9 วัด สู่สวรรค์ของใคร? การเมืองของเสียง กับอำนาจจัดการ ‘ความตาย’
บทความพิเศษ | อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล
9 วัด สู่สวรรค์ของใคร?
การเมืองของเสียง
กับอำนาจจัดการ ‘ความตาย’
เมื่อคนที่รักจะต้องลาจากโลกนี้ไป
ใครมีอำนาจในการบริหารจัดการ “ความตาย” นั้น
ใครมีอำนาจกำหนดว่าหนทางไปสู่ “สวรรค์” ต้องเดินทางอย่างไร
“เสียง” ของใครที่ควรดังที่สุด
ใครได้รับการฟัง ใครต้องฟังใคร และใครสามารถปฏิเสธไม่ฟังได้
9 วัดสู่สวรรค์ หรือ 9 Temples to Heaven เป็นผลงานกำกับของสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์
producers คือ กฤษฎา ขำยัง และอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
โดยแก่นแกนของหนังคือ ความขัดแย้งระหว่างคนสี่รุ่น (บางคนบอกสาม แต่เราเห็นว่าสี่) เกี่ยวกับความเชื่อและไม่เชื่อในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา
โดยมีตัวละครหลักคือ “ความตาย” ของย่าสลวยเป็นเดิมพันว่า “สวรรค์” ที่แต่ละคนอยากให้ย่าไปถึง มันต้องเดินทางด้วยวิธีใด อย่างไร
และถึงที่สุดแล้วมันเป็น “สวรรค์” ของใครกันแน่
คนรุ่นที่หนึ่ง คือตัวย่าสลวยที่เจ็บป่วย อ่อนแรง เหนื่อยล้าในวาระสุดท้ายของชีวิต โดนลากขึ้นรถตู้ โดยมีจุดมุ่งหมายของลูกชายคือจะต่ออายุแม่ด้วยการไปไหว้พระ 9 วัด
คนรุ่นที่สอง กลุ่มวัย 50+ คือสกล ลูกชาย ภรรยา และลูกสาวที่ดูแลพยาบาลแม่ ที่เชื่อในบุญทำกรรมแต่ง การไหว้พระ การบริจาคเงินให้วัด การทำสังฆทาน
คนรุ่นที่สาม คือหลานชายคนโต (ต่อ) วัยทำงานน่าจะ 30+ ที่ไม่เชื่อในศาสนา
คนรุ่นที่สี่ คือคูน วัยรุ่น 20+ สนใจศาสนา เคยนั่งสมาธิ แต่ด้วยโรคซึมเศร้าทำให้สติหลุด ต้องไปหาจิตแพทย์ และมีความคิดอยากบันทึก “เสียง” ของย่าเก็บไว้
ส่วนตัวหลังดูหนังจบ สะดุดเรื่อง “เสียง” ในหนังทันที
บทความนี้จึงจะอ่าน “เสียง” ของหนังที่เชื่อมโยงกับแก่นเรื่อง “อำนาจในการจัดการความตาย (ในนามของความรัก) และเชื่อมกับการเมืองของเสียง” มากกว่าจะวิเคราะห์เรื่องอื่น

ประเด็นแรก จากเพลงรัก “เพียงคำเดียว” สู่บทสวด “คาถาป้องกันภัย 10 ทิศ”
หนังเปิดด้วยเสียงเพลงรักที่ฮิตสุดในยุคสุเทพ วงศ์กำแหง “เพียงคำเดียว” เนื้อหาอ้อนวอนขอให้คนรักบอกคำเดียวที่เขาปรารถนา
หนังปล่อยเพลงยาวเต็มๆ ในช่วงเปิดเรื่องที่เห็นคนหนุ่มสามคนกำลังแบกพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากอย่างทุลักทุเล มันหนักเกินกว่าจะแบกด้วยซ้ำ แต่มนุษย์เราก็เอาพระพุทธรูปองค์ใหญ่มาทดแทนองค์เล็กบนหิ้งจนได้
เพลงนี้มาปรากฏอีกครั้งในงานศพย่าก่อนหนังจะจบ แต่ตอนท้ายสุด ต่อ หลานชายหัวแข็งผู้ไม่เชื่อในศาสนากลับได้ยินเสียงคาถาป้องกันภัย 10 ทิศ
หนังไม่เฉลยว่าเป็นเสียงย่าที่ตายไปแล้วหรือเสียงของใคร เสียงมีความใส สดชื่น ชัดเจนกังวานอย่างมาก แต่ภาพในฉากมืดมาก
