เมื่อเอ่ยถึงพระองค์เจ้าบวรเดช Benjamin A. Batson (เบนจามิน เอ. บัทสัน) ให้ความสำคัญกับเอกสารของอังกฤษอย่างเป็นด้านหลัก
สามารถเข้าใจได้
เข้าใจได้ต่อสถานการณ์อันเป็นความต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อเดือนมิถุนายน 2475
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเดือนตุลาคม 2476
ไม่ว่าจะเป็น GB, F/1903/40 28 January 1927,Waterlow to Chamberlain
ตั้งแต่การเกษียณราชการในปี 1922 การถูกเรียกตัวจากเชียงใหม่ภายในวันหรือสองวันทันทีที่รัชกาลที่ 7 เสด็จขึ้นครองราชย์ รวมถึงที่ Batson ระบุผ่านเชิงอรรถ
เมื่อทูตอังกฤษสังเกตเห็นเสน่ห์ ความมีอารมณ์ขัน และการใช้ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศสได้คล่องแคล่วของพระองค์เจ้าบวรเดช
เขายังได้เขียนต่อไปว่า “แต่ท่านก็เป็นฝ่ายปฏิกิริยาเผด็จการทางความคิด (แม้ท่านคิดว่าท่านเป็นประชาธิปไตย) ความซื่อสัตย์เปิดเผยของท่านที่ทำให้ชาวต่างประเทศยกย่องท่านกลับกลายเป็นอุปสรรคในความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับคนร่วมชาติ”
Batson ระบุต่อไปว่า ม.จ.บวรเดชได้รับตำแหน่งสูงในกองทัพ และในปี 1928 เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ย้ายจากกระทรวงกลาโหมไปดูแลกระทรวงมหาดไทย
ม.จ.บวรเดช ก็ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหมต่อ
แม้ว่าต่อมาจะได้มีความเห็นขัดแย้งกันระหว่างรัชกาลที่ 7 กับ ม.จ.บวรเดช ปีแรกๆ ในรัชสมัยนี้ ม.จ.บวรเดช เป็นที่ปรึกษาที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อพระเจ้าแผ่นดินซึ่งมีภูมิหลังด้านการทหารมาด้วยกัน
และในปี 1929 ม.จ.บวรเดช ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระองค์เจ้า
จังหวะก้าว การบริหาร
ยุบ กระทรวง ทบวงกรม
การก่อตั้งอภิรัฐมนตรีและการเปลี่ยนเสนาบดีติดตามด้วยโครงการความเข้มงวดทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่ง Batson เห็นว่าแม้จะรู้กันน้อยแต่ก็มีลักษณะและขนาดๆ พอๆ กับ “การตัดทอนรายจ่าย” ปี 1931-1932
งบประมาณของหน่วยงานรัฐถูกตัดทุกแผนก ที่ถูกตัดมากที่สุดคืองบประมาณของภาครัฐ
กระทรวงมุรธาธรถูกยุบรวมอยู่ในกรมราชเลขาธิการ
กระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงคมนาคมยุบรวมเข้าด้วยกัน
ยุบและรวมมณฑลต่างๆ เข้าด้วยกันให้มีจำนวนน้อยลง ทำให้ลดตำแหน่งบริหารได้หลายตำแหน่ง
หน่วยงานของรัฐบาลที่เหลืออยู่ก็ถูกลดจำนวนข้าราชการเป็นจำนวนมาก
ลูกจ้างชาวยุโรปและอเมริกันได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งนี้ เนื่องจากความเชื่อที่สะพัดไปเรื่อยๆ ตามถ้อยคำของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงที่ว่า
“สยามควรเป็นเรื่องของชาวสยาม”
และเนื่องจากคนเหล่านี้ได้รับเงินดือนสูงจึงยิ่งเป็นเป้าให้ถูกโจมตีในยุคเศรษฐกิจวิกฤตเช่นนี้ จำนวนข้าราชการที่ลาออกไปหรือถูกให้ออกจากราชการมีจำนวนเกือบๆ หมื่นคน
เท่ากับกว่า 10% ของการจ้างของรัฐบาล
จังหวะก้าว การบริหาร
ยุบ ปรับ งบประมาณ
Batson อ้าง “สถิติรายปีของสยาม ค.ศ.1931-1933 ของกระทรวงการคลังมหาสมบัติ ยืนยันให้เห็นว่า ตัวเลขของทางราชการแสดงให้เห็นว่า ระหว่างปี 1925/1926 จำนวนข้าราชการมากสุดมีอยู่ราวๆ 86,500 คน
พอถึงปีแรกของรัชกาลที่ 7 จำนวนข้าราชการลดลง 6,000 คน
ปี 1928/1929 เหลือข้าราชการอยู่ราวๆ 77,200 คน
