ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
Fake News
: ข้อมูลผิดพลาด บิดเบือน หรือมุ่งร้าย
ท่ามกลางบรรยากาศของสังคมที่มีความขัดแย้งทางความคิดความเชื่อกันแบบสุดขั้ว แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทางการเมืองหรือศาสนา หรือบรรยากาศสงครามชาตินิยมอย่างที่ผ่านไปไม่นานนี้ เป็นธรรมดาอย่างยิ่งที่เครื่องมืออย่างหนึ่งจะถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย นั่นก็คือ ข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์ (fake news)
มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้คำว่า “เฟกนิวส์” ในหลากหลายความหมาย บางคนอาจหมายถึงข้อมูลที่ผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ หรือบางคนบิดเบือนจากข้อเท็จจริงบางส่วนให้คนเข้าใจผิด ไปจนถึงบางคนมีเจตนามุ่งร้ายเพื่อสร้างผลทางการเมืองและสังคม
ปัญหาทางปรัชญาก็จะตามมาเมื่อเราพยายามกำหนด “ขอบเขต” ของเฟกนิวส์ว่าอะไรควรนับว่าเป็นข่าวปลอม และอะไรเป็นเพียงความผิดพลาดหรือการตีความแตกต่างกัน จนกระทั่งนำไปสู่คำถามทางญาณวิทยา ว่าเรารู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดเท็จ ในโลกที่ข้อมูลท่วมท้นและมีการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรง
หากเราสังเกตให้ดี เมื่อคนใช้คำว่า “เฟกนิวส์” นั้นมีทั้งใช้ในความหมายแบบพรรณนา (descriptive) ซึ่งหมายถึงข่าวหรือข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงหรือเป็นเท็จ เช่น ข่าวที่ว่า “วัคซีนโควิดมีไมโครชิปติดตั้งเข้าไปเพื่อควบคุมจำนวนประชากร” นอกจากนี้ ยังมีคนใช้เฟกนิวส์ในความหมายแบบประเมินค่า (evaluative) กล่าวคือ ใช้เป็นคำด่าเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อหรือฝ่ายตรงข้าม เช่น การที่นักการเมืองบางคนกล่าวหาสื่อมวลชนที่เสนอข่าวนั้นว่าเป็น “เฟกนิวส์” แม้รายงานนั้นจะอ้างอิงหลักฐานมีข้อมูลสนับสนุนก็ตาม ก็คือประเมินค่าว่าข่าวนั้นไม่น่าเชื่อถือ ไม่ควรเชื่อข่าวดังกล่าว
ตัวอย่างที่เราจะเห็นอยู่บ่อยครั้งก็คือ กรณีของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ มักจะใช้คำว่า “เฟกนิวส์” เพื่อกล่าวหาสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์เขา เช่น CNN หรือ The New York Times โดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นผิดจริงหรือไม่ นั่นหมายความว่า คำว่า “เฟกนิวส์” จึงไม่ได้หมายความแค่ว่าเป็นข่าวเท็จ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย

นอกจากนี้ หากเราพิจารณาเฟกนิวส์ในแง่ของเนื้อหา ก็จะแบ่งออกได้เป็นสามลักษณะ อย่างแรกคือ ข้อมูลผิดพลาด (misinformation) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นความจริง อาจเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน การสื่อสารไม่ชัด หรือข้อมูลล้าสมัย ความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนนี้ได้รับการนำเสนอโดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่มีเจตนา ผู้ส่งข้อมูลลักษณะนี้ต่อๆ กันไป เพราะเข้าใจว่าเป็นความจริงจึงแชร์ออกไปโดยไม่รู้ตัว เช่น การส่งต่อสูตรการดื่มน้ำมะนาวรักษาโรคมะเร็งเพราะคิดว่าช่วยได้และหวังดีอยากให้คนอื่นลองทำตาม ทั้งที่ตามความรู้ทางการแพทย์ขณะนี้ไม่พบว่าน้ำมะนาวสามารถรักษามะเร็งได้จริง
