพะโคและพวกพม่าบุกเข้ามาตีจนกรุงแตก ทั้งยังปล้นสะดมไปเสียย่อยยับ”

ส่วนความงดงามนั้น มูโอต์ก็ยอมรับว่าสวยจริง แต่มีข้อยกเว้นคือเมื่อมองจากกลางน้ำเท่านั้น ทว่าเมื่อเข้าไปในจุดเล็กๆ ตามตรอกซอกซอยกลับดูไม่สวยงามเอาเสียเลย ซ้ำยังมีกลิ่นเหม็นที่ยากจะทานทนอีกด้วย โดยพรรณนาเอาไว้ในบันทึกว่า

“งดงาม… คำคุณศัพท์ขยายความนี้ก็เหมาะสมอยู่ดอก หากมองจากกลางน้ำ เห็นทั้งวัดและวังงามอร่ามเรียงราย แต่คำนี้เห็นจะใช้ไม่ได้เอาเสียเลยยามลัดผ่านตอกซอกซอย ย่ำลงบนโคลน เลาะล่องไปตามคลองเล็กคลองน้อยเหม็นๆ แคบๆ นับร้อยนับพันสาย ตัดซอยผืนดินเป็นเกาะเล็กเกาะน้อย อันเป็นที่ตั้งของกระท่อมซอมซ่อหน้าตาสกปรก ชวนบาดตาบาดใจเฉกเช่นกลิ่นที่บาดจมูก”

นอกจากนี้ยังมีการอยู่อาศัยกันอย่างแออัดเบียดแน่นอยู่ในพื้นที่แคบๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีชีวิตที่แตกต่างอย่างสุดขั้วกับชีวิตของเทวดานางฟ้าบนสรวงสวรรค์ในจินตนาการของชาวยุโรป ฉะนั้นการที่เมืองบางกอกมีชื่ออย่างเป็นทางการว่านครแห่งทวยเทพอันเป็นดินแดนแห่งเทวดานางฟ้าจึงดูไม่เข้ากับภาพที่เห็นเท่าใดนัก ดังข้อความในบันทึกที่บรรยายว่า

“ส่วนชาวบ้านชาวเมืองนั้นไม่มีทางบอกจำนวนเป็นตัวเลขที่ถูกต้องแน่นอนได้เลย แต่ก็พอจะกะได้คร่าวๆ ราว 300,000 – 400,000 ชีวิต อยู่กันอย่างหนาแน่นจนหายใจไม่ออก ในพื้นที่ซึ่งชาวฝรั่งเศสสัก 50,000 คนคงขยับตัวลำบากแล้ว ห่างไกลนักจากภาพประชากรชาวสวรรค์ชั้นฟ้า ดังที่เราเคยวาดภาพไว้ตามขนบศิลปะและศาสนา นับว่าชาวสยามเป็นกลุ่มชนที่อึดอัดคับข้องทั้งทางกายและทางใจที่สุดกลุ่มหนึ่งบนโลกกลมๆ ใบนี้”

4.เขาปถวี (จังหวัดสระบุรี)

แล้วตกลงสยามในสายตาของมูโอต์สวยงามหรือไม่สวยงามกันแน่?

ก็พอจะสรุปได้ว่าในเมืองนั้นสวยจริง แต่ก็สวยเมื่อมองจากกลางน้ำ และเมื่อเทียบกับพื้นที่นอกเมืองแล้ว มูโอต์มองว่าป่าเขาลำเขาไพรในธรรมชาติเป็นงดงามที่สุด โดยเขากล่าวไว้ว่า

“ราชอาณาจักรสยามงดงามสมคำร่ำลือ แต่ก็จำเพาะในเขตเทือกเขาซึ่งธรรมชาติประทับรอยความยิ่งใหญ่ไว้ให้”

ความอัศจรรย์ทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ชนะใจมูโอต์ได้อย่างแท้จริง เช่นที่ “เขาปถวี” ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณ “พระพุทธฉาย” ต.หนองปลาไหล อ.เมือง จ.สระบุรี ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับมูโอต์โดยกล่าวว่า “ทิวทัศน์ที่เราได้ชื่นชมที่นี่น่าอัศจรรย์สุดจะบรรยายในทุกความหมายของคำคำนี้” และ “นับแต่ที่เข้ามาอยู่ในสยาม ข้าพเจ้าได้พบเห็นเพียงฉากทิวทัศน์ซ้ำๆ แต่ ณ ที่นี้ ความงดงามของธรรมชาติเผยโฉมเต็มตา ณ แทบเท้าของข้าพเจ้า ราวผืนพรมกำมะหยี่หลากสีสันหลายลวดลายงามจับตา”

รวมทั้งยังสาธยายเอาไว้อย่างน่าตื่นเต้นว่า

“ต่อเมื่อเห็นภาพทิวทัศน์อันไม่คาดฝันนี้ ทุกคนพลันออกอุทานอย่างชื่นชมพร้อมๆ กัน เพื่อนร่วมทางคู่ทุกข์คู่ยากของข้าพเจ้าซึ่งปกติเป็นคนไม่ค่อยซาบซึ้งในความงามของธรรมชาติยังแสดงอาการปลื้มปีติต่อฉากอันยิ่งใหญ่อลังการเบื้องหน้า หนุ่มน้อยชาวลาวคนนำทางร้องว่า โอ้ ดี ดี (สวย)”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?