ย้อน”คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” วิเคราะห์ คำวินิจฉัยออกได้กี่ทาง?
แม้คณะรัฐมนตรีจะประกาศให้วันที่ 28–29 กันยายน เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษ เพราะฝนตกหนักและน้ำท่วมหลายพื้นที่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันเดินหน้าตามกำหนดการเดิมทุกประการ โดยอ้างว่านัดนี้แจ้งคู่กรณีไว้ล่วงหน้านานแล้ว และหากเลื่อนออกไปจะกระทบแผนพิจารณาคดีอื่นที่วางวาระไว้ถึงเดือนตุลาคม
กำหนดการวันนี้แบ่งเป็นสองช่วง ภาคเช้าเป็นการแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในหมู่ตุลาการ ก่อนเปิดอ่านคำวินิจฉัยต่อสาธารณะในเวลา 14.00 น.
ที่มาของคดี
จุดเริ่มต้นอยู่ที่การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อผู้ใช้สิทธิบางส่วนพบว่าบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดติดอยู่ จึงตั้งคำถามผ่านโซเชียลมีเดียว่ารหัสเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงกลับไปหาตัวผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็อาจหมายความว่าการออกเสียงไม่ได้ “ลับ” จริงอย่างที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
ในเวลาต่อมา ประชาชนและสื่อมวลชนส่วนหนึ่งร่วมกันทดสอบสมมติฐานดังกล่าวในการเลือกตั้งใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตคันนายาว กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ โดยใช้สามองค์ประกอบหลักในการพิสูจน์ ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และรหัสที่ปรากฏบนบัตร ผลที่ตามมาคือ กกต. แจ้งความดำเนินคดีกับ 6 บุคคล ด้วยข้อหาหนักหลายกระทง รวมถึงอั้งยี่และยุยงปลุกปั่น
ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนรวม 22 ราย ก่อนมีมติเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยชี้ว่าการออกแบบบัตรเลือกตั้งของ กกต. น่าเชื่อได้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดย “ตรงและลับ” และมาตรา 50 (7) ที่คุ้มครองสิทธิออกเสียงอย่างอิสระ
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม จากนั้นกระบวนการดำเนินต่อเนื่องกว่า 194 วัน ตั้งแต่ให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจง ไต่สวนพยาน 5 ปากในวันที่ 26 สิงหาคม ประกอบด้วยเลขาธิการ กกต. นักวิชาการคอมพิวเตอร์ ผู้บริหารสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง และตัวแทนบริษัทผู้รับจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งทั้งสองราย รวมถึงส่งตุลาการสองนายลงพื้นที่เดินเผชิญสืบตรวจสอบบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วที่จัดเก็บอยู่จริงในวันที่ 27 สิงหาคม

กกต. แก้ข้อกล่าวหาอย่างไร?
เจ้าหน้าที่ กกต. ชี้แจงว่ารหัสที่ปรากฏบนบัตรเป็นกลไกป้องกันการปลอมแปลง และใช้ควบคุมติดตามจำนวนบัตรที่พิมพ์เท่านั้น ยอมรับว่าบาร์โค้ดสแกนย้อนกลับไปถึงเลขบัตรได้ แต่ยืนยันว่าไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ถือบัตรลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคใด เนื่องจากต้นขั้วและบัตรถูกจัดเก็บแยกจากกันตามขั้นตอนที่กำหนด
ในส่วนของรหัสที่ปรากฏบนบัตร บัตรสีชมพูสำหรับเลือก สส.บัญชีรายชื่อมีบาร์โค้ดเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษตามด้วยตัวเลข 7–8 หลัก ขณะที่บัตรสีเขียวสำหรับเลือก สส.แบ่งเขตไม่มีบาร์โค้ด แต่มีคิวอาร์โค้ดที่มุมล่างซ้าย ซึ่งเมื่อสแกนแล้วจะปรากฏตัวอักษรภาษาอังกฤษ 5 ตัว
คำวินิจฉัยของศาลในบ่ายวันนี้จะเป็นคำตอบว่ากระบวนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และมีผลอะไรต่อการเลือกตั้งและ กกต. ต่อไป
คำวินิจฉัยศาลฯ ออกได้กี่ทาง
1.ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากรณีคิวอาร์โค๊ด-บาร์โค๊ด ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ตามมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ โดยให้จัดเลือกตั้งใหม่เฉพาะส.ส.บัญชีรายชื่อ
2. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากรณีคิวอาร์โค๊ด-บาร์โค๊ด ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ตามมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ เพราะยังไม่ถือว่าโมฆะ
3.เชื่อว่า กกต.ทำคิวอาร์โค๊ด-บาร์โค๊ด เพื่อป้องกันบัตรเลือกตั้งปลอม ดังนั้นจึงไม่ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 85