อย่างที่สองคือ ข้อมูลบิดเบือน (disinformation) คือข้อมูลที่เป็นเท็จหรือถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด หรือนำความจริงบางส่วนมาบิดเบือนโดยมีเจตนาร้ายอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเสียหาย หวังผลกำไร ผลประโยชน์ทางการเมือง หรือต้องการชี้นำความคิดความรู้สึกบางอย่าง เช่น การสร้างข้อมูลว่าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมีนโยบายยกเลิกบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้วนำไปเผยแพร่ส่งต่อในไลน์กลุ่มต่างๆ ให้ข้าราชการบำนาญเข้าใจผิด
อย่างที่สาม ข้อมูลมุ่งร้าย (malinformation) คือข้อมูลที่เป็นความจริง หรือมีความจริงบางส่วน แต่ถูกนำมาเปิดเผยหรือส่งต่อโดยมีเจตนาร้ายเพื่อทำลาย สร้างความอับอาย หรือโจมตีบุคคลหรือองค์กรให้ได้รับความเสียหาย เช่น การเอาเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรเปิดเผยมาประจาน หรือการนำภาพถ่ายส่วนตัวหรือเอกสารลับของคนอื่นมาเผยแพร่ในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อทำลายชื่อเสียง ตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่ผ่านมาก็อย่างคลิปเสียงสนทนาของอดีตนายกรัฐมนตรีกับผู้นำต่างประเทศ ซึ่งเราก็คงรู้ผลลัพธ์ของข้อมูลมุ่งร้ายชิ้นนี้ดีว่าสร้างความเสียหายได้ในระดับใด

จะเห็นได้ว่า เมื่อเฟกนิวส์ถูกใช้ในบริบทที่แตกต่างกันออกไป การทำความเข้าใจในนิยามหรือความแตกต่างของข้อมูลทั้งสามอย่างย่อมมีประโยชน์อย่างยิ่งในการรับมือแก้ไขสถานการณ์หรือการกำหนดนโยบาย หรือแม้กระทั่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเฟกนิวส์ เช่น มาตรการที่เรารับมือหรือแก้ไขสถานการณ์กับ ข้อมูลผิดพลาด อาจจะเข้มข้นน้อยกว่าข้อมูลบิดเบือน และข้อมูลมุ่งร้าย
อย่างไรก็ตาม จากที่กล่าวมา เราได้เห็นแล้วว่าเฟกนิวส์ไม่ได้เป็นเพียงการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แต่ยังเป็นการจัดวางบริบท หรือกำหนดกรอบความเข้าใจเพื่อสร้างความเข้าใจผิด แม้จะใช้ข้อเท็จจริงบางส่วน และในทางปรัชญาภาษา (philosophy of language) โดยเฉพาะแนวคิดของ เจ. แอล. ออสติน (J. L. Austin) และ เอช. พี. ไกรซ์ (H. P. Grice) ที่เสนอว่าข้อความสามารถสื่อสารสิ่งที่เป็นเท็จได้แม้จะไม่โกหกตรงๆ โดยเสนอผ่านนัยความหมาย (implicature) หรือข้อสมมุติล่วงหน้า (presupposition) ตัวอย่างเช่น การเลือกหัวข้อข่าวให้ชวนเข้าใจผิด หรือการใช้ภาพประกอบที่ทำให้คนตีความไปอีกทาง สิ่งนี้ทำให้เฟกนิวส์ไม่ใช่แค่เรื่อง “ความจริงเชิงเนื้อหา” แต่เป็นเรื่อง “ความจริงเชิงปฏิบัติการของภาษา” (pragmatic truth)
นอกจากนี้ เฟกนิวส์ยังเกี่ยวข้องโยงกับจริยศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องหน้าที่ทางศีลธรรมในการพูดความจริง (duty to truthfulness) และปัญหาว่าการบิดเบือนโดยตั้งใจอาจเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่นที่มีอิสระและมีวิจารณญาณในการตัดสินใจด้วยตนเอง (autonomy)
ปัญหาของเฟกนิวส์จึงไม่ใช่เพียงแค่การมีข้อมูลเท็จอยู่ในสังคม แต่คือการที่เกณฑ์หรือมาตรฐานในการตัดสินความจริงของเราใช้ไม่ได้อีกต่อไป
ในอดีต การตัดสินว่าข่าวใดจริง ข่าวใดเท็จ เรามักจะอาศัยสถาบันที่มีอำนาจทางความรู้ด้านสื่อสารมวลชน เช่น สำนักข่าวที่น่าเชื่อถือหรือผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการต่างๆ ด้านสื่อสารมวลชน แต่ปัจจุบันในยุคของสื่อสังคมออนไลน์ เป็นโลกที่ใครก็เผยแพร่ข้อมูลได้อย่างง่ายๆ โดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ กลั่นกรองแบบเดิม เมื่อผู้คนเชื่อถือเฉพาะแหล่งข่าวที่สอดคล้องกับความคิดตนเองจึงทำให้เกิด “ห้องแห่งเสียงสะท้อน” (echo chamber) และ “ภาวะตัวกรองฟองสบู่” (filter bubble) ทำให้ความจริงถูกแทนที่ด้วย “ความจริงเฉพาะกลุ่ม” (group-relative truth) เราจึงเห็นหรือเชื่อเฉพาะสิ่งที่เราได้รับข้อมูลมาจากแวดวงของเรา หลักฐานแย้งอื่นใดนอกจากนี้เราแทบไม่ได้นำเข้ามาร่วมพิจารณาตัดสินแต่อย่างใด
