บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วันบันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (22)
จดหมายและน้ำตา
“ยืนต่อแถวตรงนี้ เดี๋ยวมา” บั๊กพาเรามายืนต่อแถวจะเรียกหน้าร้านค้าดีไหม เพราะมีคนมายืนต่อก่อนหน้าเป็นสิบๆ คนจนแถวยาวไกลสุดตาเลย
“ต้องยืนนานมั้ยเนี่ย” เราถาม
“แป๊บเดียว งั้นเดี๋ยวมานะ ลองดูๆ ว่าจะเอาอะไร” บั๊กพูดพร้อมเดินออกไป ทิ้งเราไว้กลางมวลมหาประชาชน
ยังไงก็ได้วะ ไม่รู้จะทำอะไรอยู่แล้ว เราจึงยืนต่อแถวต่อ พลางคิดว่าจะซื้ออะไรดี ‘น้ำปลาก็น่าจะจำเป็นนะ เมื่อเช้าไม่มี’ ‘เสื้อฟ้า กางเกงจำเป็นมาก’ ‘แต่เราก็ซื้อได้แค่ 500 นี่หว่า’ บลาๆๆ หลายความคิดตีกันในหัวเรา จนเวลาไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน แถวขยับได้แค่ครึ่งเดียวเอง หนทางอีกยาวไกล แต่แดดก็เริ่มมาแล้ว
“น้องๆ มีนิ้วมั้ย สนใจนมสิบกล่องมั้ยน้อง” ลุงที่ไหนไม่รู้เดินมาถามเรา พร้อมกับเดินถามคนอื่นต่อไม่ทันที่เราจะตอบ
“อิหยังวะ?” เราคิดในใจ แต่พอหันไปมองรอบๆ ก็เห็นคนเดินถือกล่องนม ถือมาเต็มไปหมดเลย น่าจะเป็นพวกแลกของที่มีคนเล่าในแดนสองสินะ แต่แดนนี้ใช้เป็นนมเฉย
เรายืนต่อไปอีกสักพักจวนจะถึงตาเรา บั๊กก็เดินมาถาม ‘เป็นไงบ้าง’
“ก็เรื่อยๆ แล้วเราจะได้เยี่ยมญาติตอนไหนนิ” เราถามกลับไป ในสิ่งที่น่าจะอยากรู้ที่สุดแล้ว
“สำหรับคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมา จะถูกกักตัวอีก 5 วัน” บั๊กตอบ ซึ่งวันนี้ก็วันที่ 12
“อ่อ ขนุน อย่าลืมนะอาทิตย์หน้าหยุดสงกรานต์อีกที 17 นะ”
“17 เลยหรอ” เราพูดด้วยความตกใจ แต่จุดนั้นก็ถึงคิวเราแล้วเหมือนกัน
หน้าต่างเปิดขึ้น “เลขเท่าไหร่ อ่อ” พี่หน้าคุ้นหันมามองหน้าเราพร้อมพูด ‘น้องการเมืองใช่มั้ย มาใหม่ๆ ต้องทำนิ้วใหม่ก่อนนะวันนี้ยังซื้อไม่ได้เดี๋ยวรอหลังรอบนี้ก่อน’
“แล้วให้มายืนต่อทำหอกอะไรตั้งนาน” เราหัวเสียทั้งไม่ได้ซื้อของและเรื่องเยี่ยมญาติ ก่อนเดินกลับมาห้องสมุดอีกครั้ง

ภาพจาก เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ในห้องสมุดเวลา 09.30 น. เราเห็นบั๊กที่กลับมาถึงก่อนนั่งอยู่ เขากำลังนั่งขีดเขียนกระดาษโดมิเมลอยู่ ข้างหนึ่งมีสีไม้ อีกข้างมีปากกา เราเลยเดินเข้าไปถามในทันที
“ระบายสีได้ด้วยเหรอ” เราสงสัย
“ได้สิ นอกจากจะระบายสี ก็เขียนให้เยอะๆ เลย เพราะใบหนึ่งตั้งสิบบาทนะ เขียนให้คุ้มสิ” เขาว่า