จากนั้น ตัวเลขค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตอนต้นทศวรรษที่ 1930 ตัวเลขจึงลดลงอย่างมากอีกครั้ง
ในรายงานการทูตของสหรัฐอเมริกา US,892.51/83 8 February 1926 มีรายงานของสถานกงสุลเรื่อง “Financial Situation of Siam at The Beginning of the New Reign”
อภิปรายถึงความพยายามของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในการตัดทอนรายจ่ายของรัฐบาล รวมทั้งการเสด็จไปตรวจประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการตามกรมกองต่างๆ โดยไม่ทรงแจ้งล่วงหน้า
จับตา คณะกรรมาธิการ
งบประมาณ แผ่นดิน
พร้อมๆ กับที่ประกาศตัดงบรายจ่ายอย่างมากมายนี้ คณะกรรมาธิการงบประมาณซึ่งแต่เดิมมีสมาชิก 3 ท่านเปลี่ยนเป็นคณะกรรมาธิการการคลังประกอบด้วยสมาชิก 5 ท่าน
คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งเป็นสมาชิกอยู่ในคณะกรรมาธิการทั้งสอง
สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจันทบุรีนฤนาถ พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม และเจ้าพระยามหิธร
ความขัดแย้งเกี่ยวกับงบประมาณนี้ในปี 1925-1926 ไม่เพียงรัฐบาลควรใช้จ่ายสักเท่าไรจากงบประมาณทั้งหมดของรัฐ แต่ต้องดูด้วยว่ารัฐบาลควรทำอะไรก่อนหลังในการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงต่างๆ
ขณะที่ เซอร์เอ็ดเวิร์ด คุก ยืนกรานว่าจำเป็นต้องตัดรายจ่ายในภาพรวม
แต่ก็เน้นว่าควรตัดรายการที่ไม่ก่อให้เกิดการผลิต เช่น งบประมาณราชสำนักและงบประมาณด้านการทหาร ทั้งยังแนะนำว่าควรเพิ่มงบประมาณให้บางหน่วยงานโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและการศึกษา
มาถึงตอนนี้ Batson อ้างข้อมูลลับ จาก กจช. ร.7 รล.6/1 ซึ่งเป็นบันทึกช่วยจำซึ่งประทับตรา “ลับ” ว่าด้วยงบประมาณ ปี 1926-1927
อัน เซอร์เอ็ดเวิร์ด คุก เป็นผู้นำเสนอเมื่อต้นเดือนมีนาคม 1926
เขาบันทึกว่า ควรตัดงบประมาณราชสำนักจาก 10.8 ให้เหลือ 6.8 ล้านบาท ทั้งยังกล่าวยกย่องการเสียสละของพระเจ้าแผ่นดิน
“ซึ่งเป็นไปได้ที่จะประกาศงบประมาณต่อสาธารณชน ที่แสดงให้เห็นถึงการเสียสละเพื่อประเทศสยาม ซึ่งจะทำให้นักวิจารณ์ทั้งหลายพากันงุนงง”
แต่เขาก็เสียใจที่งบประมาณด้านการเกษตรซึ่งเป็น “เลือดหล่อเลี้ยงประเทศ” น้อยกว่าหนึ่งในห้าของรายจ่ายด้านการทหารทั้งหมด และงบประมาณใหม่นี้ทำให้กระทรวงเกษตราธิการเดือดร้อนหนักเพราะ
“ถูกตัดงบประมาณสัดส่วนสูงสุดในบรรดากระทรวงพลเรือนที่สำคัญๆ”
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยกับเซอร์เอ็ดเวิร์ด คุก เกี่ยวกับความสำคัญด้านการเกษตร ดังนั้น ในปลายเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายน พระองค์จึงได้มีรับสั่งพิเศษถึงสองครั้ง
ให้พัฒนาด้านการเกษตรด้วยการส่งเสริมการชลประทานที่มีประสิทธิภาพดังความปรากฏใน กจช. ร.7 กษ.1/2
งบประมาณ กองทัพ
กำหนด มิตร ศัตรู
ในความเห็นของ Batson การใช้จ่ายของกองทัพเป็นปัญหาหนัก ชาวต่างประเทศเห็นว่ากองทัพไทยใหญ่เกินไป
ถ้าแค่ทำหน้าที่รักษาความสงบภายในประเทศ
และเล็กเกินไป ถ้ามีเหตุขัดแย้งกับมหาอำนาจยุโรป ซึ่งขณะนั้นเสมือนเป็นเรื่องไกลเกินกว่าจะเป็นไปได้ในเมื่อเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกับสยามก็มีแต่อาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส
จึงไม่ชัดเจนว่ากองทัพไทยเตรียมต่อสู้กับศัตรูตัวไหน