ยิ่งโดยเฉพาะในภาวะหลังความจริง (post-truth) ของโลกร่วมสมัยที่เราพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้เราไม่ได้ขัดแย้งกันเฉพาะในประเด็นความคิดเห็นสาธารณะอีกต่อไปแล้ว เพราะแม้กระทั่งความเห็นพ้องต้องกันในระดับข้อเท็จจริงพื้นฐานเราก็ยังมีความเห็นแบบไม่ลงรอยกันเลยด้วยซ้ำ และเมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้พลังของเฟกนิวส์ทำงานในสังคมได้อย่างรวดเร็วและสร้างผลกระทบให้ผู้คนและสังคมอย่างทบเท่าทวีคูณ
คําถามที่ว่า เพราะเหตุใดผู้คนถึงเชื่อเฟกนิวส์ได้ง่าย คำอธิบายหนึ่งก็คือ มนุษย์เรามักจะมีอคติทางการรับรู้ (cognitive bias) และการใช้เหตุผลตามแรงจูงใจ (motivated reasoning) ซึ่งจะทำให้เรารับข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิม การที่คนเชื่อเฟกนิวส์ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไร้เหตุผล แต่พวกเขาใช้เหตุผลภายใต้กรอบความเชื่อและอคติที่มีอยู่เดิม มนุษย์จึงมักเปิดรับข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิม และปฏิเสธข้อมูลที่ขัดแย้ง เฟกนิวส์จึง “ประสบความสำเร็จ” เพราะมันสอดรับกับโครงสร้างทางความคิดของผู้รับข้อมูลข่าวสาร มากกว่าที่พวกเขาจะท้าทายหรือตั้งคำถามกับมัน
ในทางปรัชญา สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าความรู้ไม่ใช่เพียงแค่การมีความคิดความเชื่อที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ต้องมีองค์ประกอบของการไตร่ตรองและหาเหตุผลหรือหลักฐานมาสนับสนุนด้วย แต่เฟกนิวส์กลับทำลายกระบวนการให้เหตุผลดังกล่าว ทำให้ผู้คนตัดสินใจโดยอิงข้อมูลที่ผิดหรือบิดเบือนแล้วทึกทักว่าเป็นความจริง
ปัญหาของเฟกนิวส์จึงไม่ได้อยู่แค่เฉพาะเนื้อหาของข้อมูลข่าวสาร แต่อยู่ที่ตัวผู้รับข้อมูลข่าวสารนั้นด้วย ซึ่งก็คือ ผู้รับข้อมูลข่าวสารนั้นไม่มี “คุณสมบัติที่ดีทางญาณวิทยา” (epistemic virtues) เช่น การเปิดกว้างทางความคิด (open-mindedness) เป็นการเปิดโอกาสให้กับความเป็นได้อย่างอื่น ที่นอกเหนือจากสิ่งที่เราเชื่อและคิด ความถ่อมตนทางสติปัญญา (intellectual humility) ความถ่อมตนทางสติปัญญานั้นเป็นการยอมรับว่าตนเองนั้นอาจจะคิดผิดก็เป็นได้ และความซื่อสัตย์ทางปัญญา (intellectual honesty) เป็นการซื่อตรงในการประเมินข้อมูลตามหลักฐานที่มี
นอกจากความเสียหายที่เกิดจากเฟกนิวส์ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ผู้เขียนยังเห็นว่า เฟกนิวส์นั้นมีอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตย เพราะหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยนั้น พลเมืองต้องมีข้อมูลเพียงพอและเป็นผู้ที่มีเหตุผล การลงคะแนนเสียงและการมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะจึงมีความชอบธรรมอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตย หากเฟกนิวส์ทำงานได้ดี ข้อมูลพื้นฐานของสังคมก็ถูกบิดเบือน ความสามารถของพลเมืองในการตัดสินใจก็ลดลง มิหนำซ้ำเฟกนิวส์ยังทำให้การถกเถียงสาธารณะบิดเบี้ยวและไร้ฐานความจริงร่วมกัน
สังคมใดที่ไม่อาจเห็นพ้องต้องกันในข้อเท็จจริงพื้นฐาน ย่อมไม่อาจถกเถียงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงเป้าหมายหรืออุดมคติของสังคมที่ตนปรารถนา