“งั้นเราขอยืมด้วยสิ” เราขอ ซึ่งเขาไม่ปฏิเสธอะไร พร้อมกับแนะนำว่าถ้าจะเขียนต้องส่งอาทิตย์หน้านะ เวลาไม่ทันแล้ว
เราด้วยความร้อนรนถามย้ำอีกครั้ง คิดว่าส่งตอนนี้เลยจะทันมั้ย
“เดี๋ยวลองถามให้” บั๊กตอบ
เราเลยรีบหยิบปากกาบรรจงเขียนระบายความรู้สึก คำขอบคุณ และบอกว่าต้องมาเยี่ยมได้วันไหน ลงในจดหมายฉบับนั้น เราเร่งเขียนมากในเวลา 30 นาที ระหว่างเขียนน้ำตาก็เริ่มไหล เราทั้งทุกข์ทนที่ต้องเขียนสิ่งที่พบในที่นี้ทั้งหมดลงในกระดาษไม่ได้ ทั้งเวลาที่กดดันเราทุกวินาที
“สวัสดีครับป๊าแม่… เมื่อวาน (10) ได้จำแนกแดน ตอนแรกหนุนเข้าใจว่าคดีหนุนจะถูกส่งไปแดน 4 นึกว่าจะได้เจอพี่อานนท์และหลายๆ คน อาจทำให้สภาพจิตใจตอนนี้ดีขึ้น แต่กลายเป็นหนุนถูกส่งมายังแดน 6 (แดนวินัยเข้มข้น) วินาทีแรกที่ได้ยิน หนุนมือไม้สั่น น้ำตาตกเกือบชั่วโมง… หนุนอยากขยายความและฝากความคิดถึงลุงป้าว่าไม่ต้องเป็นห่วง ข้างนอกมีคนเป็นห่วงหนุนมากมาย หนุนไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว… ฉบับต่อไปหนุนส่งได้วันที่ 17 นะครับ…” เป็นบางส่วนของเนื้อความของจดหมายฉบับวันที่ 11 เมษายน 2567
จนเมื่อเขียนเสร็จ เรารีบบอกบั๊กแล้วพากันวิ่งไปหน้าแดน เพื่อยื่นให้ผู้ช่วย บั๊กเป็นคนขอผู้ช่วยให้ช่วยส่งให้หน่อยแม้เวลาจะเกินมาแล้ว เราที่ยืนรอทั้งน้ำตา เพราะกลัวที่จะส่งไม่ทันก็ทำได้แค่รอ
“เดี๋ยวดูให้ แต่ไม่รับปากนะ” ผู้ช่วยหน้าแดนพูดขึ้น ก่อนรับจดหมายฉบับนั้นของเราไป เวลานั้นเราไม่รู้เลยว่ามันจะถึงมือที่บ้านหรือไม่ เราได้แต่หวัง
(ซึ่งสุดท้ายคือถึง และเราได้มานั่งอ่านในตอนนี้ มันเศร้าเหลือคณานับที่จะบรรยายความรู้สึกนั้นอีกครั้งได้)
เราที่คอตกเดินกลับมายังห้องสมุด เราไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดอะไร แต่เราเดินไปที่มุมโต๊ะตัวหนึ่งแล้วนั่งร้องไห้ไม่หยุดอีกครั้ง ยอมรับว่าเราไม่อาจยอมรับสภาพใดๆ ที่ตัวเองเผชิญในนี้ได้เลย เราไม่รู้จะบรรยายยังไง เราทำได้แค่ร้องมันออกมา
“เป็นอะไรน้อง เกิดอะไรขึ้น” พี่ก้องเดินเข้ามาถาม
“ผมกลัวพี่ ผมไม่รู้ว่าจะยังไงต่อ ผมจะได้ออกไปมั้ย” เราตอบกลับ พร้อมหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา
“โดนมากี่ปีนะ เราโดนมา 9 ปี ไม่ได้จะข่มอะไรนะ แต่นี่เข้าใจความรู้สึก ครั้งที่แล้วที่เข้ามาก็เป็นคล้ายๆ เอ็ง” พี่ก้องตอบพร้อมเล่าประสบการณ์ของตัวเอง