ทำไมถึงเป็นเพลง “เพียงคำเดียว และคาถาป้องกันภัย 10 ทิศ” ความรักความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกชาย และย่ากับหลานชายเชื่อมด้วยเสียงอย่างไร

ประเด็นที่สอง ชนชั้นของเสียงและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
โดยทั่วไปจะเห็นว่า ใครมีอำนาจในการจัดการความตายของย่าสลวย คนนั้นจะมี “เสียงดังฟังชัด” ในทุกฉาก
เราจะเห็นสกล ลูกชายคนโตที่ไม่รู้เพราะอะไร เสียงเขาดังฟังชัดเจนมากในทุกคำ
เช่นเดียวกับเสียงของพระสงฆ์ทุกรูปในทุกวัดที่ให้พร เทศนา ตอบคำถาม (ที่ไม่รู้จริง) แบบดังฟังชัด ยิ่งชักชวนไป “สวรรค์” หรือบริจาคเพื่อได้บุญก็ยิ่งชัดเจน
แต่เสียงของหลานชายสองคนมีความอู้อี้ไม่ชัดเจน และหลายครั้งคือเสียงเบา มี ambience (เสียงแวดล้อม เช่น ลม) กลบจนฟังไม่ได้ยิน จนคนดูเริ่มรำคาญ
ถัดมาคือเสียงของลูกสาวที่ดูแลพยาบาลแม่ (ย่าสลวย) มาหลายปี เธอพูดน้อยมาก เบามาก และในที่สุดกลายเป็นแรงงานที่ถูกกำจัดออกไปด้วยความเจ็บปวดที่สุด
หนังไม่ได้พัฒนาตัวละครตัวนี้เลย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ น่าเสียดายที่เป็นตัวละครที่ถูกถีบออกไป และไม่แน่ใจว่ามีความสัมพันธ์แบบใดกับย่าสลวยกันแน่ รักหรือชังกัน
แต่ที่แน่ๆ เธอถูกดีดออกไปเลย ตลอดทั้งเรื่องแทบไม่ได้ยินเสียงของลูกสาวที่ทุ่มเทดูแลแม่
ถัดมาคือเสียงของย่าสลวยที่ตกอยู่ในสภาพอ่อนแรง เหนื่อยล้า เบื่อหน่ายกับการนั่งรถตะลอนไปไหว้พระตามวัดตามการจัดการของสกล ลูกชายคนโต ที่เชื่ออย่างแรงกล้าว่าจะเป็นการต่ออายุให้แม่ผู้เป็นที่รักยิ่งของเขา เขาอยากนำทางสวรรค์ให้แม่
ตลอดทั้งเรื่อง ย่าแทบจะไม่ได้พูด มีแต่ภาษากายที่แสดงว่าเหนื่อยจนคนดูลุ้นว่าย่าจะรอดไหม จนมาถึงจุดเปลี่ยนคือฉากสุริยุปราคา ที่นำเอาเสียงสุดท้ายเข้ามา
เสียงเงียบและความมืดที่เกิดตอนเกิดสุริยุปราคา เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเกิดตอนที่ต่อ หลานชาย ลงจากรถไปต่อรอง “อำนาจ” กับสกลขอเอาย่ากลับบ้านก่อน
ฉากที่เห็นไกลๆ มืดสลัว มีแต่ความเงียบ (คนดูอยากจะสาระแนก็ทำไม่ได้ กล้องสังเกตห่างๆ เห็นครอบครัวกับพระเจรจากัน) แต่หลังจากนั้นเส้นเรื่องก็หักเหให้สกลยอมให้แม่กลับบ้าน แต่ตัวเองขอไปทำบุญต่อจนครบ 9 วัด
“เสียงเงียบของย่า” มันคือเสียงที่ไร้พลังการต่อรอง ทั้งที่ตัวเองเป็นเจ้าของชีวิต เป็นเจ้าของร่างกายที่เจ็บปวด แม้ย่าจะพูดว่า “อยากกลับบ้าน” ซ้ำๆ แต่ลูกชายก็ไม่รับฟัง ยังคงความเชื่อในหนทางไปสู่สวรรค์ด้วยเหตุผลที่คนอื่นก็ไม่กล้าโต้แย้งด้วยเหตุผลต่างๆ กันไป
เสียงสุดท้ายคือเสียงเงียบเช่นกัน แต่เป็นต้นเหตุของการเกิดการเดินทาง 9 วัดทั้งหมด นั่นคือ เสียงของ “เจ้านาย” สกล ที่คนดูไม่เคยได้ยินเสียงเลย แต่ถ่ายทอดผ่านภาพการคุยโทรศัพท์กับสกล อำนาจจากเสียงนั้นบงการให้เกิด 9 วัด เงิน 9 พัน และหนทางสู่สวรรค์ตามความเชื่อ เสียงที่ไม่ถูกได้ยินโดยคนดู ไม่มีตัวละครปรากฏตัวในหนังกลับเป็นเสียงที่มีอำนาจมากที่สุด ราวกับเสียง “เทพเจ้า” ที่บงการได้ว่าสวรรค์ของย่าควรเป็นอย่างไร