เราสะอื้น แล้วฮึบหยุดร้องหันไปถามพี่ก้องอีกครั้ง “พี่ใช่ที่โดนเพราะโพสต์ใช่มั้ย ตอนผมอยู่ศูนย์ฯ เหมือนเคยผ่านตาคดีของพี่”
“ใช่แล้วๆ อย่าคิดมาก อยู่และพัฒนาตัวเองในแต่ละวันให้ดีที่สุด เราโดนคดีการเมือง เราต้องสู้กับรัฐที่ทำเรา” พี่ก้องเติมไฟในใจให้อีกครั้ง แล้วแกก็เล่าต่อว่า “ตอนอั๊วเข้ามาแดนนี้ ตอนนั้นยังไม่มีอะไรเป็นรูปเป็นร่างเลย แต่พอได้ยินข่าวว่าขนุนเข้ามาและจะมาแดนนี้ ก็รู้สึกมีความหวังว่าคนที่อยู่ในขบวนเข้ามาอีกคนจะช่วยทำอะไรได้ ขนุนต้องเข้าใจก่อนว่าในนี้มีทั้งคนที่เป็นแกนนำอย่าง อานนท์ เก็ท และคนที่เป็นมวลชนอย่างพี่บูม พี่แบล็ก ขนุนเป็นแกนนำมาแล้วจะเป็นกระบอกเสียงได้”
เราที่เมาน้ำตาอยู่ก็ได้แต่งงว่าแกพูดอะไร หมายถึงอะไร หรือเพราะเราหูอื้อเลยไม่เข้าใจสิ่งที่แกพูด แต่เราก็พยักหน้ารับทราบไป พร้อมกับฟุบไปร้องไห้ต่อ
“อ้าวไหน ใครร้องไห้” เสียงพูดดังใหญ่ไหลผ่านหูของเรา เราเงยหน้าไปก็เห็นพี่บูมที่ใส่เสื้อปลดกระดุมเดินเข้ามาในห้องสมุดอีกคน
“ครับพี่” เราหันกลับไปตอบรับ
“เอ็งเข้ามาเท่าไหร่ 2 ปี ใช่มั้ย ข้ามา 6 ปี ถ้าเป็นพี่สานไปให้จบๆ เลย สองปีจิ๊บจ๊อย ดูไอ้ก้องสิ 9 ปี เป็นกูเครียดตาย” พี่บูมพูดขึ้น พร้อมกับพี่ก้องที่หันไปพยายามส่งสัญญาณว่า “อย่าพูดงั้นพี่ เดี๋ยวน้องมันกลัว”
“ผมรู้ครับพี่ แต่ผมไม่รู้จะทำยังไง ผมกลัว” เราตอบกลับไป
“หาอะไรทำ พี่ทำร้านค้าเพื่อจะได้ไม่เครียด อย่างไอ้ก้องก็อ่านหนังสือ ทำห้องสมุด ไอ้บั๊กร้องเพลง ทุกคนต่างทำอะไรเพื่อให้ผ่านหนึ่งวันไป เอ็งก็ลองดูอย่านั่งร้องแต่ในห้อง” พี่บูมเอ็ดเราต่อ
เราถึงจะโดนเอ็ดแบบนั้น จากคนที่ไม่ทันได้รู้จักดี รู้แต่ว่าเขามาในคดีเดียวกับเรา ด้วยมาตราที่ไม่เป็นธรรม เราก็ทำได้เพียงก้มหน้ารับฟังไป เหมือนโดนไลฟ์โค้ชสอนเลย แล้วแกก็พูดขึ้น “ไปกินข้าว”
แล้วเราก็โดนดึงไปกินข้าวแบบงงๆ
มื้อกลางวันก็ยังคงมีข้าวหลายๆ ถุงส่งมาเช่นเดิม แล้วบั๊กก็พูดว่า “ยังดีนะที่พี่อานนท์ทำกองทุนไว้ ได้มีข้าวกิน”
“ใช่ ก่อนหน้าที่พี่มาอยู่ ไม่มีอะไรเลยนะ อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีข้าว ไม่มีใครมาเยี่ยม” พี่มายด์เสริมบทสนทนาในวงกินข้าว เราไม่ค่อยอยากกินอะไร กินนิดๆ หน่อยๆ พร้อมกับถอนหายใจกับตัวเองที่ไม่สามารถสลัดความคิดลบๆ ออกจากหัวไปได้
เราไม่อยากคิดลบ เราเป็นคนคิดบวกมากเอาเข้าจริง แต่พอเจอเรื่องต่างๆ ที่ค่อยๆ ปะทะใส่เราทีละนิด มันเริ่มบั่นทอนจิตวิญญาณของเรา ซึ่งเราต้องสู้กับมันไปอีกนาน