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เสียงดังเท่ากับมีอำนาจ หรือเสียงเบาเท่ากับไม่มีอำนาจ
เพราะในหนังเรื่องนี้เสียงเงียบมีทั้งไร้อำนาจ และทรงอำนาจที่สุด
ประเด็นคือ มันเป็นเสียงของใคร และความสัมพันธ์เชิงอำนาจของแต่ละเสียงมันพึ่งพา ขัดแย้ง ต่อรองกันอย่างไร เช่นเดียวกับที่สกลต้องพึ่งพา “นาย” สุดชีวิต เสียงและภาพที่ไม่เคยปรากฏของนายกลับกลายเป็นเสียงสวรรค์บงการ “ชี้นำ” การจัดการความตายได้มากที่สุด
ประเด็นที่สาม ความย้อนแย้งในความเชื่อ แก่นพุทธ และความรักดำเนินไปตลอดผ่านภาษาภาพยนตร์
การจัดการความตายของคนที่รัก ผ่านความเชื่อที่ย้อนแย้ง จนบางครั้งก็ไม่รู้ว่ามันเป็นสวรรค์ของใครกันแน่
“สวรรค์” ของแต่ละคนในเรื่องนี้ขึ้นกับการ “ให้คุณค่า” ต่อชีวิตด้วยความเชื่อแบบใด
ความย้อนแย้งของวัยพ่อคือการยึดมั่นในบุญผ่าน “วัดและพระสงฆ์” แต่ไม่ได้ยินเสียงของ “แม่” ที่กำลังทรมาน เขาเชื่อว่าบุญที่ทำกับวัดและพระสงฆ์เท่านั้นที่จะนำพาให้แม่มีอายุยืนยาวไปอีก
นี่คือสวรรค์สำหรับคนรุ่นเขา แต่คนรุ่นใหม่อย่าง “ต่อ” ซึ่งไม่เชื่อในศาสนา ไม่เชื่อในพิธีกรรม ท้ายสุดเขากลับเป็นคนที่ได้ยินเสียงบทสวดคาถาป้องกันภัย 10 ทิศ ที่ครั้งหนึ่งเขาและคูนเคยสวดล้อเล่นเพื่อให้ย่าสบายใจ เขาไม่สนใจแก่นพุทธว่าด้วยการปล่อยวาง ความว่าง หรืออนิจจังใดๆ เขาสนใจที่จะปลดปล่อยย่าออกจากความทุกข์เท่านั้น
ความย้อนแย้งคือ หลานชายผู้ไม่มีอำนาจจัดการความตายของคนที่ตนรัก แต่พวกเขาเป็นคนที่ทำให้ย่ายิ้มได้ ฉากเดียวที่ย่ามีรอยยิ้มคือ คูนและต่อ หลานชาย ท่องบทสวดล้อเลียนคาถาป้องกันภัย 10 ทิศ ย่าอาจจะไม่ได้ยิ้มเพราะได้ยินบทสวดที่มีความขลัง แต่เป็น “เสียงล้อเลียน” ของหลานต่างหากที่ทรงพลังมากสำหรับย่า
สำหรับคนที่ความตายมาเยือนแค่เอื้อม มันอาจจะเป็น “เพียงคำเดียว” ที่ท่านปรารถนาอยู่ลึกๆ… อยากให้ลูกหลานได้รับการคุ้มครองคุ้มภัยจากเสนียดจัญไรภัยร้ายทั้งปวงตามบทสวดนั้น
การจัดการความตายของเด็กวัยรุ่นแบบคูนไม่ใช่การยึดมั่นในสังขารที่ไม่เที่ยงแบบคนรุ่นก่อน ก่อนที่ย่าจะหมดลม คูนใช้มือถืออัดเสียงย่าไว้ได้สำเร็จ สำหรับคูน มันเป็น “เพียงคำเดียว” จากย่าที่คูนปรารถนาในวาระสุดท้าย เพราะเป็นตัวแทนความทรงจำและความรัก เพราะเสียงมันมีชีวิต มีอารมณ์ มีปฏิกิริยาตอบโต้ มีความรู้สึกที่กลั่นจากเจ้าของเสียง
ฉากท้ายสุด ก็มีแต่เสียงเท่านั้นที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของคนตาย
ทุกคนมีสวรรค์ที่แตกต่างกันก็จริง จะนับถือศาสนาใด หรือไม่นับถือศาสนาเลย
การระลึกถึง “ความทุกข์” ของผู้อื่นมากกว่า “ความปรารถนา” ของตนก็ทำให้ความขัดแย้งเบาบางลงได้
“สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวัญชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุรักขันตุ”
